กลิ่นอายจางๆ ของกระดาษโบราณและละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ใต้แสงเทียนสีส้มอมเหลือง คือสิ่งเดียวที่ช่วยยึดโยงเซนไว้กับความเป็นจริงในห้องทำงานส่วนตัวของอาจารย์อาช่า
*“ในที่สุด... ก็หาเจอแล้ว... ผู้สืบสายเลือดแห่งความมืดที่แท้จริง...”*
เสียงกระซิบปริศนาที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทจากเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนก่อน ทำให้เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีถึงกับนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน ธาตุแสงในกายของเขาปั่นป่วนจนเกือบหลุดจากการควบคุมถึงสองครั้งสองหน หากไม่ได้คาลอสเพื่อนสนิทผู้ใช้เวทธาตุไฟคอยช่วยแผ่ไออุ่นปรับสมดุลพลังให้ เกรงว่าห้องพักของพวกเขากลุ่มนี้คงกลายเป็นจุลไปเสียแล้ว
เซนกวาดสายตามองไปรอบห้องใต้ดินลับใต้หอสมุดกลางของสถาบันเวทมนตร์อาร์케เลีย (Arkēlia) ชั้นวางหนังสือสูงจรดเพดานอัดแน่นไปด้วยตำราต้องห้ามที่ถูกผนึกด้วยอักษรยูนิกซ์โบราณ ทว่าสายตาของเขากลับหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวบางของอาจารย์ประจำวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ อาช่ายืนหันหลังให้ แผ่นหลังภายใต้เสื้อคลุมสีเทาเข้มดูโดดเดี่ยวและแบกรับเรื่องราวมากมายเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งควรจะแบก
"เหม่อลอยอีกแล้วนะคะ เซน..."
เสียงเรียบเรื่อยแต่นุ่มนวลดังขึ้นโดยที่เธอไม่ต้องหันกลับมามอง อาช่าค่อยๆ วางม้วนคัมภีร์หนังแกะลงบนโต๊ะไม้โอ๊กอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็นผุยผงหากใช้ความรุนแรงเพียงนิดเดียว
"ผม... แค่กำลังคิดถึงเรื่องเมื่อคืนค่ะ อาจารย์อาช่า" เซนยอมรับตามตรง น้ำเสียงของเขามีความลังเลเจืออยู่เล็กน้อย "เสียงนั้น... และคำว่า 'ผู้สืบสายเลือดแห่งความมืดที่แท้จริง' มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ครับ— เอ๊ย! หมายความว่าอย่างไรกันคะ?" เซนรีบแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้วิธีพูดติดปากแบบเดิม ทำให้อาช่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่หาได้ยากยิ่งจากอาจารย์สาวผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งขรึม
อาช่าหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสีฟ้าอมเทาภายใต้กรอบแว่นทรง The Lenses of Truth ส่องประกายวาววับยามต้องแสงเทียน เธอยกมือขึ้นดันกรอบแว่นเล็กน้อย ท่าทางนั้นเต็มไปด้วยความสุขุมรอบคอบตามแบบฉบับนักวิชาการชั้นยอด
"เธอนี่นะ... ถึงเวลาเครียดก็ยังอุตสาหะใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สมเป็นเด็กที่ดึงดูดปัญหาเข้ามาหาตัวเสมอจริงๆ" อาช่าถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเก้าอี้บุหนังฝั่งตรงข้าม "นั่งลงก่อนสิคะ เซน เรื่องที่เราจะคุยกันต่อจากนี้... มันไม่ใช่แค่เรื่องนิทานปรัมปราก่อนนอน แต่มันคือรากเหง้าอันเน่าเฟะของประวัติศาสตร์เวทมนตร์ที่สถาบันแห่งนี้พยายามปกปิดมานานนับร้อยปี"
เซนรีบนั่งลงตามคำบอก หัวใจเต้นรำถี่ด้วยความตื่นเต้นผสมความหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าอาจารย์อาช่าไม่ใช่คนที่จะพูดจาเหลาะแหเหลว ทุกถ้อยคำที่ออกจากปากเธอมักมีหลักฐานและทฤษฎีมารองรับเสมอ
