แก้วกาแฟเซรามิกสีดำสนิทในมือของทัพฟ้าเย็นชืดลงนานแล้ว เช่นเดียวกับอุณหภูมิความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภูผาในช่วงสัปดาห์นี้ ปลายลิ้นของร่างบางรู้สึกถึงรสขมปร่าของคาเฟอีนที่หมดความอร่อย แต่เขาก็ยังเลือกที่จะจิบมันซ้ำๆ เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นเทาที่ปลายนิ้ว
"ถ้าเหนื่อยนัก ก็แค่พัก... ไม่เห็นต้องทำตัวเป็นฮีโร่แบกโลกไว้คนเดียวเลยนี่วะ ทัพ"
เสียงทุ้มต่ำของมีนเพื่อนสนิทที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องพักผ่อนหลังคณะสถาปัตย์ มีนมองเพื่อนรักด้วยสายตาระคนเวทนาและห่วงใย มือเรียวผลักเอกสารแบบแปลนโปรเจกต์ที่ทัพฟ้าแก้มาสามรอบให้เลื่อนออกห่างจากตัว
ทัพฟ้าแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตที่มักจะสุกใสและดื้อรั้นเสมอ บัดนี้กลับฉายแววเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด เขาไม่ได้เป็นฮีโร่... เขาแค่อยلไม่อยากเป็น 'ภาระ' ในวันที่ภูผากำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากทางครอบครัวและโปรเจกต์ใหญ่ระดับประเทศ ภาพเหตุการณ์เมื่อสองคืนก่อนยังคงชัดเจนในความทรงจำ วันที่เขาก้าวเข้าไปในห้องทำงานของวิศวะหนุ่มแล้วบังคับให้ตัวเองกลืนคำว่า *'เราถอยกันคนละก้าวดีไหม'* ลงคอ ทั้งที่หัวใจแทบแหลกสลาย
"กูไม่ได้เป็นภาระใคร มีน" ทัพฟ้าเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ปฏิเสธความอ่อนแอด้วยฟอร์มที่คุ้นเคย แม้ขอบตาจะร้อนผ่าว "กูแค่... รู้จักเจียมตัวต่างหาก ภูผามีทางเดินของเขาที่ต้องรับผิดชอบ และกู... ก็มีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ยืนเกะกะขวางทางอนาคตใคร"
"ศักดิ์ศรีกับความทิฐิของมึงเนี่ย มันเส้นบางๆ กั้นกลางแค่นั้นแหละ" มีนถอนหายใจเฮือกใหญ่ "แล้วนี่... พี่คินทร์ยังวนเวียนมาหาอยู่เหรอ?"
แค่ได้ยินชื่อนั้น คิ้วเรียวของทัพฟ้าก็ขมวดเข้าหากันทันที คินทร์ รุ่นพี่สถาปัตย์ตัวแสบที่ฉวยจังหวะนี้เข้ามาทำทีเป็นช่วยเหลือและเยียวยาจิตใจ กลับกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับภูผายุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม
ทัพฟ้าเลือกที่จะถอยออกมา ไม่ใช่เพราะหมดรัก... แต่เพราะรักมากต่างหาก การอยู่ใกล้ภูผาในวันที่ต่างฝ่ายต่างมีแผล มีแต่จะทำให้บาดแผลนั้นลึกขึ้น การถอยออกมาเพื่อทบทวนตัวเอง จึงเป็นทางเลือกเดียวที่คนหัวดื้ออย่างเขาพอจะนึกออกในวินาทีนั้น
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูห้องพักผ่อน ทำให้ทั้งทัพฟ้าและมีนต้องหันไปมองพร้อมกัน
ร่างสูงใหญ่ของภูผายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้ราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนทุกที แต่มันกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวและความเจ็บปวดที่ผสมปนเปกันจนน่ากลัว เสื้อช็อปวิศวะยับย่นเล็กน้อยคล้ายคนเพิ่งขับรถฝ่าฝันความวุ่นวายมาตลอดทาง กลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวลอยปะทะจมูก ทัพฟ้ารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายอดทนมาถึงขีดสุดแล้ว
"ถอยเหรอ?"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ภูผาก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ ประหนึ่งเสือดาวที่กำลังคุมเชิงเหยื่อตัวน้อย "นี่เหรอวะคำตอบของมึง... ทัพฟ้า... มึงคิดว่าการเดินหนีแล้วทิ้งกูไว้ข้างหลัง มันคือการแก้ปัญหาเหรอ?"
