“ถ้าเลือกผิด... ฉันอาจจะชิมทั้งสองอย่างเลยก็ได้นะ ทัพฟ้า”
ปลายนิ้วแกร่งที่แตะอยู่ตรงคางมนไม่ได้สั่นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันนิ่งสนิท ทว่ากลับร้อนผ่าวราวจับเตาไฟ ภูผาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจเจือกลิ่นคาเฟอีนและเมนทอลปะทะเข้ากับพวงแก้มของฉัน ระยะห่างระหว่างเราในรถเก๋งคันโตที่จอดหลบมุมฝนข้างคณะวิศวกรรมศาสตร์ถูกบีบอัดจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ออกซิเจน
ฉันถดคอหนีตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับกระจกหน้าต่างรถที่เย็นเฉียบ ความต่างของอุณหภูมิทำให้ขนลุกซู่ ทัพฟ้าคนนี้ไม่เคยกลัวใครหน้าไหน ปากบอกเสมอว่าพร้อมบวกทุกสถานการณ์ แต่พอเจอสายตาดุๆ ที่ซ่อนความพยศของวิศวกรหนุ่มโหมดหมาโบ้คลั่งรักเข้าไปทีไร สมองที่เคยประมวลผลเร็วกว่าสถาปนิกทั่วไปมักจะรวนเป็นแถบทุกที
“บ้าหรือไง! กาแฟแก้วนี้ราคาตั้งเก้าสิบแปดบาท นายจะเอามาเทราดหัวเล่นเป็นเด็กสามขวบหรือไง เลิกเล่นบ้าๆ แล้วถอยไปเลยนะภูผา!” ฉันแกล้งทำเสียงเข้ม เชิดหน้าขึ้นสู้ทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันรัวเร่งเหมือนกลองเพล
“ไม่ได้เล่น...” น้ำเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาอย่างดื้อดึง นัยน์ตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะตวัดกลับมาสบตาตรงๆ “แล้วก็ไม่ได้ขู่ด้วย ถ้านายยังกล้าท้าทายฉันด้วยการเอาตัวเองไปใกล้ไอ้รุ่นพี่คินทร์นั่นอีกก้าวเดียว... นายจะได้เห็นฉันทำจริงแน่ ทัพฟ้า”
ให้ตายเถอะ หมอนี่มัน... โคตรเผด็จการ!
ฉันส่งเสียง “หึ” ในลำคออย่างหมั่นไส้ พร้อมกับใช้สองมือดันแผงอกกว้างของเขาออกห่าง แม้แรงของสถาปนิกจะไม่เท่าวิศวกรโยธาที่เข้ายิมเป็นกิจวัตร แต่แรงฮึดเพราะความหมั่นไส้ก็ทำให้ภูผาต้องยอมผถกายถอยหลังกลับไปนั่งประจำที่แต่โดยดี
ทว่าบรรยากาศในรถกลับไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยสักนิด ด้านนอก... สายฝนกระหน่ำเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง เม็ดน้ำฝนกระทบหลังคาและกระจกรถจนเกิดเสียงดังซ่าต่อเนื่อง กลกลายเป็นม่านน้ำทึบที่ตัดโลกภายนอกออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเราสองคนในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยความอึดอัดอันตราย
ความเงียบงันเริ่มเข้าปกคลุม เป็นความเงียบที่ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันทางอารมณ์ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามกักเก็บไว้ ภูผาเบือนหน้าหนีไปมองถนนเบื้องหน้าที่รถราติดขัดยาวเหยียดเป็นหางว่าว ไฟเบรกสีแดงสะท้อนเข้ามาในห้องโดยสารสลับกับแสงไฟจากข้างทาง ใบหน้าด้านข้างของเขาคมคาย รสันกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่คุกรุ่นอยู่ในอก
ฉันเบนสายตาออกไปมองกระจกด้านข้างบ้าง หยดน้ำฝนไหลวนเป็นทางยาวตามแรงโน้มถ่วง สะท้อนภาพใบหน้าบึ้งตึงของตัวเองสะท้อนกลับมา
