เสียงคลิกของกุญแจมือเหล็กกล้าที่ถูกปลดล็อกด้วยแรงกระชากจากด้านหลัง ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นอิสระแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันคือสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดเจนที่สุดในโสตประสาทของรินรดา
"เชิญครับ คุณหมอ... เจ้านายผมรอนานแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงความเยียบเย็นกระซิบชิดใบหู ขณะที่ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงโลหะเย็นเฉียบถูกกดแนบเข้ากับแผ่นหลังผ่านเนื้อผ้าบางเบาของเสื้อกาวน์สีขาว รินรดาไม่สะทกสะท้าน เธอยังคงรักษาจังหวะการหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ แม้ว่าภายในอก หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่กำลังเร่งจังหวะ เธอค่อย ๆ กวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็ว—ห้องโถงกว้างของโกดังสินค้าเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถูกทิ้งร้าง แสงไฟนีออนสีส้มกะพริบติด ๆ ดับ ๆ ส่องกระทบโครงเหล็กขึ้นสนิมและกลิ่นอื้นชื้นของน้ำเน่าผสมกับกลิ่นดินปืน
นี่คือใจกลางเมืองที่ไร้ซึ่งผู้คน ไร้ทางหนี และไร้การติดต่อสื่อสาร
"ฉันคิดว่าเราตกลงกันด้วยข้อมูล ไม่ใช่การอารักขาที่อุกอาจแบบนี้" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เธอบังคับให้เสียงของตัวเองมั่นคงที่สุดเพื่อซ่อนความสั่นไหวในระดับโมเลกุล
"ข้อมูลบางชุดมีมูลค่าเกินกว่าจะส่งมอบกันตามลำพังครับคุณหมอ โดยเฉพาะข้อมูลที่สามารถลากคนลงจากบัลลังก์ได้ทั้งตระกูล" เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดหลังเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ ชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดประณีต ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความกระหายอำนาจ—*ท่านผู้พิพากษาธนา* บุคคลที่อยู่เบื้องหลังเงาดำทั้งหมดในคดีของพ่อเธอ
รินรดาแค่นหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขันโดยสิ้นเชิง "คุณกลัวความจริงขนาดนั้นเชียวหรือครับ... ถึงต้องลงทุนใช้เด็กเดินยามาดักอุ้มจิตแพทย์นิติเวชกลางโรงพยาบาล"
"ผมไม่ได้กลัวความจริงครับคุณหมอ... ผมแค่บริหารความเสี่ยง" ธนาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว รองเท้าหนังขัดมันกระทบพื้นคอนกรีตเกิดเสียงก้องกังวาน "พ่อของคุณก็เคยพูดประโยคทำนองนี้ก่อนที่เขาจะเลือกเส้นทางที่... น่าเสียดาย แบบนั้น"
ชื่อของพ่อกระแทกเข้ากลางใจรินรดาอย่างจัง ภาพความทรงจำในคืนที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกับเอกสารลับที่หายไปผุดวาบขึ้นมาในหัว แต่เธอไม่มีเวลาให้ความอ่อนแอเข้าครอบงำ สมองส่วนหน้าของเธอกำลังคำนวณความน่าจะเป็นและช่องโหว่รอบตัวอย่างบ้าคลั่ง ในขณะเดียวกัน ความคิดถึงใครอีกคนก็แทรกซึมเข้ามา—*คีริน*... ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน
ในจังหวะนั้นเอง ราวกับปาฏิหาริย์หรืออาจเป็นเกมที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำทุ้มของรถสปอร์ตสมรรถนะสูงก็ดังแหวกอากาศเข้ามาในโกดัง ตามด้วยเสียงเบรกกะทันหันที่ทำให้ยางมะตอยกรีดร้อง เสียงประตูรถกระแทกปิดดังสนั่นตามมาติด ๆ
ธนาขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้องยกปืนขึ้นเล็งไปที่ประตูทางเข้า
รินรดาแอบผ่อนลมหายใจยาว เธอมองเห็นรอยยิ้มมุมปากที่เจือความเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอกודกุมความลับบางอย่างที่อีกฝ่ายไม่รู้
