บอกแล้วไงว่าเวทมนตร์ธาตุแสงไม่ได้มีไว้แค่ปัดกวาดห้อง•ตอนที่ 6

บททดสอบแรกของธาตุแสง

ผลงานโดย เซเลสเทียละอองเวท
"ถอยหลังไปสามก้าว แล้วนายจะเห็นว่าเงาของหินก้อนนั้นบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ลีโอ" เสียงกระซิบที่ลอดผ่านไรหนวดเคียนและกลิ่นอายฝุ่นดินในห้องฝึกซ้อมใต้ดินชั้นสามของสถาบันเวทมนตร์หลวง เต็มไปด้วยความกดดันที่ทำให้เด็กหนุ่มผมยุ่งตึงเครียดขึ้นมาทันที ลีโอยอมขยับถอยตามคำสั่งอย่างไม่ลังเล แม้ว่าในมือของเขาจะยังคงถือดาบเคลือบธาตุลมที่สั่นระริกด้วยความเหนื่อยล้ารวมถึงคราบเหงื่อที่ไหลย้อยจนแสบตา เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือ "สัตว์เวทจำลองศิลาอัคคี" ระดับกลาง ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากผลึกมานาเข้มข้นโดยคณาจารย์ประจำภาควิชาการต่อสู้ มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเนื้อหนัง แต่มันคือโครงสร้างเวทมนตร์อันทรงพลังที่ถูกโปรแกรมให้ล่าเป้าหมายที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงที่สุดในรัศมีสิบเมตร และแน่นอนว่า ในสนามประลองปิดทึบแห่งนี้ ร่างกายของคริสและลีโอกำลังแผ่ไอความร้อนออกมาจากการใช้เวทมนตร์ต่อเนื่องนานกว่ายี่สิบนาที "มันกำลังจะพุ่งมาทางนี้แล้วนะ คริส! นายแน่ใจเหรอว่าแผนบ้านี่จะเวิร์ก? ฉันไม่อยากกลายเป็นหมูหันย่างเกลือในห้องใต้ดินนี่หรอกนะ" ลีโอร้องเตือน เสียงหอบหายใจของเขาเริ่มขาดเป็นช่วงๆ ขณะที่เท้าข้างหนึ่งเหยียบยันอยู่บนพื้นศิลาที่แตกละเอียด คริสไม่ตอบคำถามนั้น ดวงตาสีฟ้าใสใต้กรอบผมเปียกชื้นเพ่งตรงไปยังเงาดำมหึมาที่กำลังเงื้อมือหินอันหนักอึ้งเตรียมฟาดลงมา การใช้เวทมนตร์ธาตุแสงให้รอดพ้นจากสัตว์เวทที่ไร้ดวงตาแต่ใช้ "การตรวจจับความร้อนและแรงสั่นสะเทือน" เป็นหลักนั้น เป็นเรื่องที่ตำราเรียนทุกเล่มบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เวทมนตร์แสงในสายตาของคนทั่วไปมีไว้เพื่อการส่องสว่าง ขจัดความมืด หรือทำความสะอาดคราบสกปรกบนพื้นหินอ่อนเท่านั้น ไม่มีใครเคยคิดจะใช้มันเพื่อการเอาตัวรอดในสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้มาก่อน ทว่า... นั่นคือความเข้าใจที่ผิดพลาดตั้งแต่มรากฐาน *แสงไม่ได้มีไว้แค่ส่องทาง... แต่แสงคือการหักเหของคลื่นพลังงาน* คริสสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมมานาสีทองจางๆ ไว้ที่ปลายนิ้วทั้งสี่ แทนที่จะปล่อยลำแสงพุ่งตรงออกไปเพื่อโจมตีซึ่งหน้าเหมือนที่เด็กปีหนึ่งคนอื่นๆ มักทำด้วยความตื่นตระหนก เขากลับเลือกใช้วิธีที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก นิ้วมือเรียวยาวสะบัดวาดลวดลายเป็นวงกลมกลางอากาศ คล้ายกับจิตรกรกำลังละเลงพู่กันบนผ้าใบผืนใหญ่ พริบตานั้นเอง อณูแสงรอบตัวก็เริ่มบิดเบือน ลำแสงที่สะท้อนจากผิวหนังและเสื้อผ้าของคริสกับลีโอถูกดึงดูดและหักเหด้วยโครงสร้างตาข่ายเวทมนตร์ที่คริสสร้างขึ้น มันทำหน้าที่เหมือน "กระจกเงาลวงตา" ซ้อนทับกันสามชั้น ส่งผลให้ภาพที่สัตว์เวทจำลองมองเห็นผ่านเซ็นเซอร์พลังงานความร้อนเกิดความคลาดเคลื่อน ตำแหน่งที่แท้จริงของเด็กหนุ่มทั้งสองถูกบิดเบือนไปปรากฏอยู่ห่างจากจุดเดิมถึงห้าเมตร *ตูมมม!* หมัดศิลาขนาดมหึมาทุบลงบนพื้นศิลาจนเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกส่งผลให้ฝุ่นผงตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เศษหินคมกริบกระเด็นบาดเข้าที่แก้มของลีโอจนเป็นรอยเลือดซิบ แต่เจ้าตัวกัดฟันแน่นไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เพราะรู้ดีว่าช่วงเวลานี้คือจังหวะความเป็นความตาย "ตอนนี้แหละ ลีโอ! สร้างกระแสลมหมุนวนเพื่อพัดเอาฝุ่นผงและละอองแสงที่ฉันหักเหไว้เมื่อครู่ ให้กระจายออกไปเป็นม่านหมอกลวงตา!" คริสตะโกนสั่งเสียงเฉียบขาด ลีโอไม่รอช้า