บรรยากาศแบบนี้มันชวนอึดอัดชะมัด... อึดอัดจนต้องหาเรื่องทำลายความเงียบก่อนที่หัวใจเจ้ากรรมจะเต้นหลุดออกจากอกเสียก่อน
“มองอะไรนักหนา ขับรถไม่เป็นหรือไง หรือว่าติดฝนจนสมองชื้นไปหมดแล้ว?” ฉันเปิดฉากยิงคำพูดใส่ก่อนด้วยน้ำเสียงติดกวนประสาทตามสไตล์ เพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวแปลกๆ ในอก
ภูผายังคงนิ่ง ไม่หันกลับมามอง แต่ริมฝีปากหยักลึกกลับยกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างรู้ทัน “ปากเก่งจังนะ... ตอนอยู่กับฉันเนี่ย”
“ไม่ได้ปากเก่ง ฉันพูดความจริง นายต่างหากที่ทำตัวแปลกๆ ชวนอึดอัดอยู่คนเดียว ใครใช้ให้ขับรถมาส่งเล่า ฉันบอกแล้วไงว่าเดินกางร่มกลับหอเองก็ได้”
“ฝนตกหนักขนาดนั้น นายจะกางร่มหรือกางมุ้งก็เปียกอยู่ดี อีกอย่าง...” ภูผาหันขวับกลับมามอง ชั่วพริบตานั้นประกายในแววตาของเขามันวับจนน่ากลัว “ถ้าฉันไม่มารับ นายก็คงยืนให้ไอ้คินทร์มันส่งยิ้มหวานเรี่ยราดใส่แถวหน้าคณะอีกนานสองนานใช่ไหม?”
ให้ตายเถอะ วนกลับมาเรื่องนี้อีกจนได้!
“พี่คินทร์เขาเป็นรุ่นพี่ มารยาทสังคมน่ะรู้จักไหมคะคุณวิศวกร เขาก็แค่อัธยาศัยดี ไม่เหมือนนายหรอก หน้าบูดหน้าบึ้งเหมือนคนท้องผูกมาสามชาติ” ฉันสวนกลับทันควัน ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่มีทางยอมก้มหัวให้ความเผด็จการไร้เหตุผลนี้เด็ดขาด
“อัธยาศัยดีกับอัธยาศัยเรี่ยราดมันเส้นบางๆ กั้นอยู่นะทัพฟ้า” ภูผาแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเริ่มติดความหงุดหงิดชัดเจน “แล้วไอ้ท่าทางที่นายยืนคุยยิ้มรับหน้าบานใส่มันเมื่อตอนเย็นล่ะ เรียกว่ามารยาทสังคมด้วยเหรอ? หึ... ถ้าวันนั้นฉันไม่เดินเข้าไปลากนายออกมา นายคงยอมให้มันเลี้ยงกาแฟไปจนถึงขั้นดินเนอร์ใต้แสงเทียนมั้ง”
“ก็ดีกว่านั่งรถกระบะแอร์เสียกับคนปากเสียอย่างนายก็แล้วกัน!”
“อ๋อเหรอ? งั้นเชิญลงไปเดินตากฝนข้างนอกตอนนี้เลยไหมล่ะ ถ้ารักความโรแมนติกนัก!”
“นาย!” ฉันหันขวับไปค้อนใส่จนตาแทบคว่ำ “นี่ไล่กันเหรอ? เออ! ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมาทนฟังคนประสาทกินบ่น!”
ว่าแล้วฉันก็เอื้อมมือไปบิดกลอนประตูรถทันทีด้วยความฉุนเฉียว แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสก้านเปิดประตู ภูผาก็เคลื่อนตัวเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มือแกร่งข้างหนึ่งคว้าข้อมือฉันไว้แน่น ส่วนอีกข้างพุ่งไปกดล็อกเซ็นทรัลที่แผงประตูฝั่งคนขับดัง ‘คลิก’ สนั่นหู
บรรยากาศในรถตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
“ปล่อยนะ!” ฉันโวยวาย พยายามบิดข้อมือหนีแต่แรงของอีกฝ่ายเหมือนคีมเหล็ก “นายล็อกรถทำไม ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ปล่อย” ภูผาตอบเสียงห้วนสั้น ใบหน้าของเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่เหนือริมฝีปาก ดวงตาคมกริบที่เคยนิ่งสนิทคราวนี้กลับลุกโชนด้วยประกายไฟบางอย่างที่ร้อนแรงเสียจนฉันเผลอกลั้นหายใจ “นายคิดว่าฉันใจกว้างพอจะปล่อยให้คนดื้อๆ อย่างนายเดินออกไปปอดบวมตายกลางฝนแล้วกลับมานั่งสำนึกผิดคนเดียวหรือไง?”
“ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องมาทำเป็นห่วง!”
“ห่วงสวะอะไร...” ภูผากระซิบเสียงพร่าทุ้ม แววตาที่มองมาไหวระริกคล้ายมีความเจ็บปวดเจืออยู่ลึกๆ จนฉันเผลอชะงัก “ถ้าฉันไม่ห่วงนาย... ฉันคงไม่ต้องมานั่งหึงจนประสาทกินแบบนี้หรอก ทัพฟ้า”
คำสารภาพที่หลุดออกมาท่ามกลางเสียงฝนซัดสาดด้านนอก ทำให้ห้องโดยสารทั้งคันตกอยู่ในความเงียบงันอย่างฉับพลัน
หัวใจของฉันกระตุกวูบ ไร้เสียงเถียงใดๆ หลุดออกจากปากอีกต่อไป
ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปราวกับถูกสายฝนชะล้าง เหลือเพียงความอบอุ่นแปลกประหลาดที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ภูผายังคงจ้องมองฉันนิ่ง เนตรคู่นั้นเต็มไปด้วยความจริงจังที่สลัดคราบความกวนประสาทออกไปจนหมดสิ้น ปลายนิ้วที่กุมข้อมือฉันอยู่ค่อยๆ คลายน้ำหนักลงเปลี่ยนเป็นลูบไล้แผ่วเบาที่หลังมืออย่างปลอบประโลม
ระยะห่างระหว่างเราลดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือช่องว่าง
กลิ่นหอมสะอาดผสมกับความดุดันที่เป็นเอกลักษณ์ของภูผาห้อมล้อมตัวฉันไว้ทุกทิศทาง ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา สมองตื้อตันจนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออก หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันประท้วงความตื่นเต้น
“ภูผา...” ฉันกระซิบเสียงแผ่ว พยายามจะเบือนหน้าหนีความใกล้ชิดที่อันตรายเกินไปนี้ แต่ปลายนิ้วอุ่นจัดของเขากลับเลื่อนขึ้นมาประคองกรอบหน้าของฉันไว้ บังคับให้ต้องสบตากับเขาตรงๆ
“อย่าดื้อกับฉันอีกเลยนะทัพฟ้า...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะแก้มจนสั่นสะท้าน “เวลาเห็นนายไปยิ้มให้คนอื่น... รู้ไหมว่าฉันอยากจะต่อยหน้าไอ้พวกนั้นให้ร่วงแค่ไหน”
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของเรากำลังจะเคลื่อนเข้าหาเพื่อปิดระยะห่างสุดท้าย เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงที่วางอยู่ตรงคอนโซลหน้ารถก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงอย่างไม่ไว้หน้า
หน้าจอเรืองแสงวาบ ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้ทั้งฉันและภูผาชะงักค้าง
*‘Karin (รุ่นพี่สถาปัตย์)*’*
ดวงตาของภูผาเปลี่ยนสีวับทันที สันกรามที่ผ่อนคลายลงเมื่อครู่กลับขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูนอีกครั้ง บรรยากาศละมุนละไมเมื่อครู่ถูกความตึงเครียดเข้าแทนที่ในพริบตา
ภูผาละสายตาจากฉันช้าๆ หันไปมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ยังคงสั่นเตือนไม่หยุด ก่อนจะหันกลับมาสบตาฉันด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว
“รับสิ... เปิดสเปกเกอร์โฟนให้ฉันฟังด้วยนะ ว่าไอ้รุ่นพี่คนโปรดของนาย... มันโทรมาดึกดื่นแบบนี้ มี ‘ธุระสำคัญ’ อะไรนักหนา”
หมอกไม้ไผ่
(ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาเติมกำลังใจให้กันในตอนนี้นะคะ!)
วิศวะคนซึมกับยัยตัวแสบหลังคณะ•ตอนที่ 5
ฝนตก รถติด และชิดใกล้
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคนซึมกับยัยตัวแสบหลังคณะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!