กลิ่นอับชื้นของคราบเลือดเก่าและกลิ่นฝุ่นดินจากผนังไม้เนื้อแข็งที่ผุกร่อน คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นจางๆ ของน้ำชาดอกเบญจมาศที่เย็นชืดในกาเซรามิกเคลือบแตกลายงา
เซียวจิ่งเหยียนไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินตลบชายเสื้อคลุมกันฝุ่นสีเทาเข้ม นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่สานตัวเตี้ยที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งยามลมพัดกรรโชกผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างกระดาษสา ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักของเขากำลังหมุนถ้วยชาเคลือบสีไข่ไก่ช้าๆ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังความมืดสลัวเบื้องล่างของโรงเตี๊ยมร้างกลางสายหมอกหนาทึบแห่งนี้
รอบกายคือความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งเสียงลมหายใจของสรรพสิ่ง เว้นเสียแต่เสียงหยดน้ำฝนที่ซึมผ่านหลังคากระเบื้องเคลือบสีหม่นลงมาเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง
"ชิงหราน... เจ้าว่าพวกมันจะอดทนรอได้ถึงยามสามหรือไม่" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ สุ้มเสียงนั้นราบเรียบทว่าเจือกระแสความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์
หลี่ชิงหราน ซึ่งยืนพิงเสาไม้สลักลายวิจิตรอยู่เบื้องหลังเงียบๆ ขยับตัวเล็กน้อย อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายกอไผ่สีเขียวเข้มด้วยไหมจีนชั้นดีขับเน้นให้ร่างระหงของนางดูสง่างามราวกับเทพเซียนที่หลุดลอยมาจากภาพวาดโบราณ นางกวาดสายตาคมปลาบกวาดมองผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงน้อยนิด ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก
"คนของฉินอ๋องไม่เคยมีความอดทนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่านแม่ทัพ..." นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคมราวกริชที่ซ่อนไว้ในฝักแพร "โดยเฉพาะเมื่อพยานปากเอกอย่าง 'เฒ่าสวี' อยู่ในกำมือของเรา ความลับเรื่องเส้นทางลำเลียงอาวุธเถื่อนและตราประทับปลอมของกรมคลังย่อมมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ฉินอ๋องนอนไม่หลับไปตลอดกาล พวกมันไม่ปล่อยให้ตะวันรุ่งของวันพรุ่งนี้สาดส่องมาถึงตัวเฒ่าสวีอย่างแน่นอนค่ะ... อภัยด้วย ข้าเผลอติดปาก... ย่อมไม่มีทางปล่อยให้รอดไปได้หรอกครับ ท่านแม่ทัพ"
เซียวจิ่งเหยียนเหลือบสายตากลับมามองนางแวบหนึ่ง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหนาอย่างนึกขันในความเฉลียวฉลาดของสตรีตรงหน้า แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ นางก็ยังคงรักษาท่าทีสงبนิ่งและควบคุมสติได้อย่างสมบูรณ์แบบ สมกับที่เป็นยอดกุนซือหญิงผู้กุมชะตากรรมของราชสำนักไว้ครึ่งหนึ่ง
"หากพวกมันมา ทางนี้ก็คงต้องต้อนรับให้สมเกียรติ"
สิ้นคำพูดของแม่ทัพหนุ่ม บรรยากาศภายในห้องโถงชั้นสองของโรงเตี๊ยมก็เปลี่ยนแปรไปในพริบตา!
*ฟิ้ว—!*
เสียงแหวกอากาศแหลมคมดังขึ้นพร้อมกับเงาดำสายหนึ่งที่พุ่งทะลุผ่านกระดาษสาของหน้าต่างเข้ามาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ปลายลูกศรอาบยาพิษสีม่วงเข้มปักฉับลงบนเสาไม้ห่างจากศีรษะของเซียวจิ่งเหยียนเพียงไม่ถึงคืบ ละอองพิษกัดกร่อนเนื้อไม้จนส่งเสียงดังฟู่และส่งกลิ่นฉุนรุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เซียวจิ่งเหยียนไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขานั่งนิ่งราวนายพรานผู้รอให้เหยื่อเดินเข้าหาตาข่าย ในขณะที่หลี่ชิงหรานขยับกายถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว พัดกระดาษโครงกระดูกเหล็กในมือถูกกางออก ปลายพัดสะท้อนแสงจันทร์สลัววับวาวเป็นประกายสังหาร
"มาแล้วสินะครับ" หลี่ชิงหรานกล่าวเสียงเบา
*โครม—!*
ประตูด้านหน้าห้องโถงถูกพลังภายในอันรุนแรงกระแทกจนพังทลายเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้กระจายเกลื่อนกลาด ฝุ่นตลบอบอวล ท่ามกลางสายหมอกสีขาวขุ่นที่ลอยทะลักเข้ามา ปรากฏร่างของมือสังหารในชุดรัดกุมสีดำสนิทปิดบังใบหน้ากว่าสิบชีวิต ทุกคนถือกระบี่ไร้ลายมือที่อาบยาพิษเรืองแสง ท่วงท่าการเคลื่อนไหวรวดเร็วและไร้เสียง ราวกับภูตผีที่หลุดออกมาจากขุมนรก
มือสังหารหัวหน้ากลุ่มส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าคลุมหน้าทอประกายอำมหิต
"เซียวจิ่งเหยียน! หลี่ชิงหราน! พวกเจ้าช่างบังอาจนักที่บังกล้าขวางทางท่านอ๋อง วันนี้ที่นี่คือสุสานฝังศพของพวกเจ้า จงส่งตัวเฒ่าสวีมาเสียโดยดี มิฉะนั้น... ศพของพวกเจ้าจะไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!"
