เงากริชที่สะท้อนวับวาวบนคมดาบเมื่อครู่เลือนหายไปกับความเงียบงันภายในห้องหนังสือ ทว่าแรงกดดันระหว่าองคนทั้งสองหาได้จางลงไม่
เซียวจิ่งเหยียนยังคงยืนนิ่ง ประสานสายตาเข้ากับหลี่ชิงหรานผู้ซ่อนความไหววั่นไว้เบื้องหลังม่านตาคู่คม กลิ่นอายจางๆ ของน้ำหมึกชั้นดีและกระดาษสาเก่าเก็บผสมผสานอยู่ในบรรยากาศรอบกาย ราวกับกาลเวลาเมื่อสิบปีก่อนกำลังหายใจรดต้นคอของพวกเขาทั้งคู่อยู่ในยามวิกาลนี้
"ท่านแม่ทัพยังสงสัยในความจงรักภักดีของข้าอยู่หรือไม่" สุ้มเสียงของหลี่ชิงหรานราบเรียบ ทว่าก้องกังวานในความเงียบ นางไม่ได้ขยับตัวถอยหนีแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยังคงสัมผัสอยู่ที่ขอบโต๊ะไม้จันทน์แดงซึ่งซ่อนกลไกสำคัญไว้
เซียวจิ่งเหยียนปรายตาลงมองราชโองการลับที่ยังคงเปิดค้างอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเงยขึ้นสบตานางอีกครั้ง แววตาของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิมาโชกโชนฉายแววซับซ้อนยากหยั่งถึง "คนตัวเล็กเช่นเจ้า แบกรับภาระที่หนักหน่วงถึงเพียงนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือ กุญแจสู่ความลับที่ราชสำนักตามหามาทศวรรษ อยู่ในมือของสตรีที่ควรจะนั่งร้อยมาลัยชมจันทร์ในเรือนหลังอย่างนั้นหรือ"
"ความแค้นของตระกูลหลี่ ไม่ใช่เรื่องที่จะปัดตกไปได้เพียงเพราะกาลเวลาผ่านพ้นไปสิบปีเพคะ ท่านอ๋อง" นางตอบกลับด้วยถ้อยคำคมคายไม่แพ้กัน ก่อนจะผายมือเชิญ "โปรดตามข้ามา หากท่านยังมีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่ตระกูลเซียวของท่านอาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย"
คำพูดนั้นทำให้คิ้วเข้มของเซียวจิ่งเหยียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาไม่ได้เอ่ยคัดค้าน เพียงแต่ก้าวเท้าตามร่างโปร่งบางในชุดคลุมสีเข้มของนางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน ที่ซึ่งแม้แต่บ่าวไพร่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามา
ทางเดินแคบๆ ทอดยาวลงไปยังห้องใต้ดิน บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นความอับชื้นและเย็นเยียบ แสงจากคบเพลิงที่ชิงหรานจุดขึ้นส่องให้เห็นผนังหินที่สลักลวดลายโบราณ กลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่ถูกกลบฝังด้วยหยาดเลือดและน้ำตาอบอวลอยู่ในอากาศ ทุกย่างก้าวที่กระทบพื้นหินสะท้อนเสียงก้องกังวาน ราวกับเสียงกระซิบจากวิญญาณผู้ล่วงลับ
นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบานประตูไม้สนหนาทึบที่มีแม่กุญแจโบราณคล้องไว้ถึงสามชั้น ชิงหรานหยิบป้ายหยกประจำตัวออกมาไขกลไกทีละขั้น เสียงสปริงโลหะขยับตัวดังขึ้นในความเงียบ ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ
ภายในห้องใต้ดินนั้นไม่ได้มืดมิดดังที่คิด โคมไฟไข่มุกราตรีส่องแสงนวลตาเผยให้เห็นสิ่งของที่จัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเซียวจิ่งเหยียนทันที คือม้วนภาพวาดโบราณขนาดใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะยาวกลางห้อง
"นี่คือ..." เซียวจิ่งเหยียนก้าวเข้าไปใกล้ สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยให้เขาสังเกตทุกรายละเอียด
"ภาพวาดภูมิประเทศลุ่มแม่น้ำฮวงโหฉบับจริง ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ถูกอ้างว่าสูญหายไปพร้อมกับคดีกบฏของท่านพ่อข้าเมื่อสิบปีก่อน" ชิงหรานกล่าว นางก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างเขา แสงจากโคมไฟทาบทับใบหน้างดงามที่ตอนนี้เคร่งขรึมจริงจัง "แต่ท่านลองพิจารณาตรงมุมขวาล่างของภาพให้ดี ท่านแม่ทัพ"