ร่างสูงโปรดของคีรินก้าวผ่านประตูเข้ามาภายใต้แสงไฟสลัว เสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำยับยู่ยี่และรอยแผลจาง ๆ ที่มุมปากไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นัยน์ตาคมกริบที่อ่านยากคู่นั้นกลับกวาดมองสถานการณ์ทั้งหมดภายในเสี้ยววินาที ราวกับเสือดาวที่กำลังประเมินฝูงไฮยีน่าก่อนจะขย้ำ
"ปล่อยเธซ" คีรินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลังจนอากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดลงหลายองศา
"โอ้... คุณคีริน มาเร็วกว่าที่ผมคิดไว้นะครับ นึกว่าความจำที่เสื่อมไปจะทำให้คุณหาทางมาที่นี่ไม่ถูกเสียอีก" ธนายิ้มเยาะ แต่ดวงตากลับระแวดระวังเต็มที่ มือข้างหนึ่งเลื่อนไปแตะด้ามปืนพกใต้สูทอย่างเนียนตา
"ความจำฉันอาจจะหายไปบางช่วง... แต่สัญชาตญาณในการฆ่าหมาป่าที่ชอบลอบกัด ยังอยู่ครบถ้วน" คีรินก้าวเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกงไว้อย่างผ่อนคลายราวกับมาเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ทั้งที่รอบตัวมีปากกระบอกปืนนับสิบคกระบอกหันมาทางเขา
รินรดาลอบมองเสี้ยวหน้าของชายหนุ่ม หัวใจของเธอกระหน่ำเต้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย—ทั้งโกรธที่เขาเสี่ยงชีวิตบุกเข้ามาในยามที่เธอติดกับดัก และทั้งหวั่นไหวกับความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ
"คุณคิดว่าคุณคนเดียวจะต่อรองกับคนนับสิบได้หรือครับ?" ธนาหัวเราะในลำคอ ส่งสัญญาณมือเบา ๆ ให้ลูกน้องเตรียมเหนี่ยวไก
คีรินหยุดเดิน ห่างจากจุดที่รินรดายืนอยู่เพียงไม่กี่เมตร เขามองสบตากับหญิงสาวแวบหนึ่ง เป็นสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคำพูดใด ๆ—*เชื่อใจฉัน*—ก่อนที่เขาจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับธนาอย่างเต็มตัว
"ใครบอกว่าฉันมาคนเดียว?" คีรินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
ทันใดนั้น ไฟนีออนดวงใหญ่บนเพดานโกดังก็ดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่ทั้งหมดในเสี้ยววินาที เสียงปืนนัดแรกดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงโกลาหลและความชุลมุนที่ปะทุขึ้นกลางวงล้อมศัตรู
ในความมืดที่ไร้แสงสว่าง รินรดารู้สึกได้ถึงสัมผัสอบอุ่นและคุ้นเคยที่คว้าข้อมือของเธอไว้แน่น แรงดึงกระชากอันทรงพลังพาเธอลัดเลาะผ่านซอกกองลังไม้ท่ามกลางเสียงกระสุนที่เจาะทะลุกำแพงเหล็กดังสนั่นหู
"วิ่ง!" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู พร้อมกับความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กุมมือเธอไว้มั่น วิ่งฝ่าความมืดออกไปสู่แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ยังไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่
แต่ก่อนที่พวกเขาจะพ้นประตูโกดัง ร่างของลูกน้องคนสนิทของธนาที่ควรจะนอนหมดสติอยู่ด้านนอก กลับถูกเหวี่ยงเข้ามาขวางทาง พร้อมกับเสียงปรบมือช้า ๆ ที่ดังขึ้นจากเงามืดด้านนอก—ไม่ใช่เสียงของธนา แต่เป็นเสียงของบุคคลที่รินรดานึกไม่ถึงที่สุด
เงาร่างนั้นก้าวออกมาจากแสงจันทร์สลัว พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงทันที
"ยินดีต้อนรับสู่กับดักที่แท้จริงครับ... น้องสาว"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สายลมแผ่วเบา
ดีลลับฉบับคนอันตราย: รักนี้เดิมพันด้วยลมหายใจ•ตอนที่ 23
ในวงล้อมศัตรู
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนอันตราย: รักนี้เดิมพันด้วยลมหายใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!