เซียวจิ่งเหยียนค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกจากร่างกำยำของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วน ไอสังหารเย็นเยียบแผ่ขยายออกไปจนทำให้มือสังหารกลุ่มนั้นชะงักฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว เขาดึงกระบี่ประจำกาย 'พยัคฆ์คำราม' ออกจากฝัก เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานใสบาดแก้วหู
"ปากกล้าเกินไปแล้ว..." เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนคนฟังต้องสะท้าน "เกรงว่าฝีมือของพวกเจ้าจะไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนปาก"
สิ้นเสียงคำรามต่ำในลำคอ ร่างของแม่ทัพหนุ่มก็พุ่งทะยานออกไปราวกับพยัคฆ์ร้ายตะครุบเหยื่อ ประกายกระบี่สีเงินยวงวาดผ่านความมืด กลิ่นอายสงครามที่โชยหอมด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งขึ้นทันที การปะทะกันระหว่างกระบี่กับกระบี่ดังสนั่นหวั่นไหว เศษไม้และข้าวของเครื่องใช้ในโรงเตี๊ยมปลิวว่อนกลางอากาศ
หลี่ชิงหรานไม่ได้อยู่เฉย นางสะบัดพัดเหล็กในมือรับการโจมตีจากมือสังหารที่ลอบเข้ามาทางด้านหลังอย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวของนางงดงามราวกับการร่ายรำ แต่มันคือการร่ายรำแห่งความตาย ปลายพัดกรีดผ่านจุดตายของศัตรูอย่างเลือดเย็นและเด็ดขาด สมกับที่เป็นยอดกุนซือผู้ไม่อาจประเมินค่าได้
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผนังไม้สีหม่น เสียงเหล็กกระทบกันระรัวแข่งกับเสียงสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนักหน่วงภายนอก
ทว่า... ในจังหวะที่เซียวจิ่งเหยียนกำลังจะสะบัดกระบี่ปลิดชีวมือสังหารคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ สายตาของหลี่ชิงหรานก็กวาดไปเห็นสิ่งผิดปกติที่ห้องลับชั้นล่างผ่านช่องบันไดที่พังทลาย
ร่างของเฒ่าสวี พยานปากเอกที่ควรจะนอนหมดสติอยู่บนฟูก กลับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางที่แปลกประหลาด ดวงตาเบิกโพลงค้าง ลำคอมีรอยเข็มเงินปักอยู่ลึกจนมิดด้าม และที่มุมปากมีคราบโลหิตสีดำคล้ำไหลรินลงมาหยดติ๋งๆ
มือสังหารพวกนี้... ไม่ได้มาเพื่อช่วยชิงตัวเฒ่าสวี!
พวกมันถูกส่งมาเพื่อ 'ปิดปาก' ตั้งแต่แรกแล้ว!
หลี่ชิงหรานหน้าถอดสี รีบหันไปตะโกนเตือนเซียวจิ่งเหยียน "จิ่งเหยียน! ระวัง—!"
แต่ทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว...
*แกร็ก—!*
เสียงกลไกบางอย่างดังขึ้นจากใต้พื้นไม้ที่เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ แผ่นไม้กระดานยุบตัวลงพร้อมกับหอกอาบยาพิษนับส่มสิบเล่มที่พุ่งทะลวงขึ้นมาจากเบื้องล่างด้วยความเร็วสูง และในวินาทีวิกฤตินั้นเอง เสียงปรบมือแผ่วเบาอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากมุมมืดที่มืดที่สุดของชั้นลอย พร้อมกับการปรากฏร่างของบุรุษในอาภรณ์หรูหราผู้มีรอยยิ้มเยือกเย็นประดับอยู่บนใบหน้า...
องค์ชายสามฉินอ๋องก้าวออกมาจากเงามืด พร้อมกับกองกำลังทหารหลวงนับร้อยคนที่ปิดล้อมโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไว้จนมิดชิดทุกตารางนิ้วแล้วในยามนี้!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปกับนักเล่าประวัติศาสตร์นะครับ
แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง•ตอนที่ 15
โรงเตี๊ยมกลางสายหมอก
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!