"อาจารย์เคยบอกผมว่า เวทมนตร์ในโลกของเราไม่ได้มีแค่ธาตุพื้นฐานทั้งสี่และแสงกับความมืดใช่ไหมคะ?" เซนเปิดประเด็นด้วยข้อมูลที่เคยเรียนร่วมกันในคาบเรียน
"ถูกต้องค่ะ..." อาช่าพยักหน้ารับ ช้อนตามองเด็กหนุ่มราวกับกำลังประเมินความพร้อมทางจิตใจของเขา "สิ่งที่ตำราเรียนทั่วไปเขียนไว้ มันถูกชำระสะสางโดยสภาเวทมนตร์ยุคแรกเริ่มแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้คนรุ่นหลังตื่นตระหนก แต่ความจริงก็คือ... เวทมนตร์โบราณ (Ancient Arcana) ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย 'มานา' ทั่วไปที่เราใช้หายใจกันอยู่ในปัจจุบัน แต่มันขับเคลื่อนด้วย 'เจตจำนงดั้งเดิม' ของโลก"
อาช่าโบกมือขึ้นเบาๆ วงแหวนเวทสีครามจางๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันไม่ใช่เวทมนตร์โจมตีหรือป้องกัน แต่เป็นเวทฉายภาพความทรงจำ ลายเส้นสีฟ้าสะท้อนภาพของต้นไม้ยักษ์ที่มีรากแก้วหยั่งลึกทะลุลงไปถึงแกนกลางของดาวเคราะห์
"ลองจินตนาการถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ดูสิคะ เซน ในตอนนั้น มนุษย์ไม่ได้ร่ายเวทด้วยการท่องคาถาหรือสะสมมานาในจุดศูนย์รวมพลัง (Mana Circulatory System) เหมือนพวกเธอในตอนนี้ แต่พวกเขาใช้วิธี 'เชื่อมโยง' กับพลังธรรมชาติโดยตรง ผู้ใช้เวทในยุคนั้นถูกเรียกว่า 'ผู้ประสานเสียงแห่งปฐพี' (Geomantic Choir)"
เซนขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด ระบบโครงสร้างเวทมนตร์ในหัวของเขาเริ่มประมวลผลตามคำอธิบาย "ถ้าอย่างนั้น... การใช้เวทมนตร์ในอดีตก็คือการขอร้องหรือเจรจากับพลังธรรมชาติ ไม่ใช่การบังคับควบคุมมันให้เป็นไปตามใจชอบเหมือนเวทมนตร์สมัยใหม่สินะคะ?"
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากของอาจารย์สาว แววตาของเธอฉายแววชื่นชมในความฉลาดเฉลียวของลูกศิษย์คนนี้ "ฉลาดมากค่ะ... เวทมนตร์สมัยใหม่ที่เราเรียนกันในโรงเรียนอาร์เกเลีย เป็น 'เวทมนตร์สังเคราะห์' ที่ถูกคิดค้นขึ้นหลังเหตุการณ์ 'มหาวิบัติสีชาด' เมื่อสามร้อยปีก่อน มันถูกออกแบบมาให้ปลอดภัย ควบคุมง่าย และที่สำคัญที่สุด... มันถูกจำกัดขอบเขตไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงแก่นแท้ของพลังที่แท้จริงได้"
"ทำไมถึงต้องจำกัดด้วยล่ะคะ?" เซนถามแทบจะทันที ความสงสัยพุ่งพล่านจนแทบจะล้นทะลักออกจากอก
"เพราะพลังที่แท้จริงมันอันตรายเกินไป... และมันเชื่อมโยงกับบางสิ่งที่สภาเวทมนตร์หวาดกลัวที่สุด" อาช่าโน้มตัวเข้าไปใกล้โต๊ะมากขึ้น น้ำเสียงของเธอลดระดับลงจนเกือบกลายเป็นเสียงกระซิบ "ต้นกำเนิดเวทมนตร์โบราณไม่ได้มาจากเทพเจ้า หรือจากมิติอื่นใด แต่มันถือกำเนิดขึ้นจาก 'ความว่างเปล่า' (The Void) และสิ่งที่เราเรียกว่า 'แสงสว่าง' กับ 'ความมืด' ในตอนนั้น ไม่ใช่ขั้วตรงข้ามที่ต้องห้ำหั่นกันเหมือนแสงกับความมืดในตำนานศาสนา แต่มันคือ 'ด้านหน้า' และ 'ด้านหลัง' ของเหรียญเดียวกัน"
คำพูดนั้นทำให้เซนชะงักงัน ภาพของออร่าสีขาวบริสุทธิ์ที่เขามักจะควบคุมมันไม่ได้ยามที่รู้สึกโกรธผุดขึ้นมาในหัว สมดุลระหว่างแสงและความมืดในร่างของเขาไม่ใช่ความผิดปกติ แต่มันคือ...
