เสียงกาน้ำชาทองเหลืองที่เดือดพล่านบนเตาถ่านไร้ซึ่งความหมายใดๆ ในโสตประสาทของเซียวจิ่งเหยียน ยามนี้ สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีของท่านแม่ทัพกำลังจดจ้องหยดหมึกที่ซึมลามลงบนกระดาษสาเนื้อดี ความเงียบงันภายในศาลาแปดเหลี่ยมกลางเมืองโบราณแห่งนี้ถูกขับเน้นให้หนักอึ้งขึ้นด้วยเสียงสายฝนโปรยปรายภายนอก ละอองน้ำสีเทาหม่นโปรยปะทะชายคาไม้สนโบราณ กลิ่นอายความชื้นของดินและควันธูปเจือจางลอยมาตามลม สร้างบรรยากาศที่ชวนให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มและลุ่มหลง ราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงเขากับนางสองคน
หลี่ชิงหรานชะลอปลายนิ้วที่กำลังรินชาลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีฟ้าไคหยวน นางปรายตามองบุรุษตรงหน้าเล็กน้อย อาภรณ์สีครามเข้มปักลายเมฆาของเขาเปียกชื้นบริเวณหัวไหล่เล็กน้อยจากยามเดินทางฝ่าสายฝน ทว่าท่าทีกลับยังคงสงบนิ่งเยือกเย็นดั่งหินผา
"ท่านแม่ทัพกำลังกังวลเรื่องใดอยู่หรือครับ" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคมของกุนซือหญิงเอ่ยทำลายความเงียบ นางยื่นจอกชาอุ่นร้อนให้เขา ปลายนิ้วเรียวงามสัมผัสถูกหลังมือของเขาชั่วครู่ อุณหภูมิอุ่นซ่านที่ถ่ายเทผ่านผิวเนื้อทำให้หัวใจที่ด้านชาจากสมรภูมิของเซียวจิ่งเหยียนไหววูบไปชั่วขณะ
"ข้าเพียงแต่คิดว่า... บรรยากาศเงียบสงบเช่นนี้ มักซ่อนคมดาบที่แหลมคมที่สุดเอาไว้เสมอ" เซียวจิ่งเหยียนรับจอกชามาแต่ยังไม่ดื่ม สายตาคมกวาดมองออกไปเบื้องนอก ศาลาแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บนเนินสูง สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองโบราณที่ถูกสายฝนโปรยปรายปกคลุมจนพร่ามัว ทิวทัศน์งดงามราวภาพวาดพู่กันจีนโบราณ ทว่าความเงียบเหงาผิดปกติของถนนเบื้องล่างกลับทำให้สัญชาตญาณนักรบของเขาตื่นตัว
หลี่ชิงหรานคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่แฝงด้วยปัญญาญาณล้ำลึก นางจิบชาอุ่นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านแม่ทัพคิดไม่ผิดหรอกครับ เมืองโบราณแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความรื่นรมย์และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ แต่นั่นเป็นเพียงฉากหน้าที่พวกมันสร้างขึ้นเพื่อตบตาผู้ตรวจการจากเมืองหลวง"
คำพูดของนางทำให้เซียวจิ่งเหยียนหรี่ตาลง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
หลี่ชิงหรานวางจอกชาลงบนโต๊ะหินอ่อน เสียงกระทบเบาๆ ดังกังวานขึ้นท่ามกลางสายฝน นางหยิบแผนที่เก่าแก่แผ่นหนึ่งออกมากางทับลงบนโต๊ะ หมึกสีแดงที่นางใช้ทำเครื่องหมายชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง "ตลอดสามวันที่ผ่านมา ข้าให้คนแอบสืบเรื่องการขนส่งเสบียงของพ่อค้าท้องถิ่น ปรากฏว่าปริมาณเกลือและข้าวสารที่นำเข้ามาในเมืองนี้ มากเกินกว่าจำนวนประชากรครึ่งหนึ่งของเมืองจะบริโภคได้ในเวลาหนึ่งปี... และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เส้นทางการลำเลียงไม่ได้มุ่งเข้าสู่ตลาดกลาง แต่กลับถูกส่งต่อไปยังอารามร้างเชิงเขาด้านทิศเหนือ"
ดวงตาของเซียวจิ่งเหยียนวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายเพลิงแห่งความดุดัน อารามร้างเชิงเขา... สถานที่ที่ราชสำนักเคยสั่งปิดตายเนื่องจากเหตุการณ์โรคระบาดเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้กลับกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการซ่องสุมกำลังพล
"ฉินอ๋อง... ช่างกล้าหาญยิ่งนัก กล้าใช้ดินแดนชายขอบนี้เป็นฐานสะสมกำลังทหารส่วนตัวเพื่อรอวันก่อการ" เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสะกดกลั้นไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งสงบ กล้ามเนื้อบริเวณกรามของแม่ทัพหนุ่มขยับเกร็งอย่างเห็นได้ชัด
