"นายจะบ้าหรือไง!"
เสียงหอบหายใจปนความขุ่นเคืองหลุดลอดริมฝีปากที่บวมเจ่อเล็กน้อยจากการถูกรุกรานอย่างไร้ความปรานี ทัพฟ้าสะบัดหน้าหนีพร้อมกับใช้หลังมือเช็ดริมฝีปากตัวเองลวกๆ ดวงตากลมโตที่ปกติมักจะฉายแววเจ้าเล่ห์และพร้อมจะต่อปากต่อคำกับคนอื่นเสมอ บัดนี้กลับไหวระริกด้วยความกรุ่นโกรธที่ผสมปนเปอยู่กับความวูบวาบแปลกประหลาดในอกที่เขาเกลียดชັງเสียเหลือเกิน
แต่คนตัวโตกว่า... เจ้าของร่างสูงใหญ่ในชุดช็อปวิศวะที่ยับย่นไม่ต่างจากอารมณ์ของเจ้าตัวในตอนนี้ กลับไม่ได้ถอยห่างออกไปเลยแม้แต่น้อย ภูผายังคงยืนตรึงร่างระหงไว้กับบานประตูห้องนอน ปลายจ้าวแห่งความนิ่งขรึมและฉายาสายตาพิฆาต ตอนนี้กลับแดงก่ำ ไล่เลี่ยกับสันกรามที่ขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูนเด่นชัด ลมหายใจร้อนผ่าวที่พ่นออกมาทางจมูกบ่งบอกว่าความอดทนของวิศวกรหนุ่มคนนี้ได้ขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
"ฉันบ้าเหรอ..." ภูผาทวนคำด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า ลอดไรฟันออกมาทีละคำราวกับพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังปะทุอยู่ข้างใน "แล้วไอ้ท่าทางระริกะระรี้ที่ยืนหัวรอม่อชนกับไอ้รุ่นพี่หน้าตัวเมียนั่นล่ะ มันเรียกว่าอะไรวะ ทัพฟ้า!"
"พูดบ้าอะไรของนาย! คินทร์เขาเป็นแค่รุ่นพี่ แล้วเราก็แค่มารยาทดีต่อกัน!" สถาปนิกหนุ่มสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบตวัดมองคนตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ "อย่าเอาความคิดสกปรกโสมمๆ ของนายมาตัดสินคนอื่นนะ ภูผา!"
*กึก!*
คำว่า 'สกปรก' ดูเหมือนจะเป็นชนวนระเบิดชั้นดี ภูผาก้าวประชิดเข้ามาอีกก้าวเดียวจนหน้าอกกว้างแทบจะแนบติดกับแผ่นอกบาง พื้นที่ในห้องนอนแคบลงถนัดตาเมื่อถูกรังสีความกดดันจากร่างสูงโอบล้อมไว้ทุกทิศทาง มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นทาบลงบนบานประตู กักขังร่างของคนปากเก่งเอาไว้ตรงกลางโดยไม่มีทางหนี
"ปากดีนักนะ..." ภูผาเค้นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันที่มุมปากนั้นช่างบาดตาบาดใจ "จำไม่ได้เหรอว่าเมื่อกี้ใครกันแน่ที่สั่นเป็นลูกนกคาอกฉัน กล้าดียังไงไปยืนให้ไอ้เวรนั่นมันลูบไล้หน้าตาเฉย ห๊ะ!"
"ฉันไม่ได้..."
"อย่ามาเถียง!" ภูผาตวดย้ำเสียงกร้าว ความหึงหวงที่สะสมมาหลายวันระเบิดออกมาเป็นอารมณ์ดิบเถื่อนที่เจ้าตัวควบคุมไม่ได้ "นายคิดว่าฉันโง่มากหรือไง ถึงดูไม่ออกว่าไอ้คินทร์มันจ้องจะงาบหัวนายตั้งแต่สมัยปีหนึ่งแล้ว! แล้วนายก็ยังอุตส่าห์เสนอหน้าไปให้มันแตะเนื้อต้องตัวถึงหน้าคณะเนี่ยนะ ทัพฟ้า นายเห็นหัวฉันบ้างไหมวะ!"
ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉยมาตลอด ภูผาไม่ใช่คนพูดเก่ง ไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติกที่จะมานั่งหวานเลี่ยนพร่ำบอกรักเหมือนในนิยาย ทุกสิ่งที่เขาทำ—ความหงุดหงิด ความปากร้าย และการคอยตามจิกกัด—มันมาจากความหวงแหนที่ล้นปรี่จนแทบจะกลืนกินตัวตนของเขาอยู่แล้ว แต่คนตัวเล็กตรงหน้ากลับทำเหมือนมันเป็นเรื่องสนุก ทำเหมือนหัวใจของเขาเป็นแค่ของเล่นแก้เบื่อ!
ทัพฟ้าชะงักไปชั่วขณะ นัยน์ตากลมโตไหววูบลงเมื่อได้เห็นประกายความเจ็บปวดที่ฉาบอยู่ก้นบึ้งของดวงตาสีเข้มคู่นั้น แม้คำพูดของอีกฝ่ายจะฟังดูหยาบคายและเอาแต่ใจ แต่มันกลับแฝงไปด้วยความร้อนรุ่มที่ทำเอาหัวใจคนฟังกระตุกวูบ
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งคู่ที่สะท้อนก้อง ทัพฟ้าเม้มริมฝีปากแน่น สมองที่เคยแล่นฉิวในการเถียงกลับตอนนี้กลับตื้อตันไปหมด ความรู้สึกพะว้าพะวังตีรวนอยู่ในอก ทั้งโกรธที่ถูกกล่าวหา ทั้งสะใจที่เห็นคนนิ่งขรึมสติหลุด และ... ทั้งหวั่นไหวกับความหมายที่ซ่อนอยู่หลังประโยคตัดพ้อพวกนั้น
"ถ้าฉันไม่ได้สำคัญ... นายจะมาเดือดร้อนทำไมล่ะ" ทัพฟ้าหลุบตาลงต่ำ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนยวบลงอย่างไม่รู้ตัว เจือความตัดพ้อเล็กๆ ที่เล็ดลอดออกมาอย่างยากจะควบคุม "นายก็แค่วิศวกรปากเสียคนหนึ่งที่ไม่เคยพูดจาดีๆ กับฉันเลยด้วยซ้ำ วันๆ เอาแต่สั่ง วันๆ เอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่... แล้วจะให้ฉันคิดว่านายรู้สึกยังไงกับฉันกันล่ะ ห๊ะ?"
คำถามนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางใจของคนฟังอย่างจัง ภูผานิ่งงัดไป มือที่ยันทับประตูคลายลงเล็กน้อย ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ เขาอยากจะพูดออกไปเหลือเกิน—อยากจะตะโกนใส่หน้าคนดื้อรั้นคนนี้ว่า *'เพราะฉันรักนายจนแทบคลั่งต่างหากเล่า!'* แต่ทว่า... ศักดิ์ศรีและนิสัยปากแข็งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดกลับทำหน้าที่เป็นกำแพงหนาเตอะ ปิดกั้นคำสามคำนั้นเอาไว้ไม่ให้หลุดรอดจากริมฝีปาก
ความเงียบที่โรยตัวลงมาทำให้บรรยากาศยิ่งน่าอึดอัดเข้าไปใหญ่ ทัพฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าคนตัวโตยังคงนิ่งเงียบ ความน้อยเนื้อต่ำใจก็พุ่งทะยานขึ้นมาแทนที่ความอ่อนไหวเมื่อครู่
"เห็นไหมล่ะ... พูดไม่ออกสินะ" ทัพฟ้าแค่นหัวเราะหยันตัวเอง พลางใช้มือผลักอกแกร่งให้ออกห่าง "ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ก็หลบไป ฉันจะกลับห้อง"
"ใครบอกว่าไม่มีอะไรจะพูด" ภูผากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยราวกับต้องการจะกลืนกิน "นายคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ ถึงคิดจะเดินหนีฉันก็เดินหนีได้ตามใจชอบเนี่ย"
"แล้วนายเป็นใครล่ะ ถึงมีสิทธิ์มาสั่งให้ฉันต้องยืนฟังนายระบายอารมณ์อยู่แบบนี้!" ทัพฟ้าสวนกลับทันควัน ความดื้อรั้นพุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกรอบ "เลิกทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉันสักที เราไม่ได้เป็นอะไรกัน!"
*กึก!*
คำว่า 'ไม่ได้เป็นอะไรกัน' ทำเอาภูผาเลือดขึ้นหน้าอีกรอบ สติที่เพิ่งจะรวบรวมกลับมาได้ขาดผึ่งลงทันที ในเมื่อคนตรงหน้ารั้นนัก ไม่ยอมรับความจริงเสียที งั้นก็ต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดที่จะทำให้จำฝังใจไปเลยว่าคนๆ นี้เป็นของใคร!
ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวในเสี้ยววินาที รวบเอวบางไว้ด้วยแขนแกร่งเพียงข้างเดียวราวกับคีมเหล็ก ก่อนจะเหวี่ยงร่างของสถาปนิกหนุ่มลงบนเตียงนอนนุ่มนวลอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ทัพฟ้าอุทานออกมาด้วยความตกใจและพยายามจะดีดตัวลุกขึ้นหนี แต่ทว่า... ร่างหนากว่ากลับทาบทับลงมา กักขังเขาไว้ใต้ร่างอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
"นายจะทำบ้าอะไร ปล่อยนะไอ้..."
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคออีกครั้ง เมื่อริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี คราวนี้ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความรุนแรง ดุดัน และการเรียกร้องที่เจือไปด้วยความหึงหวงจนแทบจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล ทัพฟ้าเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มือเล็กพยายามทุบตีและผลักไสแผงอกกว้าง แต่แรงอันน้อยนิดนั้นเทียบไม่ได้เลยกับวิศวกรหนุ่มที่กำลังขาดสติ
รสจูบที่ทั้งเอาแต่ใจและเว้าวอนในเวลาเดียวกันทำให้สมองของทัพฟ้าวับดับวอน มือที่เคยผลักไสค่อยๆ อ่อนแรงลงและเปลี่ยนเป็นจิกกำเสื้อช็อปของอีกฝ่ายแน่นโดยไม่รู้ตัว ความหอมหวานที่เจือความเจ็บปวดทำให้หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก
ภูผาถอนริมฝีปากออกช้าๆ อย่างเสียดาย ปล่อยให้คนใต้ร่างได้กอบโกยอากาศหายใจเข้าปอด ทว่าใบหน้าคมคายกลับยังคงแนบชิดอยู่ใกล้แค่ลมหายใจ ปลายจมูกชนกันจนรับรู้ถึงไออุ่นของกันและกัน ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองสำรวจริมฝีปากที่บวมเจ่อและแดงก่ำด้วยความพึงพอใจระคนหวงแหน
"ทีนี้... ยังจะกล้าพูดว่าไม่ได้เป็นอะไรกันอีกไหม" ภูผากระซิบเสียงพร่าต่ำชิดริมฝีปาก นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยประกายความรักที่ลึกซึ้งจนคนฟังไม่กล้าสบตา "จำไว้ซะ... ว่านายเป็นของฉัน ทัพฟ้า"
ทัพฟ้านอนหอบหายใจโยนตัวโยน ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู คำพูดและแววตานั้นทำเอาเขาต่อไม่ถูก กำแพงที่สร้างไว้พังทลายลงไม่เป็นท่า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบระเบิด เขาอ้าปากเตรียมจะสวนกลับด้วยคำพูดจิกกัดตามสไตล์ แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียงใดๆ ออกมา...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวในห้องนอนแคบๆ ตามมาด้วยเสียงตะโกนโกลาหลของเพื่อนสนิทตัวแสบที่หน้าห้อง
"ไอ้ฟ้า! เปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! ฉันรู้ว่าแกอยู่ข้างใน! แล้วไอ้ยักษ์หน้าบึ้งนั่นก็อยู่ด้วยใช่ไหม เปิด! บอกให้เปิดโว้ย มีเรื่องด่วนคอขาดบาดตายแล้ว!"
เสียงโวยวายของ *'มีน'* ดังทะลุกำแพงเข้ามา ทำเอาบรรยากาศที่กำลังมาคุและอบอวลด้วยความเร่าร้อนเมื่อครู่ชะงักกึกทันที
ภูผาขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกรอบ ดวงตาคมตวัดมองไปทางประตูห้องด้วยความอยากจะฆ่าคน ส่วนทัพฟ้าเบิกตากว้างขึ้นทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญที่เกือบลืมไปสนิท
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความคลั่งรักแบบซึนๆ ของสองคนนี้ด้วยกันนะคะ!
วิศวะคนซึมกับยัยตัวแสบหลังคณะ•ตอนที่ 16
เคลียร์กันให้รู้เรื่อง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคนซึมกับยัยตัวแสบหลังคณะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!