ทัพฟ้าสะท้านในอก แต่ยังคงฝืนยิ้มหยันที่มุมปากเพื่อปกปิดความสั่นไหว เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับร่างสูง แม้ส่วนสูงจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่แววตาที่มองกลับไปไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
"แล้วจะให้กูทำยังไงวะภูผา?" ทัพฟ้าสวนกลับทันควัน เสียงใสเริ่มสั่นพร่าด้วยอารมณ์ที่พรั่งพรู "ให้ทนยืนอยู่ตรงนั้น รอวันที่มึงผลักไสกูเพราะปัญหาครอบครัวมึงงั้นเหรอ? หรือให้กูทนเห็นมึงแบกทุกอย่างจนพังคามือไปต่อหน้าต่อตาโดยที่กูทำอะไรไม่ได้เลย?!"
"กูไม่เคยผลักไส!" ภูผาตวาดลั่น ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที วิศวะหนุ่มพุ่งเข้าประชิดตัวในระยะประชิด มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวทั้งสองข้าง บีบแน่นจนทัพฟ้ารู้สึกเจ็บ แต่ความเจ็บทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในแววตาของคนตรงหน้า "มึงต่างหาก... ที่ตัดสินใจแทนกู มึงตัดสินใจว่ากูจะปกป้องมึงไม่ได้ มึงคิดว่ากูทนเห็นมึงเจ็บไม่ได้... แต่มึงเคยถามกูสักคำไหมว่า กูทนอยู่โดยไม่มีมึงได้หรือเปล่า?!"
ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนแทบหลอมละลาย ทัพฟ้าเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาเจ้ากรรมรันร่อจะเอ่อล้นออกมาอยู่รอมร่อ แต่เขาต้องกลืนมันกลับลงไป
"เออ กูไม่เคยถาม!" ทัพฟ้ากระแทกเสียงใส่หน้า ปล่อยให้หยดน้ำตาที่อดกลั้นไว้ไหลลงมาอาบแก้มจนได้ "เพราะกูไม่อยากเป็นตัวถ่วงของใครไง! มึงจำไม่ได้เหรอว่าครอบครัวกูมันพังเพราะอะไร? กูไม่อยากให้ชีวิตใครต้องพังเพราะกูอีก... รวมถึงมึงด้วย!"
ภูผานิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ความโกรธเกรี้ยวในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดลึกซึ้ง มือที่บีบต้นแขนทัพฟ้าคลายออกอย่างช้าๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาประคองกรอบหน้าหวานไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ คนตรงหน้าจะแตกสลายคามือ
"มึงไม่ใช่ตัวถ่วง... ทัพ..." ภูผากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหนาสั่นระริกขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย "มึงคือเหตุผลเดียวที่ทำให้กูอยากตื่นมาสู้กับทุกเรื่องในชีวิตนี้... ถ้ามึงถอย... แล้วกูจะสู้ต่อไปเพื่อใครวะ?"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง เคมีที่คุกรุ่นด้วยอารมณ์รักและเกลียดผสมปนเปกันจนแทบหายใจไม่ออก ทัพฟ้างับริมฝีปากตัวเองแน่น หัวใจเต้นรัวราวกองศึก สมองขาวโพลนไปหมดกับคำสารภาพที่จริงใจที่สุดเท่าที่เคยได้ยินจากปากผู้ชายคนนี้
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังโน้มเข้าหากันอย่างยอมจำนนต่อความรู้สึกที่แท้จริง เสียงฝีเท้ากựกกับและเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างสูงโปร่งของคินทร์ที่ถือวิสาสผลักประตูเข้ามาหน้าตาเฉย
"อ้าว... ขอโทษที ขัดจังหวะคู่รักเขากันอยู่หรือเปล่าเนี่ย พอดีพี่เอาแบบแปลนที่น้องทัพฝากไว้มาคืน..."
ทัพฟ้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบเบี่ยงตัวออกจากอุ้งมือของภูผาตามสัญชาตญาณ ทว่า... ภูผากลับไวกว่า มือหนากระชากเอวบางเข้ามาประชิดตัวในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบตวัดกลับไปมองคินทร์ด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะฉีกศัตรูให้เป็นชิ้นๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของทัพฟ้าต้องสะดุดกึก และทำให้สถานการณ์ในห้องพลิกคว่ำในพริบตา ไม่ใช่สายตาดุดันของภูผา... แต่เป็นประโยคถัดมาที่คินทร์เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก
"ช่วยไม่ได้นะ... น้องภูผา น้องทัพฟ้าเขาคงไม่ได้บอกสินะครับ ว่าเมื่อคืนก่อน... เขาเพิ่งไปนอนค้างที่คอนโดพี่มาทั้งคืน"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับตัวละครของ "หมอกไม้ไผ่" ในทุกๆ ตอนนะคะ
วิศวะคนซึมกับยัยตัวแสบหลังคณะ•ตอนที่ 32
ถอยคนละก้าวเพื่อทบทวน
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคนซึมกับยัยตัวแสบหลังคณะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!