พลังธาตุลมสีเขียวมรกตระเบิดออกจากฝ่ามือ ดึงเอาเศษฝุ่นและแสงสะท้อนที่คริสควบคุมไว้ให้กระจายตัวออกเป็นรูปทรงจำลองของมนุษย์สิบคนวิ่งแยกย้ายไปคนละทิศละทาง สัตว์เวทศิลาอัคคีชะงักกั๊ก มันหยุดนิ่งด้วยความสับสน ระบบประมวลผลภายในแกนมานาของมันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าร่างไหนคือเป้าหมายที่แท้จริง เนื่องจากคลื่นความร้อนและภาพลวงตาทางแสงประสานกันอย่างแนบเนียนไร้ที่ติ ที่มุมหนึ่งของห้องฝึกซ้อม หลังม่านกระจกเวทมนตร์ชั้นสองซึ่งถูกอำพรางไว้ ศาสตราจารย์เอเลนายืนกอดอกมองเหตุการณ์เบื้องล่างทั้งหมดผ่านแว่นตากรอบเงิน แววตาที่ปกติมักจะเรียบเฉยและเย็นชา บัดนี้กลับฉายแววระยิบระยับด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด *เด็กคนนี้... เข้าใจแก่นแท้ของการหักเหแสงเร็วกว่าที่คิดไว้เสียอีก* เอเลนาคิดในใจ นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนขอบหน้าต่างไม้สักอย่างใช้ความคิด เวทมนตร์ธาตุแสงที่คนอื่นมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือทำความสะอาด คริสกลับสามารถประยุกต์มันให้กลายเป็น "ระบบพรางตาเชิงออปติก" ที่ซับซ้อนระดับเดียวกับเวทมนตร์ชั้นสูงของสภาเวทมนตร์ได้ เบื้องล่างสนามประลอง สถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดตัดสิน คริสพุ่งตัวผ่านม่านฝุ่นที่ลีโอบังคับไว้ ร่างของเด็กหนุ่มเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงภายใต้การหักเหของแสงจนแทบจะมองไม่เห็นตัวตน เขาพุ่งเข้าประชิดด้านหลังของสัตว์เวทจำลอง มือขวาอัดแน่นด้วยพลังแสงเข้มข้นที่บีบอัดจนกลายเป็นใบมีดแสงขนาดกะทัดรัด "จบกันที..." คริสแทงใบมีดแสงทะลุเข้าสู่จุดศูนย์กลางของแกนมานาที่อยู่บริเวณท้ายทอยของสัตว์เวทศิลา ปฏิกิริยาตอบสนองทางเวทมนตร์หยุดชะงักทันที โครงสร้างหินอันแข็งแกร่งค่อยๆ แตกร้าวและสลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าจางๆ ก่อนจะจางหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงความเงียบงันและเสียงหอบหายใจของเด็กหนุ่มทั้งสองคนที่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนล้า ลีโอยกแขนขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมาเสียงดัง "ฮ่าๆๆ! เราทำได้วะคริส! แบบนี้พวกสภานักเรียนที่ชอบดูถูกว่านายใช้ดีแต่ปัดกวาดห้องคงต้องหุบปากสนิทแน่ๆ!" คริสยิ้มบางๆ นั่งพักเหนื่อยพิงกำแพงศิลา แต่ความรู้สึกโล่งใจยังไม่ทันได้อยู่นานนัก เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานก็พลันดังสนั่นก้องไปทั่วทั้งห้องใต้ดิน พร้อมกับตัวอักษรสีเลือดที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าพวกเขา [แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบความผิดปกติในชั้นใต้ดินระดับห้า] [เงื่อนไขภารกิจลับถูกกระตุ้น: "ผู้บุกรุกจากรอยแยกมิติเงา" กำลังปลดผนึก] [คำเตือน: ระดับอันตรายเกินกว่าหลักสูตรปีหนึ่ง สภาพแวดล้อมกำลังเปลี่ยนแปลง...] พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของคริสและลีโอเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นพร้อมกับไอความมืดทมิฬที่แผ่พุ่งทะลักออกมา กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ลมหายใจของคริสสะดุดกึก เงาร่างอันบิดเบี้ยวของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรมีอยู่จริงค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดมิดเบื้องหน้า... ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเดินทางไปพร้อมกับคริสในตอนนี้มากๆ เลยนะคะ!
สารจากนักเขียน (เซเลสเทียละอองเวท)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บอกแล้วไงว่าเวทมนตร์ธาตุแสงไม่ได้มีไว้แค่ปัดกวาดห้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%