"หรือว่า..." เซนเบิกตากว้าง หายใจติดขัดขึ้นมาฉับพลัน "พี่ชายของผม... ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและใช้เวทมนตร์ต้องห้าม แท้จริงแล้วเขากำลังพยายาม..."
"ฉันยังไม่ได้พูดถึงพี่ชายของเธอนะคะ เซน" อาช่าขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทว่าแววตากลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เธอยื่นมือเรียวบางมาแตะลงบนหลังมือของเด็กหนุ่มที่กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "แต่ถ้าเธออยากรู้ความจริงทั้งหมดว่าทำไมพี่ชายของเธอถึงเลือกเส้นทางนั้น... เธอต้องเข้าใจก่อนว่า 'สายเลือดแห่งความมืด' ที่เสียงนั้นพูดถึง ไม่ใช่คำสาปแช่ง แต่มันคือ 'กุญแจ' ดอกเดียวที่จะปลดผนึกหอคอยแห่งปราชญ์โบราณที่สาบสูญได้"
บรรยากาศในห้องใต้ดินเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของเปลวเทียนที่ไหววับตามแรงลมจากช่องระบายอากาศด้านบน เซนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากมือของอาจารย์สาว มันช่วยบรรเทาความสับสนในใจเขาลงได้บ้าง แต่มันก็จุดประกายความทะเยอทะยานและภารกิจอันหนักอึ้งขึ้นมาในเวลาเดียวกัน
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างเร่งรีบ ทำลายความเงียบงันในห้องลงทันที ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจของคาลอสที่ดังทะลุบานประตูไม้หนาเข้ามา
"อาจารย์อาช่า! เซน!แย่แล้วครับ!" เสียงตะโกนของคาลอสเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "ระบบป้องกันเวทของหอพักปีหนึ่งกำลังล่มสลาย! และ... และมีคนกำลังตามหาตัวเซนจากสภาสูง!"
เซนผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ทันที สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเตือนภัยให้เขากระชับไม้กายสิทธิ์ในกระเป๋าเสื้อคลุม อาช่าเองก็ขมวดคิ้วมุ่น รอยยิ้มสุขุมเมื่อครู่หายวับไปกับตา เธอดึงม้วนคัมภีร์หนังแกะเก็บใส่ลิ้นชักอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่ายเวทอำพรางซ่อนเร้นกลิ่นอายมานาทั้งหมดในห้องด้วยความรวดเร็วราวดาวตก
"ดูเหมือนว่า... พวกเขาจะอดทนรอให้เราค้นหาความจริงจนจบบทสนทนาไม่ได้สินะคะ" อาช่าลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาสيเทาคมกริบราวกับใบมีดอาบยาพิษ "จำไว้นะคะ เซน... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างนอกนั่น อย่าเพิ่งแสดงเวทมนตร์ธาตุแสงผสมความมืดให้ใครเห็นเด็ดขาด จนกว่าเราจะไปถึง..."
ประโยคของอาจารย์สาวถูกกลืนหายไปเมื่อประตูกระแทกเปิดออกอย่างแรง แรงระเบิดจากเวทมนตร์ไม่ทราบฝ่ายซัดเอาฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วห้อง ร่างของคาลอสเซถลلاเข้ามาข้างในพร้อมกับรอยแผลไหม้ที่หัวไหล่ขวา
และก่อนที่เซนจะทันได้ตั้งตัว เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีทองอร่ามของหน่วยพิพากษาแห่งสภาเวทมนตร์ก็ก้าวล่วงเข้ามาในเขตหวงห้าม พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้เลือดในกายของเด็กหนุ่มเย็นเฉียบ
"เจอตัวแล้ว... เจ้าเด็กตระกูลผู้ทรยศ จงมอบตัวและส่งมอบ 'ศิลาแห่งปฐมกาล' มาเสียแต่โดยดี มิฉะนั้นสถานศึกษาแห่งนี้จะถูกเผาให้ราบเป็นหน้ากลอง ณ บัดนี้!"
**************************************************
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับเซนและอาจารย์อาช่าในดินแดนเวทมนตร์สีครามนี้เสมอนะคะ)
เวทมนตร์สีครามกับผู้พิทักษ์ไร้เงา•ตอนที่ 15
อาช่ากับความลับที่เธอยอมเปิดเผย
ผลงานโดย เซเลสเทียละอองเวท
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซเลสเทียละอองเวท)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์สีครามกับผู้พิทักษ์ไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!