"ถ้าคุณก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะกดปุ่มลบฐานข้อมูลทั้งหมดทิ้งซะ—คุณสารวัตร"
เสียงหวานใสที่มักจะเจือแววเยาะหยันอยู่เสมอในยามปกติ กลับสั่นพร่าเล็กน้อยจนน่าใจหาย รินรดาถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังบอบบางแนบชิดกับชั้นวางหนังสือเหล็กในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกหน้าต่าง เผยให้เห็นเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าเรียวสวย
เบื้องหน้าของเธอคือชายผู้ที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ดินมานานถึงห้าปีเต็ม ใบหน้าคมคายนั้นยังมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้วซ้าย—หลักฐานชิ้นเดียวที่ยืนยันว่าเขาไม่ใช่ผีหลอกวิญญาณหลอน แต่เป็น 'ตัวเป็นๆ' ที่กลับมาเพื่อทวงคืนบางอย่าง
"ใจเย็นก่อนสิ รินรดา..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละนิด "เธอฉลาดเกินกว่าจะทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตตัวเองหรอกนะ"
รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายช่างเยือกเย็นและคุ้นตาเสียจนหัวใจของแฮกเกอร์สาวกระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์ในคืนนรกแตกเมื่อห้าปีก่อนย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกรอด้วยความเร็วสูง คืนที่เธอสูญเสียทุกอย่าง คืนที่เธอต้องกลายมาเป็นคนหลบซ่อนตัวในเงามืด... และคืนที่ทำให้เธอเกือบจะเชื่อสนิทใจว่าความยุติธรรมเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน
ทว่า ก่อนที่สถานการณ์จะดิ่งลึกลงไปในห้วงแห่งความหวาดกลัว ประตูห้องทำงานไม้สักที่ถูกล็อกกลอนไว้อย่างแน่นหนากลับถูกกระชากเปิดผางด้วยแรงมหาศาล!
ปัง!
"มือยกขึ้นเหนือหัวให้พ้นระยะสายตา! ไม่อย่างนั้นกระสุนในรังเพลิงของฉันจะทักทายหัวเข่าคุณก่อน!"
น้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา และทรงอำนาจที่ดังขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด ทำให้ลมหายใจของรินรดาแทบสะดุด เพชรพริ้งยืนตระหง่านอยู่ที่กรอบประตู เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำยับยู่ยี่บ่งบอกถึงการขับรถฝ่าสายฝนและสัญชาตญาณดิบที่สั่งให้เธอพังประตูเข้ามาอย่างไม่ลังเล ปืนพกสั้นในมือถูกยกเล็งตรงไปยังเป้าหมายด้วยความแม่นยำระดับมืออาชีพ นัยน์ตาสคมกริบฉายแววดุดันราวกับพยัคฆ์สาวที่พร้อมจะฉีกศัตรูให้เป็นชิ้นๆ หากใครกล้าแตะต้องคนของเธอ
ผู้บุกรุกชะงักฝีเท้าลงทันที เขายกมือขึ้นระดับไหล่ช้าๆ พร้อมกับหันไปมองร้อยตำรวจเอกสาวด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมไปด้วยเลศนัย
"โอ้... ผู้กองเพชรพริ้งแห่งกองปราบฯ ตัวจริงเสียงจริงนี่นา ไม่คิดว่าจะตามกลิ่นเก่งขนาดนี้นะเนี่ย"
"หุบปากแล้วหมอบลงกับพื้นซะ!" เพชรพริ้งคำรามเสียงต่ำ ก้าวเท้าเข้ามาในห้องทีละก้าวอย่างระแวดระวัง ร่างสูงโปร่งของเธอเคลื่อนตัวเข้ามาบังรินรดาไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด จนหัวใจที่กำลังเต้นรัวของแฮกเกอร์สาวเริ่มกลับมาสงบลงทีละนิด