"พวกมันไม่ได้มีแค่กำลังพลหรอกครับท่านแม่ทัพ" หลี่ชิงหรานกล่าวเสริมด้วยสีเคร่งเครียด ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด "ข้าได้กลิ่นอายของกองกำลังทหารรับจ้างจากแดนเหนือด้วย เกรงว่าเบื้องหลังของฉินอ๋องในครานี้ จะมีการสมรู้ร่วมคิดกับชนเผ่าเร่ร่อนนอกด่านเป็นแน่ หากปล่อยให้พวกมันสะสมกำลังสำเร็จและยกพลเข้าประชิดเมืองหลวงในยามที่ราชสำนักกำลังอ่อนแอ แผ่นดินนี้คงไม่แคล้วลุกเป็นไฟ"
บรรยากาศโรแมนติกอันเกิดจากสายฝนโปรยปรายและกลิ่นไอดินเมื่อครู่ บัดนี้มลายหายสิ้น เหลือเพียงความกดดันหนักอึ้งดั่งขุนเขาที่กดทับลงบนบ่าของคนทั้งสอง เซียวจิ่งเหยียนเอื้อมมือไปกุมมือเรียวบางของหลี่ชิงหรานไว้แน่น แรงบีบที่ส่งผ่านความรู้สึกมั่นคงและหนักหน่วงราวกับคำสัญญาที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยน ท่ามกลางคลื่นลมการแย่งชิงราชบัลลังก์ที่เชี่ยวกราก มือคู่นี้คือเครื่องยืนยันว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับความตายเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป
"ชิงหราน... เจ้าไม่ควรเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในสถานที่อันตรายเช่นนี้เลย" น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ความดุดัน
"หากไม่มีข้าคอยชี้ทางสว่างให้ท่านแม่ทัพผู้เย็นชา ท่านจะมองเห็นกับดักที่พวกมันวางไว้หรือครับ?" นางย้อนถามด้วยรอยยิ้มเย้าหยอกเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ก่อนจะดึงสีหน้ากลับมาจริงจังดังเดิม "อีกอย่าง... เส้นทางล้างมลทินให้ตระกูลของข้า กับเส้นทางปกป้องแผ่นดินของท่าน ล้วนบรรจบกัน ณ จุดนี้แล้ว มิใช่หรือครับ"
เซียวจิ่งเหยียนมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด นางไม่เพียงแต่งดงามดั่งภาพวาดโบราณ แต่สติปัญญาและความกล้าหาญของนางกลับเทียบชั้นได้กับยอดกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าฝ่าสายฝนอันรีบร้อนและหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากทางเดินหินด้านนอก ขัดจังหวะพวกเขาทั้งสองคนอย่างกะทันหัน
องครักษ์เงาประจำตัวของเซียวจิ่งเหยียนพุ่งทะยานเข้ามาในศาลาด้วยสภาพเปียกโชก ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขารีบทรุดตัวคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนายทันทีโดยไม่สนใจหยดน้ำที่ไหลล้อมกรอบใบหน้า
"ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" องครักษ์หนุ่มละล่ำละลักรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "กองกำลังทหารนอกเครื่องแบบจำนวนหลายร้อยนายจากอารามร้าง กำลังเคลื่อนพลปิดล้อมเมืองโบราณแห่งนี้ทุกด้านแล้วครับ! และ... และพวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจ้า แต่มีคำสั่งเด็ดขาดจากเบื้องบนให้ **'ฆ่าไม่เว้นแม้แต่คนเดียว'**!"
เซียวจิ่งเหยียนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิเลือดมานับไม่ถ้วน หลี่ชิงหรานเองก็ลุกขึ้นยืนตาม ดวงตากวาดมองออกไปเบื้องนอกอย่างรวดเร็ว ผ่านม่านสายฝนที่โปรยปรายลงมาหนาแน่นขึ้น เงาร่างนับร้อยในชุดเกราะดำสนิทกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ศาลาทีละน้อย พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้องกังวานราวมัจจุราชมาเยือน
สายฝนที่เคยดูโรแมนติก บัดนี้กลับกลายเป็นสีแดงฉานในจินตนาการของพวกเขาไปเสียแล้ว...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปกับนักเล่าประวัติศาสตร์นะครับ
แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง•ตอนที่ 14
สายฝนโปรยปราย ณ เมืองโบราณ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!