เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดระยะห่าง•ตอนที่ 25

ความเงียบที่บาดลึก

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
เสียงปิดประตูกระจกห้องส่งวิทยุที่ดังขึ้นในจังหวะก้านกล้วยหัก... ไม่เคยดังบาดแก้วหูเท่าวันนี้มาก่อน รินรดากำสคริปต์ในมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ ปากกาหมึกซึมราคาแพงที่ธามเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเปิดรายการใหม่ กลิ้งตกลงกระทบพื้นกระเบื้องเสียงดัง *กริ๊ก* แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดสติของเธอในวินาทีนี้ ความว่างเปล่าที่แผ่ซ่านอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามต่างหาก—เก้าอี้ตัวที่เคยมีร่างสูงของวิศวกรระบบหนุ่มนั่งไขว่ห้างด้วยสีหน้านิ่งสงบ คอยส่งสายตาเชิงตำหนิมาทุกครั้งที่เธอพูดจาประชดประชันโลกใบนี้ "ริน ไหวไหมเนี่ย หน้าซีดเป็นไก่ต้มเชียว" ปาลินกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาตบไหล่เธอเบาๆ สีหน้าของโปรดิวเซอร์สาวฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด "ชั้นบอกให้ธามเลื่อนไฟต์บินไปสัปดาห์หน้าแล้วเชียว หมอนั่นก็ดื้อรั้นเป็นบ้า บอกว่าโปรเจกต์เซิร์ฟเวอร์ที่สิงคโปร์รอไม่ได้... เออ เอาเข้าไป ต่างคนต่างหัวรั้นกันทั้งคู่ สุดท้ายพอเขาไปจริงๆ คนที่นั่งซึมเป็นหมาหงอยก็คือเธอนี่แหละ" "ใครหมาหงอยคะพี่ปาลิน" รินรดาเค้นเสียงตอบโต้ทันควัน ดวงตากลมโตตวัดมองรุ่นพี่ด้วยความถือดี แม้ริมฝีปากจะเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก "รินแค่นอนน้อย... รายการวิเคราะห์สังคมวันนี้ข้อมูลมันแน่น แค่นั้นเองค่ะ" "แน่นจนเผลอเรียกชื่อธามกลางรายการสดเมื่อกี้เหรอจ๊ะ?" ปาลินเลิกคิ้วแซวด้วยรอยยิ้มรู้ทัน "ตอนที่พูดว่า *'บางคนชอบทำตัวเป็นระบบระเบียบแต่ไร้หัวใจ...'* น่ะ เสียงสูงปรี๊ดจนคนฟังเขานึกว่าเธอโดนผีเข้าซะอีก" รินรดาชะงัก เถียงไม่ออก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอพยายามปัดป้องความรู้สึกพ่ายแพ้ที่กำลังกัดกินหัวใจ แต่ยิ่งปฏิเสธ ภาพรอยยิ้มมุมปากจางๆ ของธามในวินาทีที่เขาโบกมือลาเธอก่อนเดินเข้าประตูผู้โดยสารขาออกเมื่อสองชั่วโมงก่อน ก็ยิ่งฉายชัดขึ้นมาในหัว ให้ตายสิ... ผู้ชายอะไร เย็นชาเป็นน้ำแข็ง แต่เวลากอดลา... กลับอบอุ่นจนเกือบทำให้เธอร้องไห้ออกมากลางสนามบิน "รินไม่ได้หมายถึงเขาสักหน่อย" เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม—เก้าอี้ที่ตอนนี้เย็นเฉียบ ไร้ซึ่งไอร้อนจากร่างกายของคนที่เธอคุ้นเคย เมื่อไม่มีธาม... ห้องทำงานกว้างๆ ห้องนี้ก็กว้างเกินความจำเป็น เมื่อไม่มีธาม... กาแฟดำรสขมจัดที่เธอเคยมองว่าไร้รสชาติ กลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่ขมปร่าในคอจนกลืนแทบไม่ลง และเมื่อไม่มีธามคอยนั่งฟังเธอบ่นเรื่องไร้สาระของสังคม รินรดาก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา "เซฟโซน" ที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจตัวเองจากโลกอันโหดร้าย แท้จริงแล้วไม่ใช่กำแพงอิฐที่เธอทุ่มเทสร้าง แต่มันคือแผ่นหลังกว้างๆ และดวงตาคู่คมที่มองเธอด้วยความอ่อนโยนเงียบงันต่างหาก เขายืนอยู่ตรงนั้นเสมอ... ในระยะห่างที่ปลอดภัย ไม่ล้ำเส้น แต่ก็ไม่เคยถอยหนีไปไหน จนกระทั่งวันนี้ วันที่เธอปล่อยให้ความหัวรั้นและมาตรวัดระยะห่างอันงี่เง่าของตัวเอง เป็นฝ่ายผลักเขาให้ก้าวออกไปไกลพ้นขอบฟ้า "พี่ปาลินคะ..." รินรดาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบกระซิบ "ถ้าเกิดว่า... คนเราเพิ่งรู้ตัวว่าทำผิดพลาดตอนที่สายไปแล้ว เราควรทำยังไงเหรอคะ" ปาลินชะงักมือที่กำลังเก็บเอกสาร หันมามองรุ่นน้องด้วยสายตาที่อ่อนลง โปรดิวเซอร์สาวถอนหายใจยาวก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่เบาๆ อีกครั้ง "ถ้ายังหายใจอยู่... มันไม่มีคำว่าสายไปหรอกริน" ปาลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เธอกล้าพอที่จะยอมรับความจริงไหม