กลิ่นหอมบางเบาของกำยานไม้กฤษณาผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นเลิศลอยอบอวลอยู่ภายใต้ศาลาแปดเหลี่ยม ริมสระบัวหลวงที่กำลังผลิบานรับสายลมยามค่ำคืน แสงจากโคมกระดาษเคลือบน้ำมันสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาเบื้องล่าง แต่บรรยากาศที่เงียบสงบนี้กลับถูกกดทับด้วยความตึงเครียดบางเบา ราวกับพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ เบื้องหลังฉากหน้าอันงดงามของงานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพผู้เพิ่งเดินทางกลับจากชายแดนประจิม
"ท่านแม่ทัพเซียวกล่าวว่า ข้าศึกที่ชายแดนดุร้ายป่าเถื่อน ดั่งสุนัขป่าหิวกระหาย... แต่ข้ากลับมองว่า สุนัขป่าต่อให้ดุร้ายเพียงใด หากไร้ซึ่งผู้ชักใยเบื้องหลัง ก็เป็นเพียงฝูงเดรัจฉานที่รอวันถูกกำจัด มิใช่หรือเพคะ?"
สุ้มเสียงหวานใสแต่กังวานราวกริชหยกที่กรีดผ่านอากาศดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หลี่ชิงหรานในชุดอาภรณ์ผ้าแพรปักลายหงส์เหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ ขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกมันสำปะหลัง นางย่อกายทำความเคารพด้วยกิริยาที่งดงามไร้ที่ติ ทว่าแววตาดำขลับคู่นั้นกลับพินิจพิเคราะห์บุรุษเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
เซียวจิ่งเหยียน นั่งนิ่งสงบอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์สลักลายวิจิตร อาภรณ์ชุดเกราะอ่อนสีดำสนิทปักดิ้นทองขับเน้นให้ร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามและเยือกเย็นดั่งภูเขาหิมะ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬตวัดมองสตรีผู้บังอาจต่อปากต่อคำกับเขาในท่ามกลางงานเลี้ยงต้อนรับ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้ม ความกดดันแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนขุนนางรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"คุณหนูหลี่กล่าวได้น่าฟังยิ่งนัก..." เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ใด ๆ ราวกับสายน้ำนิ่งสนิทที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกรากไว้เบื้องล่าง "ทว่า... สุนัขป่าต่อให้ไร้ผู้ชักใย หากมันกัดไม่ปล่อย ผู้เป็นนายก็จำเป็นต้องหักคอทิ้งเสียเพื่อมิให้เป็นภัย แล้วท่านเล่า... คิดว่าใครกันที่เป็นผู้ชักใยในราชสำนักเวลานี้?"
คำถามนั้นไม่ใช่คำถามธรรมดา แต่เป็นคมดาบที่พุ่งตรงเข้าเชือดเฉือนลำคอ หลี่ชิงหรานชะงักไปชั่วลมหายใจ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอย่างรวดเร็วจนแทบสังเกตไม่เห็น นางรู้ดีว่าแม่ทัพเซียวผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาดและเกลียดชังเล่ห์เหลี่ยมการเมืองในราชสำนักยิ่งกว่าสิ่งใด การที่เขาโยนคำถามนี้กลับมาคือนัยยะทดสอบสติปัญญาและเจตนาของนาง
"ท่านแม่ทัพทรงปรีชาสามารถยิ่ง เรื่องในราชสำนักเปรียบเสมือนหมากกระดานใหญ่ ผู้เล่นย่อมซ่อนตัวอยู่ในหมอกหนา..." หลี่ชิงหรานก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกครึ่งก้าว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมันต์ลอยแตะนาสิกของเซียวจิ่งเหยียน นางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำ "แต่หากผู้เล่นฝั่งตรงข้ามเดินหมากผิดตาเดียว ต่อให้เป็นเซียนหมากรุกผู้เก่งกาจเพียงใด ก็ย่อมพลาดท่าเสียที... เช่นเดียวกับท่านในตอนนี้ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ค่ายกลที่คนผู้นั้นวางไว้โดยไม่รู้ตัว"
