"คุณจะกอดแขนผมไปถึงไหนครับรินรดา ทางข้างหน้ามันไม่ได้มีโจรปล้น หรือมีหมีควายหลุดออกมาจากป่าสักหน่อย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความระอาเล็กน้อยดังขึ้น ทำลายความเงียบในรถยนต์อเนกประสงค์คันโตที่กำลังแล่นไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา ธามเหลือบสายตาคมกริบมองมือบางของหญิงสาวที่เผลอขยุ้มชายเสื้อแจ็กเก็ตของเขาไว้เสียแน่น ตั้งแต่รถเริ่มไต่ระดับความสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่เขตป่าทึบ รินรดาที่ปกติฝีปากกล้าเป็นอาวุธ กลับเลือกที่จะปิดปากเงียบและขยับเข้ามานั่งเบียดชิดเขาเสียจนแผ่นไหล่แนบติดกัน
รินรดาชะงัก สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต เธอดึงมือกลับทันควันราวกับโดนของร้อน ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก
"ใครกอดคุณคะ... พูดจาหลงตัวเองเป็นบ้า ฉันแค่ทรงตัวไม่ดีต่างหาก ถนนโค้งเยอะขนาดนี้ วิศวกรใหญ่อย่างคุณน่าจะรู้ฟิสิกส์พื้นฐานพวกนี้นะคะว่าแรงเหวี่ยงมันมีผลกับมวลสารในรถ"
"มวลสารเหรอครับ?" ธามเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็น "ฟังดูเป็นข้อแก้ตัวทางวิทยาศาสตร์ที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย สำหรับคนปากเก่งเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน"
"ฉันไม่ได้แก้ตัว!" หญิงสาวหันขวับมาตอกกลับ ดวงตากลมโตฉายแววขุ่นเคืองระคนอับอายเล็กน้อย "แล้วอีกอย่าง ฉันจะเกาะอะไรมันก็เรื่องของฉัน พื้นที่ในรถคันนี้ไม่ได้ตีตราจองว่าเป็นเขตหวงห้ามส่วนบุคคลของคุณเสียหน่อย"
ธามไม่ตอบโต้ทันที เขาปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโดยสารอีกครั้ง ชั่วขณะหนึ่ง สายตาของเขาทอดมองออกไปนอกกระจกหน้าต่าง สภาพเส้นทางที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ครึ้มทึบ แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องผ่านกิ่งไม้ลงมาตกกระทบพื้นดินเป็นลวดลายพร้อยระยิบระยับ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเงียบสงบขึ้นเรื่อยๆ จนเหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงยางรถยนต์ที่บด
การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลงพื้นที่ทำงานธรรมดาตามคำสั่งของปาลิน แต่เป็นทริปสำรวจพื้นที่สร้างโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ยาวนานถึงสองวันเต็ม และดูเหมือนว่าระยะเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงในพื้นที่ห่างไกลสัญญาณโทรศัพท์เช่นนี้ จะเป็นบททดสอบความอดทนของคนทั้งคู่ได้อย่างยอดเยี่ยม
"คุณกลัวความสูงเหรอครับ"
คำถามราบเรียบแต่จริงจังถูกเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ ธามไม่ได้หันมามองเธอ เขายังคงมองตรงไปข้างหน้า มือใหญ่ข้างหนึ่งวางพวงมาลัยอย่างมั่นคง
รินรดาชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตาบางกะพริบถี่เพื่อซ่อนความไหววูบในแววตา เธอหันกลับไปมองวิวข้างทางเพื่อหลบสายตาที่ราวกับอ่านทะลุปรุโปร่งของชายหนุ่ม
"เปล่า... ฉันไม่ได้กลัวความสูง" เธอบอกเสียงแผ่วเบาลงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว "ฉันแค่... ไม่ชอบความรู้สึกที่ควบคุมอะไรไม่ได้ต่างหาก"
"หมายถึงชีวิตเหรอครับ"
หญิงสาวหันขวับกลับมามองเขาอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาของเธอรื้นไปด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อน รินรดากัดริมฝีปากล่างเบาๆ เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเปิดเผยความอ่อนแอให้คนตรงหน้าเห็นดีหรือไม่ แต่สุดท้าย กำแพงที่เธอสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองมาตลอดชีวิตก็ทำงาน
"ใช่... ชีวิต" เธอยิ้มเยาะตัวเอง "คุณอาจจะมองว่าฉันเป็นคนเรื่องมาก ปากจัด และชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว แต่คุณรู้อะไรไหมธาม... คนที่เราไว้ใจที่สุด มักจะเป็นคนที่ผลักเราลงมาจากจุดที่สูงที่สุดได้เจ็บที่สุดเสมอ ฉันสร้างเซฟโซนของตัวเองขึ้นมา ก็เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมีสิทธิ์เข้ามาทำลายมันได้อีก"
