"ราชสำนักหาใช่ตลาดสด เหตุไฉนจึงมีเสียงเจื้อยแจ้วของสุนัขรับใช้เห่าหอนแย่งชิงเศษเนื้อชิ้นโตได้เล่าท่านอ๋อง"
สุ้มเสียงกังวานใสทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู ก้องกังวานไปทั่วตำหนักรับรองอวี้หลาน อาภรณ์ผ้าต่วนสีจันทร์ปักลายเหมันต์วารีสะท้อนแสงคบเพลิงวับวาม หลี่ชิงหรานก้าวพระบาทข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างมั่นคง ใบหน้างดงามดั่งภาพวาดโบราณเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ทว่าดวงเนตรหงส์กลับคมกริบราวกริชเหล็กกล้าที่เพิ่งชักออกจากฝัก
ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะตระกูลเซียว องค์ชายสามฉินอ๋องทรงแย้มพระสรวลเยาะ ประทับถือจอกสุราหยกขาวในพระหัตถ์ ข้างพระกายคือขุนนางกรมพิธีการผู้กำลังประสานมือคำนับทูลฟ้องด้วยใบหน้าซidเผือดสี
"กุนซือหลี่! เจ้าบังอาจนัก กล้าดีอย่างไรจึงกล่าววาจาล่วงเกินพระพักตร์ฉินอ๋อง!" ขุนนางผู้ฟ้องร้องสะบัดแขนเสื้อชี้หน้ากล่าวหา "ในงานมหามงคลเช่นนี้ กลับมีผู้พบหีบศิลาลับซุกซ่อนตราประทับปลอมของกองทัพพิทักษ์ประจิมไว้ในเรือนพักรับรองของเจ้า หลักฐานคาตาเช่นนี้ ยังกล้าปฏิเสธอีกหรือว่าตระกูลหลี่และเจ้ามิได้คิดการใหญ่เป็นกบฏ!"
ความเงียบงันราวกับความตายเข้าปกคลุมท้องพระโรงชั่วขณะ เหล่าขุนนางต่างกลั้นหายใจรอคอยมหันตภัยที่จะเกิดขึ้น บรรยากาศตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงน้ำมันตะเกียงหยดลงพื้น
ณ เบื้องบนสุดแห่งเกียรติยศ เซียวจิ่งเหยียน แม่ทัพผู้เยือกเย็นดุจหินผาประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้มุกสลักลายพยัคฆ์ อาภรณ์เกราะอ่อนสีดำสนิทขับเน้นให้ร่างสูงสง่าดูน่าเกรงขามจนผู้คนไม่กล้าสบตา ดวงเนตรคมปลาบกวาดมองความวุ่นวายเบื้องล่างด้วยความนิ่งสงบอันน่ากลัว เขายังไม่เอ่ยวาจาใดๆ แม้แต่ครึ่งคำ ปล่อยให้ความกดดันแผ่ซ่านบีบคั้นหัวใจทุกคนในที่นั้น
ทว่า หากผู้ใดสังเกตให้ลึกซึ้งย่อมเห็นปลายนิ้วแกร่งที่กำจอกสุราแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน—นั่นคือสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดจากแม่ทัพใหญ่ผู้พร้อมจะเด็ดหัวผู้บังอาจแตะต้องนางได้ทุกเมื่อ
หลี่ชิงหรานปรายหางตามองหีบศิลาที่เปิดอ้าเผยให้เห็นตราประทับทองเหลืองขึ้นสนิมปลอมๆ นั้นแวบหนึ่ง มุมปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่งดงามแต่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี
"กราบทูลฉินอ๋อง และเรียนท่านขุนนางผู้รอบคอบยิ่ง" นางก้าวเข้าไปใกล้หีบศิลาอีกสองก้าว ท่าทีสง่างามไร้ความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย "หม่อมฉันเพียงสงสัยนัก ตราประทับชิ้นนี้ทำจากทองเหลืองผสมตะกั่วชั้นเลว ซึ่งเป็นรูปแบบที่กองทัพหลวงเลิกใช้ไปตั้งแต่รัชศกหย่งเล่อปีที่ห้า เหตุใดกบฏผู้ชาญฉลาดถึงขั้นวางแผนล้มล้างราชบัลลังก์ จึงเลือกใช้ 'ของโบราณ' ที่มีร่องรอยตำหนิชัดเจนเช่นนี้เล่าเพคะ? หรือเกรงว่าผู้ตรวจค้นจะสายตาสั้นจนมองไม่ออกว่านี่คือ... งานฝีมือชั้นต่ำที่ปั้นแต่งขึ้นด้วยความรีบร้อนเมื่อยามย่ำรุ่งนี้เอง?"
