แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง•ตอนที่ 3

คดีลับคลังเสบียงหลวง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายอับชื้นของกระสอบข้าวสารเกรดต่ำคละคลุ้งไปทั่วคลังเสบียงหลวงหมายเลขสาม แสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายดั่งสลักจากหยกขาวของเซียวจิ่งเหยียน แม่ทัพผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาคมกริบของเขากวาดมองกองกระสอบข้าวที่เรียงรายสูงตระหง่านนับพัน ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่พื้นไม้ซึ่งมีร่องรอยการซ่อมแซมอย่างลวก ๆ ความเงียบงันภายในคลังหลวงน่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทหารยามคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าเนื่องจากความหวาดกลัวต่ออาญาเหล็กของท่านแม่ทัพ "ท่านแม่ทัพ... ข้าวนصفหลังนี้... ล้วนส่งมอบมาจากหัวเมืองทางใต้ตามกำหนดทุกประการพ่ะย่ะค่ะ" ขุนนางกรมคลังผู้ดูแลคลังเสบียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความพิรุธ เซียวจิ่งเหยียนไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงก้าวเข้าไปใกล้กระสอบข้าวสารใบใหญ่ที่สุด ปลายนิ้วเรียวยาวในถุงมือหนังสีดำสนิทเอื้อมไปกรีดคมมีดสั้นลงบนเนื้อกระสอบป่าน ปรากฏว่าสิ่งที่ทะลักออกมามิใช่เมล็ดข้าวขาวสะอาดบริสุทธิ์ดังที่ควรจะเป็น หากแต่เป็นแกลบและทรายหยาบสีดำที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในเพื่อตบตาผู้ตรวจบัญชี บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นอีกหลายส่วน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนขุนนางกรมคลังถึงกับล้มพับลงไปกองกับพื้น การทุจริตเสบียงทหารในยามที่ชายแดนกำลังตึงเครียดเช่นนี้ หาใช่เพียงแค่การคดโกงเงินทองธรรมดาไม่ หากแต่เป็นการกระทำที่เทียบเท่ากับการบั่นทอนลมหายใจของกองทัพนับแสนนาย เป็นกบฏโดยพฤตินัยอย่างแท้จริง "ดี... ช่างกล้าหาญยิ่งนัก" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ แต่กลับทรงพลังกดดันจนทุกคนแทบหยุดหายใจ "พวกมันคิดว่าความมืดมิดในคลังหลวงจะปกปิดความเน่าเฟะของพวกมันได้พ้นหรือ" "ความมืดมิดย่อมซ่อนเงาได้มิดชิดเสมอ ท่านแม่ทัพ... แต่เงาเหล่านั้นมักจะทอดตัวยาวที่สุดในยามที่พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า" เสียงหวานใสแต่ทว่ากังวานก้องกังสดาลดังขึ้นจากเบื้องหน้าประตูคลังเสบียง ร่างระหงในอาภรณ์ปักลายหงส์สีฟ้าครามเข้มงดงามดั่งภาพวาดโบราณก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง หลี่ชิงหราน ยอดกุนซือหญิงผู้เปี่ยมปัญญา ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงคบเพลิง เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายดอกเหมย ดวงหน้าหวานล้ำแต่เฉียบคมราวกริชทอประกายความมั่นใจ เซียวจิ่งเหยียนหันกลับไปมองสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาสีรัตติกาลอ่อนลงวูบหนึ่งอย่างยากจะสังเกตเห็น ก่อนจะกลับคืนสู่ความเยือกเย็นดั่งเดิม "ดึกดื่นป่านนี้ เหตุใดกุนซือหลี่จึงยังไม่อشพักผ่อน ย่างกรายมายังสถานที่อับชื้นเช่นนี้ไม่กลัวอาภรณ์ราคาแพงจะแปดเปื้อนหรือ" "หากมัวแต่ห่วงอาภรณ์ เกรงว่าแผ่นดินคงต้องแปดเปื้อนเลือดของทหารหาญที่แนวหน้าเสียก่อนกระมังเจ้าคะ" หลี่ชิงหรานแย้มยิ้มบางเบา นางก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเขา กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกกุ้ยฮวาคล้ายจะเจือจางความอับชื้นในคลังเสบียงลงได้บ้าง นางปราบสายตามองกองกระสอบข้าวที่ถูกกรีดออก ก่อนจะเอื้อมมือหยิบเศษกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่ร่วงอยู่ใต้กองทรายขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด "ท่านแม่ทัพคงกำลังสงสัยว่า เหตุใดกระสอบข้าวเหล่านี้จึงมีตราประทับของตระกูลเฉิน แคว้นหลิว แฝงอยู่ ทั้งที่เสบียงล็อตนี้ควรมาจากหัวเมืองเจียงหนานใช่หรือไม่เจ้าคะ" เซียวจิ่งเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย "เจ้าเห็นตราประทับนั้นตั้งแต่เมื่อใด" "ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าประตูมาแล้วเจ้าค่ะ" หลี่ชิงหรานเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นฉายความเฉลียวฉลาดล้ำลึกจนคนมองต้องนึกหวั่นไหว "การสับเปลี่ยนเสบียงทหารไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ภายในวันเดียว ต้องมีผู้มีอำนาจในราชสำนักคอยหนุนหลัง และคนผู้นั้น... ย่อมต้องการทำลายเสบียงสำรองของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ เพื่อให้ท่านไร้กำลังในศึกชิงอำนาจที่จะมาถึง" คำพูดของนางตรงกับสิ่งที่เซียวจิ่งเหยียนคาดคิดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน แววตาของแม่ทัพหนุ่มฉายแววดุดันขึ้นวูบหนึ่ง องค์ชายสามฉินอ๋อง... ชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดเจน มีเพียงคนทะเยอทะยานผู้ไร้ซึ่งคุณธรรมเช่นนั้นเท่านั้นที่กล้าเอาความมั่นคงของประเทศชาติมาเดิมพันเพื่อตัดกำลังของเขา "แต่ลำพังแค่ตราประทับและข้าวผสมทรายนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะโค่นขุนนางชั่วและผู้อยู่เบื้องหลังได้หรอกเจ้าค่ะ" หลี่ชิงหรานกล่าวต่อ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "เพราะบัญชีคลังเสบียงตัวจริงถูกสับเปลี่ยนไปแล้ว และผู้ที่เก็บรักษามันไว้... คือคนที่พวกเราคาดไม่ถึงที่สุด" เซียวจิ่งเหยียนก้าวเข้าไปประชิดร่างบางโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงลมหายใจ กลิ่นกายบุรุษเจือกลิ่นอายสงครามโชยเข้าปะทะนาสิกของนาง แต่นัยน์ตากลมโตของหลี่ชิงหรานไม่มีทีท่าว่าจะตื่นกลัว นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างท้าทายและมั่นคง "เช่นนั้น... กุนซือหลี่คงมี ‘หลักฐาน’ ที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียนอยู่ในมือแล้วกระมัง?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมหูของนางอย่างจงใจ หลี่ชิงหรานมิได้ถอยหนี นางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกลับ มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบพัดหยกขาวในแขนเสื้อขึ้นมาคลี่ออกบังรอยยิ้มครึ่งหนึ่ง "เรื่องสนุกเช่นนี้ ข้าไหนเลยจะปล่อยให้หลุดมือไปได้เล่าเจ้าคะ" ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากด้านนอกคลังเสบียง พร้อมกับเสียงตะโกนก้องขององครักษ์ประจำตัวที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า "ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! หน้าประตูจวนมีราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... และ... และพระชายาจากตำหนักฉินอ๋องนำกำลังทหารหลวงมาปิดล้อมจวนแม่ทัพไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เซียวจิ่งเหยียนชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปที่หลี่ชิงหรานซึ่งยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งราวน้ำในบึงใหญ่ สตรีผู้นี้คาดการณ์ทุกย่างก้าวของศัตรูได้อย่างแม่นยำราولล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า หลี่ชิงหรานหุบพัดในมือลงเบื้องอก ดวงตากลมโตทอประกายระยิบระยับในแสงคบเพลิง "ดูท่า... หมากกระดานนี้จะเดินมาถึงตาที่ดุเดือดที่สุดแล้วล่ะเจ้าคะ ท่านแม่ทัพ... ท่านพร้อมจะเดิมพันกับข้าหรือไม่" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและลุ้นระทึกไปกับตัวอักษรนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%