ว่าบางที... คนที่หัวรั้นที่สุดในห้องนี้ ไม่ใช่ธาม... แต่เป็นเธอเองต่างหาก" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ รินรดานิ่งงัง สมองประมวลผลย้อนกลับไปยังทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา—ทุกครั้งที่เธอผลักไส ทุกครั้งที่เธอพูดจาทำร้ายจิตใจเพื่อป้องกันตัวเอง และทุกครั้งที่ธามยอมยืนนิ่งรับความพยศของเธอด้วยความอดทน เธอทำร้ายผู้ชายที่รักเธอมากที่สุด ด้วยความกลัวที่จะถูกรัก... มือบางคว้าโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมาด้วยความร้อนรน นิ้วเรียวสั่นเทาขณะกดปลดล็อกหน้าจอ แอปพลิเคชันสนทนาเปิดค้างไว้ที่แชทล่าสุดของเธอกับธาม ข้อความสุดท้ายของเขาส่งมาก่อนเครื่องขึ้นบินห้านาที: *[ถึงที่หมายแล้วจะโทรหานะครับ ริน... อย่าลืมทานข้าวกลางล่ะ]* ไม่มีการตอบกลับจากเธอ... มีเพียงความเงียบงันที่เธอเป็นคนเลือกจะมอบให้เขาเป็นของขวัญอำลา รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห้ามน้ำตาที่เอ่อคลอไม่ไหว หยดน้ำใสๆ ร่วงเผาะลงบนหน้าจอโทรศัพท์ เธอกำลังจะพิมพ์ข้อความยาวเหยียดเพื่อบอกความรู้สึกทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในอก—บอกว่าเธอกำลังคิดถึงเขาแทบคลั่ง บอกว่าเซฟโซนที่เธอตามหา แท้จริงแล้วมีชื่อว่า "ธาม" ก๊อกๆๆ! เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นขัดจังหวะ รินรดาสะดุ้งรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ เธอคิดว่าเป็นปาลินที่ลืมของ จึงตวัดเสียงห้วนออกไปโดยไม่เงยหน้ามอง "ลืมอะไรอีกคะพี่ปาลิน รินบอกแล้วว่า..." "ผมไม่ได้ชื่อปาลิน... และคิดว่าไม่น่าจะหน้าตาคล้ายเธอนะครับ" ร่างบางแข็งค้าง ลลมหายใจติดขัดในลำคอทันทีที่เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูลอยลอดผ่านความเงียบมาปะทะโสทประสาท รินรดารีบเงยหน้าขึ้นขวับ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ร่างสูงของวิศวกรระบบหนุ่มยืนพิงกรอบประตูกระจก เสื้อเชิ้ตสีเข้มยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการเดินทางกระเป๋าเดินทางใบยักษ์วางอยู่ข้างกาย และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาคมกริบคู่นั้นกำลังจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระคนระหืนและประกายความอ่อนโยนที่สั่นไหว "ธาม...?" เสียงของเธอดังเล็ดลอดออกมาได้แค่นั้น ราวกับสติสัมปชัญญะทั้งหมดถูกกระชากหายไปในเสี้ยววินาที ธามไม่ได้พูดอะไร เขาก้าวช้าๆ เข้ามาในห้อง ปิดประตูกระจกเบาๆ ล็อกเสียงภายนอกให้เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำกระหน่ำในอกของคนทั้งคู่ ชายหนุ่มหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอโน้มตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วอุ่นจัดเกลี่ยคราบน้ำตาที่แก้มเนียนออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นทำให้เขื่อนน้ำตาที่รินรดาพยายามกั้นไว้พังทลายลงในพริบตา "ไฟล์ทบินถูกยกเลิกกะทันหัน... เพราะระบบเซิร์ฟเวอร์หลักที่สิงคโปร์ล่มพอดี" ธามกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก สายตาคมปلاส่งตรงมาที่เธอราวกับจะกลืนกิน "แต่เหตุผลจริงๆ ที่ผมกลับมาเร็วกว่ากำหนด..." ชายหนุ่มเว้นจังหวะ ปลายนิ้วเปลี่ยนมาแตะที่ปลายคางมน บังคับให้เธอนัยน์ตาประสานกับเขาตรงๆ "...คือผมทนไม่ได้ ที่จะปล่อยให้คนหัวรั้นแถวนี้... ร้องไห้คิดถึงผมอยู่คนเดียวครับ" หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความเงียบที่เคยบาดลึกเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดรดรดรินอยู่ใกล้แค่คืบ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหัวรั้นไปกับพวกเขานะครับ ดรากอนไรเดอร์
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดระยะห่าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%