เสียงสะท้อนของราชโองการสีเหลืองทองคำยังคงก้องกังวานอยู่ภายในตำหนักไทเฮา กลิ่นกำยานไม้กฤษณาอบอวลเคล้าคลุ้งผสมผสานกับบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นศิลาจารึกเบื้องหน้า
"ฝ่าบาทมีพระราชประสงค์ให้ท่านแม่ทัพเซียวและกุนซือหลี่ ร่วมมือกันสะสางคดีเงาพยัคฆ์ให้กระจ่างภายในหนึ่งเดือน..."
ขันทีหน้าขาวผู้กุมราชโองการกล่าวด้วยน้ำเสียงแหลมสูง ทว่าไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างผู้กุมความลับ ขันทีผู้นั้นโค้งคำนับก่อนจะถอยร่นออกไป ปล่อยให้ม่านไหมสีมรกตโบกสะบัดตามแรงลมยามอัสดงที่พัดผ่านระเบียงทางเดิน
ภายในห้องโถงกว้าง ความเงียบงันเข้าปกคลุมราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง เซียวจิ่งเหยียนยืนตระหง่านดั่งภูผาน้ำแข็ง อาภรณ์สีดำปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินขับเน้นให้ร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขาม ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังร่างระหงในชุดบัณฑิตหญิงสีขาวสะอาดตาซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า
หลี่ชิงหรานไม่ได้แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย นางค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับแม่ทัพผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นและไร้ความปรานี ปลายนิ้วเรียวสวยยังคงลูบไล้พัดขนนกยูงในมือเบาๆ ดวงหน้างดงามดั่งภาพวาดโบราณประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่อ่านไม่ออก
"ดูท่าทางฮ่องเต้จะทรงโปรดปรานพวกเรามากเป็นพิเศษ ถึงได้มอบหมายงานชิ้นใหญ่ที่อาจหาทางรอดได้ยากยิ่งเช่นนี้ให้" หลี่ชิงหรานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมราวกริชที่ซ่อนอยู่ในฝักไหม
เซียวจิ่งเหยียนก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าหนักแน่นสะท้อนก้อง กลิ่นอายบุรุษผู้ผ่านสมรภูมิรบโชกโชนแผ่ซùmกดดันจนบรรยากาศรอบกายราวกับลดลงหลายองศา
"กลุ่มกบฏเงาพยัคฆ์ไม่ใช่โจรป่าทั่วไป ขุนนางในราชสำนักหนุนหลังพวกมันอยู่ครึ่งค่อนสภา หากเจ้ากลัวว่าศีรษะจะหลุดจากบ่าเสียก่อนจะไขคดีได้สำเร็จ ถอนตัวตอนนี้ยังทัน กุนซือหลี่" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างเยียบเย็น ไม่มีแม้แต่ความลังเลในแววตา
หลี่ชิงหรานเงยหน้าขึ้นสบตาเซียวจิ่งเหยียนโดยไม่หลบเลี่ยง ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนเงาของแม่ทัพหนุ่มอย่างชัดเจน
"ท่านแม่ทัพเข้าใจข้าผิดแล้ว ตระกูลหลี่ของข้าถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏมาหลายปี ความจริงคือสิ่งที่ข้าโหยหายิ่งกว่าลมหายใจ หากต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อแลกกับการล้างมลทิน ข้าหาได้มีความหวาดกลัวไม่... หรือว่าท่านแม่ทัพต่างหาก ที่เกรงว่าความลับดำมืดบางอย่างจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาท่ามกลางแสงสว่าง?"
ประโยคคำถามนั้นคมกริบดั่งคมดาบ เซียวจิ่งเหยียนชะงักฝีเท้าลงเพียงชั่วลมหายใจ ร่างสูงโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนวลของนาง
"ระวังคำพูดของเจ้าให้ดี กุนซือหลี่... การเล่นกับไฟในราชสำนัก มีแต่จะทำให้มอดไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน" เซียวจิ่งเหยียนกระซิบเสียงต่ำด้วยความระaมระวัง ทว่าแววตาที่มองนางกลับมีความซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะคาดเดา
เบื้องหลังการร่วมมือกันครั้งนี้คือเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยบัตรมังกร องค์ชายสามฉินอ๋องผู้ทะเยอทะยานกำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง การสืบสวนคดีเงาพยัคฆ์จึงไม่ใช่แค่การตามล่ากลุ่มกบฏ หากแต่เป็นการตัดแขนตัดขาอำนาจของฝ่ายตรงข้ามก่อนที่ศึกชิงบัลลังก์จะปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักที่เริ่มถูกความมืดเข้าปกคลุม ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็แหวกลมราตรีเข้ามาคั่นกลางบรรยากาศอันตึงเครียด
"เรียนท่านแม่ทัพ กุนซือหลี่..." องครักษ์คุกเข่าลงด้วยท่าทางตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือด "สายสืบที่เราส่งไปแฝงตัวในจวนของฉินอ๋อง... ส่งสัญญาณเตือนระดับสูงสุดมาขอรับ"
เซียวจิ่งเหยียนหรี่ตาลงทันที หลี่ชิงหรานหุบพัดในมือลงเสียงดังเฉียบขาด
"เกิดอะไรขึ้น?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"พยานปากเอกในคดีเงาพยัคฆ์... ถูกพบเป็นศพห้อยหัวอยู่หน้าประตูเมือง พร้อมกับราชโองการลับฉบับใหม่ที่ระบุชื่อของ... ท่านแม่ทัพเซียว"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามและเดินทางลึกซึ้งไปกับตัวอักษรนี้นะครับ
แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง•ตอนที่ 4
รอยร้าวในราชสำนัก
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!