สิ้นคำกล่าวของนาง เสียงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก็ดังขึ้นระลอกใหญ่ ขุนนางผู้ฟ้องร้องหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย รีบหันไปคุกเข่าหมอบกราบฉินอ๋องทันที
ฉินอ๋องหุบพระสรวล รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคือง พระเนตรวาวโรจน์ด้วยโทสะที่ถูกหักหน้าต่อหน้าธารกำนัล "บังอาจ! เจ้ากล้ากล่าวหาว่าเราจัดฉากใส่ร้ายงั้นหรือ กุนซือหลี่ เจ้ามีปากไว้แก้ตัว แต่วัตถุลัพธ์คาหนังคาเขาเช่นนี้ เจ้าจะปฏิเสธอย่างไร!"
"หม่อมฉันไม่เคยปฏิเสธว่าวัตถุชิ้นนี้ถูกพบในเรือนพัก" หลี่ชิงหรานกล่าวสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงราบเรียบทว่าเฉียบคมบาดลึก "แต่ผู้ที่นำมันเข้าไปต่างหากเล่าที่สมควรถูกสอบสวน... และบังเอิญเหลือเกินที่เมื่อครู่ ขณะที่หม่อมฉันกำลังเดินมาจากสวนท้อ บังเอิญพบป้ายหยกประจำตัวของ 'ขันทีซุน' คนสนิทข้างกายฉินอ๋อง ตกอยู่ ณ บริเวณหน้าต่างเรือนพักพอดี"
นางแบมือออก เผยให้เห็นป้ายหยกสลักลายหงส์คู่ประดับไข่มุกราตรี ซึ่งเป็นของหายากที่มีเพียงคนสนิทระดับสูงในตำหนักฉินอ๋องเท่านั้นที่จะได้รับพระราชทาน
ฉินอ๋องสะดุ้งวาบ พระพักตร์เผือดสีลงถนัดตา ทรงหันไปถลึงมองขันทีผู้ติดตามที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ด้านหลัง
เซียวจิ่งเหยียนที่นั่งเงียบมานาน ในที่สุดก็ขยับพระองค์ ชายหนุ่มวางจอกสุรารงลงบนโต๊ะเสียง 'กริ๊ง' ดังสะท้อนก้องกังวานดั่งเสียงระฆังพิพากษา ความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของแม่ทัพใหญ่ทำเอาอุณหภูมิในตำหนักลดฮวบทันที
"ฮูหยินของเรา... มีสติปัญญาเฉียบแหลมเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร" เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยสุ้มเสียงทุ้มนุ่มลึกก้องกังวาน ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจกดดันมหาศาล เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวพระบาทลงจากแท่นประทับทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลังราวดั่งพยัคฆ์ราชย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อ "แต่ดูเหมือนว่า ในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองของตระกูลเซียว จะมี 'สุนัขรับใช้' บางตัวลืมตัว เห่าหอนสร้างความรำคาญใจให้แก่ภรรยาเอกของแม่ทัพเช่นนี้... สมควรจัดการเช่นไรดีเล่า ฉินอ๋อง?"
บรรยากาศในโถงรับรองตึงเครียดถึงขีดสุด ฉินอ๋องกำหมัดแน่น พระเนตรจ้องมองเซียวจิ่งเหยียนและหลี่ชิงหรานสลับกันไปมาด้วยความแค้นเคือง ทว่ายังไม่ทันที่ผู้ใดจะได้เอ่ยวาจาโต้ตอบ ประตูบานใหญ่หนักอึ้งของตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
ทหารองครักษ์หลวงในชุดเกราะทองคำวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด พร้อมกับทูลรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"กราบทูลฉินอ๋อง! ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! คลังอาวุธหลวงประจำเมืองหลวงถูกเพลิงไหม้เผาผลาญจนราบคาบ... และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... ตราหยกพระราชลัญจกรแผ่นดิน 'อาญาสิทธิ์สวรรค์' ที่เก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยชั้นใน... ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปกับนักเล่าประวัติศาสตร์นะครับ
แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง•ตอนที่ 10
แผนซ้อนแผนในงานเลี้ยง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!