รินรดากัดริมฝีปากแน่น มองแผ่นหลังของร้อยตำรวจเอกสาวที่ยืนขวางกั้นอันตรายให้อย่างไม่เกรงกลัวความตาย แม้ปากจะชอบกัดกันทุกครั้งที่เจอหน้า แต่ยามคับขัน... ผู้หญิงคนนี้มักจะเป็นเกราะกำบังให้เธอก่อนเสมอ
"คุณ... เข้ามาได้ยังไง?" รินรดาพึมพำเบาๆ จากด้านหลัง
"ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าทำอะไรลับหลังฉัน" เพชรพริ้งตอบโดยไม่หันกลับมามอง ดวงตาคู่สวยยังคงจดจ้องไปยังชายปริศนาร่างสูงไม่วางตา "ยัยตัวแสบ... เธอนี่มันสร้างเรื่องให้ฉันตามเช็ดตามล้างไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ"
น้ำเสียงดุๆ ที่เจือความห่วงใยไว้อย่างแนบเนียนทำเอารินรดาเผลอเบ้ปากใส่ความซึนเดเระของอีกฝ่าย แม้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ก็ตามที
"นี่ไม่ใช่เวลามาบ่นนะคะสารวัตร หมอนั่น... เขาคือคนในแฟ้มลับคดีนั้น!" รินรดาเตือนเสียงเครียด พลางยื่นมือไปดึงชายเสื้อแจ็คเก็ตของเพชรพริ้งเบาๆ
เพชรพริ้งปรายตามองชายตรงหน้าอีกครั้ง รอยยิ้มเยาะที่มุมปากของเขาทำให้เธอมั่นใจว่าสถานการณ์นี้มีความซับซ้อนกว่าที่คิด มือบางกระชับด้ามปืนแน่นขึ้น ก่อนจะเอ่ยเสียงเฉียบขาด
"ใส่กุญแจมือซะ... หรือจะให้ฉันสงเคราะห์กระสุนฝังหัวก่อนดีล่ะคะ?"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงฝนที่โปรยปรายอยู่ภายนอกหน้าต่าง ชายปริศนากลั้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ คุกเข่าลงช้าๆ ตามคำสั่ง ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขากำลังสนุกสนานกับการเล่นเกมที่คนอื่นยังไม่รู้กฎด้วยซ้ำ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา...
กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟดำคั่วเข้มลอยอวลไปทั่วห้องรับแขกขนาดเล็กภายในแฟลตส่วนตัวของรินรดา บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด ชายปริศนาถูกมัดมือไผล่หลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โดยมีเพชรพริ้งยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง สายตาคมกริบของร้อยตำรวจเอกสาวราวกับใบมีดที่พร้อมจะกรีดเฉือนคำโกหกทุกคำออกจากปากของนักโทษจำเป็นคนนี้
รินรดาก้าวเดินออกมาจากห้องครัว พร้อมกับแก้วกาแฟเซรามิกสองใบในมือ เธอยื่นแก้วหนึ่งให้เพชรพริ้งที่รับไปถือไว้เงียบๆ โดยไม่ละสายตาจากเป้าหมาย ก่อนที่แฮกเกอร์สาวจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระจก เสียงกระทบเบาๆ ของเนื้อเซรามิกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"เอาล่ะ..." รินรดาเปิดฉากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตากลับแข็งกร้าว "เลิกเล่นซ่อนหากันได้แล้วสารวัตรกรณ์ ทำไมคุณถึงยังมีชีวิตอยู่? และใครคือคนที่สั่งให้คุณเก็บเอกสารชิ้นนั้นเมื่อห้าปีก่อน?"