เซียวจิ่งเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายประกายอันตรายชั่วขณะ มือหนาที่ถือจอกสุราหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณาอีกครั้ง นางไม่ใช่คุณหนูในห้องหอที่เอาแต่ปักผ้า รอยยิ้มและคำพูดของนางแฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมและข้อมูลที่ลึกซึ้งเกินกว่าวัย
"เจ้ากำลังขู่ข้า... หรือกำลังเตือนข้ากันแน่, คุณหนูหลี่" เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยถาม น้ำเสียงกดต่ำลงจนผู้ฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ
"ข้ามิกล้าบังอาจขู่ท่านแม่ทัพหรอกเพคะ ข้าเพียงแต่... ไม่อยากเห็นยอดแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดิน ต้องมาตกม้าตายเพราะเกมการเมืองตื้นเขินของพวกสุนัขจิ้งจอกหางแถวในเมืองหลวงก็เท่านั้น" หลี่ชิงหรานตอบกลับทันควัน ดวงตากลมโตสบตักกับนัยน์ตาคู่คมของเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง มีความมุ่งมั่นและทิฐิบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังดวงตานั้น ซึ่งสะท้อนเงาของความเจ็บปวดในอดีตที่นางแบกรับไว้
บรรยากาศในศาลาแปดเหลี่ยมเงียบงันลงทันที เสียงหรีดหริ่งเรไรยามค่ำคืนและเสียงน้ำในสระกระเพื่อมเบา ๆ กลายเป็นสิ่งเดียวที่ได้ยิน สายตาทุกคู่ของเหล่าองครักษ์และขุนนางที่แอบมองอยู่ต่างลุ้นระทึกว่าแม่ทัพผู้ไร้ความปรานีจะทรงกริ้วและลงโทษสตรีปากกล้าผู้นี้เช่นไร
ทว่า เซียวจิ่งเหยียนกลับมิได้แสดงท่าทีโกรธเคือง มุมปากหยักลึกกลับกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มนั้นทั้งเย็นชาและน่าค้นหาในคราวเดียวกัน
"น่าสนใจ..." เซียวจิ่งเหยียนวางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังกระทบเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำสูงสง่าก้าวเข้าไปประชิดตัวนางจนหลี่ชิงหรานต้องเงยหน้าขึ้นมอง "วาจาคมคายนัก... ถ้าเช่นนั้น ข้าอยากรู้นักว่า กุนซือผู้ปราดเปรื่องเช่นเจ้า จะมีปัญญาแก้เกมหมากตานี้อย่างไร หากข้าไม่ได้เดินตามหมากที่พวกมันวางไว้... แต่กำลังจะพลิกกระดานกินรวบพวกมันทั้งหมดในคราวเดียว"
หลี่ชิงหรานหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ นัยน์ตาประกายความท้าทาย "ถ้าเช่นนั้น ท่านแม่ทัพ... เรามาลองเดิมพันกันดูสักตั้งไหมเพคะ ว่าระหว่างท่านกับข้า ใครจะเป็นฝ่ายรุกฆาตก่อนกัน"
ก่อนที่เซียวจิ่งเหยียนจะทันได้เอ่ยคำใดตอบรับ เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมกับเสียงประกาศก้องของขันทีหลวงก็ดังแหวกความมืดเข้ามาจากทางเดินหินอ่อน
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้!—"
ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือดวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าเซียวจิ่งเหยียน มือที่ถือม้วนพระราชโองการประทับตราหยกสั่นเทาน้อย ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด
"ทูลท่านแม่ทัพ... เกิดเรื่องใหญ่ที่คุกหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พยานปากเอกในคดีทุจริตเสบียงทหาร... ถูกลอบปลิดชีพอัตวินิบาตกรรมเมื่อหนึ่งเค่อก่อน และในที่เกิดเหตุ... พบป้ายหยกประจำตัวของท่านแม่ทัพตกอยู่พ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและลุ้นระทึกไปกับตัวอักษรนี้นะครับ
แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง•ตอนที่ 2
หมากตานแรกในศาลาแปดเหลี่ยม
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!