เซียวจิ่งเหยียนโน้มตัวลงเพ่งพินิจ ปลายนิ้วแกร่งกวาดผ่านรอยประทับตราลัญจกรสีชาดที่เลือนรางไปตามกาลเวลา ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อพบความผิดปกติที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน
"รอยประทับนี้..." แม่ทัพหนุ่มพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบลงหลายส่วน "ไม่ใช่ตราประจำตำแหน่งของเสนาบดีหลี่ แต่เป็น... ตราประทับส่วนตัวของกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวง"
"ถูกต้องเพคะ" ชิงหรานกล่าวต่อ น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความขื่นขมที่ถูกเก็บกดไว้เนิ่นนาน "ในคืนที่ตระกูลหลี่ถูกกล่าวหาว่าส่งมอบแผนผังค่ายกลให้แก่ข้าศึก แท้จริงแล้ว มีคนจงใจสับเปลี่ยนภาพวาดฉบับจริง เพื่อใส่ร้ายว่าท่านพ่อเป็นหนอนบ่อนไส้ และผู้ที่ถือครองตราประทับนี้ในเวลานั้น คือคนสนิทของฉินอ๋องผู้ทะเยอทะยานที่กำลังนั่งยิ้มระรื่นอยู่ในท้องพระโรงเวลานี้"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องใต้ดินอีกครั้ง บรรยากาศหนักอึ้งราวนำ้หนักของภูเขาไท่ซาน เซียวจิ่งเหยียนยืนนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบกวาดมองหลักฐานตรงหน้าสลับกับใบหน้าของสตรีข้างกาย ความรู้สึกภายในอกประเดประดังเข้ามา ทั้งความเดือดดาลต่อความอยุติธรรมในอดีต และความตระหนักรู้ว่าสตรีผู้นี้ต้องอดทนแบกรับความอยุติธรรมอันยิ่งใหญ่เพียงลำพังมาเนิ่นนานเท่าใด
เขายื่นมือออกไปสัมผัสม้วนภาพวาดนั้นแผ่วเบา ก่อนจะหันมามองนาง สายตาที่ทอดมองในยามนี้ไร้ซึ่งความระแวงสงสัย มีเพียงความหนักแน่นดั่งหินผาที่พร้อมจะปกป้องและทวงคืนความยุติธรรมเคียงข้างนาง
"ในเมื่อหลักฐานชิ้นนี้อยู่ในมือเราแล้ว แผนการขั้นต่อไปของเจ้าคืออะไร กุนซือหลี่" เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจแต่แฝงด้วยความอาทรที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว
หลี่ชิงหรานเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ราวกับดอกเหมยที่แย้มบานท่ามกลางเหมันต์ฤดู "ก้าวแรกคือการเปิดโปงตรายางนี้ในงานเลี้ยงรับรองทูตานุทูตในอีกสามวันข้างหน้า แต่ข้าต้องการกำลังพลของท่านในการคุ้มกันพยานปากเอก..."
ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบประโยค เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูด้านบนก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของพ่อบ้านที่หน้าประตูทางลง
"คุณหนูขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชองครักษ์จากตำหนักฉินอ๋องนำหมายค้นบุกเข้ามาในจวน โดยอ้างว่าได้รับเบาะแสว่าจวนของเราซ่อนตัวกบฏ!"
เซียวจิ่งเหยียนหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับพายุที่ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เขากวาดตามองม้วนภาพวาดบนโต๊ะสลับกับใบหน้าที่ยังคงสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึกของชิงหราน
ขอขอบคุณท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะครับ
แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง•ตอนที่ 6
ภาพวาดโบราณกับความลับตระกูลหลี่
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!