กรณ์ หรืออดีตสารวัตรหนุ่มอนาคตไกลที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เงยหน้าขึ้นสบตากลุ่มเป้าหมาย รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่แห้งผาก เขาเหลือบมองแก้วกาแฟบนโต๊ะ ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมา
"เธอไม่เปลี่ยนไปเลยนะ รินรดา... ยังคงใจร้อนและกระหายความจริงเหมือนเด็กสาวคนเดิมไม่ผิดเพี้ยน"
"ฉันถามว่าใคร!" รินรดาตบโต๊ะเสียงดังลั่น ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว ความทรงจำอันเจ็บปวดพรั่งพรูเข้ามาจนมือเรียวที่วางอยู่บนตักสั่นระริก
เพชรพริ้งขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือเรียวข้างหนึ่งยื่นไปแตะไหล่บางของรินรดานิ่งๆ เป็นเชิฃปรามไม่ให้ใช้อารมณ์นำเหตุผล สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือของร้อยตำรวจเอกสาวส่งผ่านเนื้อผ้าเข้ามา ทำให้แฮกเกอร์สาวสะดุ้งเล็กน้อย ความโกรธที่คุโชนอยู่ในอกค่อยๆ มอดดับลงเหลือเพียงความอบอุ่นแปลกประหลาดที่เข้ามาโอบอุ้มจิตใจ
"ใจเย็นๆ ริน..." เพชรพริ้งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำข้างหู น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่เคยคุยกัน "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง"
รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ พยักหน้ารับช้าๆ อย่างจำยอม เธอเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเพชรพริ้งที่ดูจริงจังและเด็ดเดี่ยว หัวใจดวงน้อยที่เคยด้านชาและปิดตายมาตลอดห้าปี คล้ายกับถูกความอบอุ่นบางเบานี้กัดกราะจนน้ำแข็งหนาเริ่มละลายลงทีละน้อย
เพชรพริ้งหันกลับไปจ้องร้อยตำรวจเอกนอกราชการที่นั่งยิ้มเยาะอยู่ตรงหน้า ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความคาดคั้น
"ถ้าไม่อยากให้ฉันใช้กระสุนนัดที่สองทักทายข้อหาขัดขืนเจ้าพนักงาน ก็คายความจริงออกมาซะ กรณ์... ว่าเบื้องหลังอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน มันมีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่กันแน่ และใครคือ 'นายใหญ่' ที่อยู่เบื้องหลังพวกคุณ"
กรณ์หุบยิ้มลงทันทีเมื่อเห็นแววตาเอาจริงของร้อยตำรวจเอกสาว เขาถอนหายใจยาวเหยียดราวกับแบกรับความลับอันหนักอึ้งมานานเกินพอแล้ว
"ก็ได้..." กรณ์พยักหน้ารับช้าๆ "แต่สิ่งที่ฉันกำลังจะบอกต่อไปนี้... มันจะทำให้พวกเธอสองคนถอยหลังกลับไม่ได้อีกแล้วนะ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เย็นเยียบลงทันตาเห็น รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ขณะที่เพชรพริ้งก้าวเข้าไปประชิดตัวกรณ์มากขึ้นเพื่อเตรียมรับมือกับทุกความเป็นไปได้ที่กำลังจะถูกเปิดเผย
แต่ทว่า...
ก่อนที่กรณ์จะทันได้เอ่ยชื่อบุคคลปริศนาออกมา เสียงเคาะประตูก็จู่ๆ ก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ—
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจเพราะเธอแน่ใจว่าได้ล็อกกลอนประตูไว้อย่างแน่นหนาแล้ว และไม่มีทางที่ใครจะขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้โดยไม่ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของเธอ
เพชรพริ้งยกปืนขึ้นเล็งไปที่ประตูทันทีด้วยสัญชาตญาณดิบ แววตาดุดันฉายความระแวดระวังถึงขีดสุด
"ใคร..." เพชรพริ้งเอ่ยลอดไรฟันเสียงเย็น
ทว่าเสียงที่ตอบกลับมาจากด้านนอกประตู... กลับทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล
"เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิคะ... คุณน้องสาวตัวแสบ"
เสียงหวานหยดย้อยที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี... เสียงของผู้หญิงที่ควรจะนอนตายอยู่ในกองเพลิงเมื่อสามวันก่อน!
[โรสแมรี่พิษขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ หวังว่าจะยังอินกับเคมีแซ่บๆ และปมเดือดๆ นี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!]
เซนเซอร์หัวใจยัยนักสืบตัวแสบกับคุณตำรวจมาดนิ่ง•ตอนที่ 13
กาแฟกับความเงียบ
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจยัยนักสืบตัวแสบกับคุณตำรวจมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!