รถยนต์ชะลอความเร็วลงและจอดสนิทชิดไหล่ทาง ธามดึงเบรกมืออย่างใจเย็น ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตา แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความนิ่งเฉย บัดนี้กลับเจือด้วยประกายความอบอุ่นบางเบาที่ทำเอาหัวใจของคนมองกระตุกวูบ
"คุณเข้าใจคำว่าเซฟโซนผิดไปรินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำหนักคำที่จริงจังจนน่าประหลาด "เซฟโซนที่แท้จริง ไม่ใช่การสร้างกำแพงสูงลิ่วเพื่อขังตัวเองให้อยู่รอดคนเดียวบนหอคอยงาช้าง แต่มันคือการที่เรากล้าพอจะเปิดพื้นที่เล็กๆ ให้ใครสักคนเข้ามา... และมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำร้ายเราต่างหาก"
รินรดานิ่งอึ้ง คล้ายกับคำพูดของเขาเป็นก้อนหินที่ถูกโยนลงมากลางผืนน้ำนิ่งสงบในใจเธอ มันสร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างจนเธอไม่รู้จะรับมืออย่างไร ไดอะล็อกคมคายที่ปกติเธอใช้ฟาดฟันผู้คนราวกับอาวุธ กลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก เปล่งเสียงออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว
ความใกล้ชิดในพื้นที่แคบๆ ของห้องโดยสารทำให้กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจางๆ จากตัวของชายหนุ่มลอยเข้ามาแตะจมูก ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนน่าใจหาย รินรดาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวของธาม มันไม่ใช่ความร้อนรุ่มแบบคนใจร้อน แต่มันคือความมั่นคงหนักแน่นที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ธามเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นราวกับจะเอื้อมมาปัดปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของเธอ นิ้วมือของเขาอยู่ห่างจากผิวแก้มนั้นเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนเริ่มประสานกันในพื้นที่จำกัด
ดวงตากลมโตของรินรดาสั่นระริก เธอหลุบตาลงมองริมฝีปากที่ได้รูปของเขาชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเงยขึ้นสบตาคู่คมที่กำลังจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาคำตอบบางอย่าง
ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจของรินรดากำลังเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก และระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่เหลือเพียงแค่ลมกั้น
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะกระจกรถยนต์ฝั่งที่รินรดานั่งดังขึ้นกะทันหัน จนหญิงสาวสะดุ้งสุดตัวผละถอยหลังชนประตูรถแทบไม่ทัน
ธามขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบฉายแววไม่พอใจอย่างรุนแรงเมื่อถูกขัดจังหวะสำคัญ เขาหันไปมองต้นตอของเสียงที่ด้านนอกรถ
ผ่านกระจกใส ร่างของชายหนุ่มแปลกหน้าในชุดเสื้อกันฝนลุยป่ากำลังยืนส่งยิ้มกว้าง พร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งขึ้นมาโบกไปมา ใบหน้าของอีกฝ่ายเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาปรอยๆ
และเมื่อรินรดากวาดสายตามองข้ามไหล่ของคนแปลกหน้าคนนั้นไป เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่กำลังเดินเท้าแบกสัมภาระมุ่งหน้ามาทางรถของพวกเขา ท่ามกลางความมืดครึ้มของท้องฟ้าที่กำลังจะพายุเข้า
ธามถอนหายใจยาวเหยียดอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันกลับมาสบตากับเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียดายอย่างปิดไม่มิด
"ดูเหมือนว่า... เซฟโซนที่เรากำลังจะสร้างร่วมกัน คงต้องพักไว้ก่อนนะครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความรู้สึกและเดินทางไปพร้อมกับพวกเขานะครับ [ดรากอนไรเดอร์]
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดระยะห่าง•ตอนที่ 9
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!