กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงคั่วไฟอ่อนลอยอบอวลอยู่ภายในห้องหนังสือลับของจวนแม่ทัพใหญ่ แสงตะเกียงน้ำมันสำริดส่องประกายวับแวมขับเน้นเงาร่างของบุรุษและสตรีที่กำลังยืนประจันหน้ากันอย่างเงียบเชียบ เซียวจิ่งเหยียนหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับพายุที่ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เขากวาดตามองม้วนภาพวาดบนโต๊ะสลับกับใบหน้าที่ยังคงสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึกของชิงหราน
บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนแทบไร้ซึ่งช่องว่างให้หายใจ ทว่าหลี่ชิงหรานกลับหาได้สะทกสะท้านไม่ นางเพียงยกปลายนิ้วเรียวงามขึ้นแตะขอบถ้วยชาอุ่นระอุ แววตาคู่นคมดั่งกริชสะท้อนเปลวไฟไหววับก่อนจะเงยขึ้นสบประสานกับนัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีของท่านแม่ทัพผู้เย็นชา
"ท่านแม่ทัพคิดว่า... งูพิษตัวนี้ ซ่อนตัวอยู่ลึกเพียงใดเล่าครับ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงพลังพอที่จะหยุดยั้งลมหายใจของผู้ฟังได้
เซียวจิ่งเหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันลงราวกับก้อนศิลาที่ถูกโยนลงบนผิวน้ำ เขาขยับกายเข้าประชิดร่างบางช้าๆ ทว่ามั่นคง กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ จากสนามรบลอยปะทะนาสิกของนาง ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาจนระยะห่างระหว่างเขากับนางเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตาคมกริบสำรวจทุกรายละเอียดบนใบหน้างดงามราวกับภาพวาดโบราณนั้นอย่างไม่ยอมกะพริบ
"ลึกถึงขั้นที่สามารถกุมชะตากรรมของกรมคลังและกระทรวงกลาโหมไว้ในกำมือ... หรืออาจจะลึกไปถึงห้องทรงพระอักษรขององค์ฮ่องเต้แล้วกระมัง" เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบ มือหนายื่นออกไปแตะปลายม้วนภาพวาดที่ซ่อนตราประทับปลอมของกองทัพพายัพ "เจ้ากล้าดียังไงถึงเอาคอของตนเองมาแขวนไว้บนเส้นด้ายเช่นนี้ ชิงหราน"
"หากหม่อมฉันไม่เอาคอมาแขวนไว้บนเส้นด้าย แล้วไยท่านแม่ทัพถึงจะยอมขยับหมากกระดานนี้เล่าครับ" ชิงหรานไม่ถอยหนี นางเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ ความเด็ดเดี่ยวในดวงตานั้นฉายชัดจนแม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนยังต้องนึกทึ่งในความกล้าหาญ "หนอนบ่อนไส้ในกระทรวงกลาโหมไม่ได้มีแค่คนเดียว แผนการที่ส่งเสบียงทหารไปให้กองโจรทางเหนือไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการจงใจตัดกำลังพลของท่าน เพื่อเปิดทางให้ฉินอ๋องเคลื่อนทัพเข้าเมืองหลวงในฤดูใบไม้ร่วง"
คำพูดประโยคเดียวราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางห้องหนังสือ เซียวจิ่งเหยียนนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ความจริงที่ถูกเปิดเผยออกทางริมฝีปากอิ่มคู่นั้นสอดคล้องกับเบาะแสทั้งหมดที่เขาตามสืบมาหลายเดือนอย่างน่ากลัว นางสตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่กุนซือธรรมดา นางอ่านเกมการเมืองในราชสำนักทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าขุนนางเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปีเสียอีก
มือหนาที่เคยกำด้ามดาบเพื่อปกป้องแผ่นดิน ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างกรอบหน้าเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบa สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับแววตาดุดันเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง "เจ้าฉลาดเกินไป ชิงหราน... และความฉลาดเช่นนี้มักนำภัยมาสู่ตัวเสมอ"
"ภัยหรือความตาย หากได้ใช้เพื่อล้างมลทินให้ตระกูลหลี่ และปกป้องแผ่นดินนี้จากเงื้อมมือของคนทรยศ หม่อมฉันหาได้เกรงกลัวไม่" นางตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นดั่งหินผาไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
เซียวจิ่งเหยียนมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น หัวใจที่ด้านชาและแข็งกระด้างมานานนับปีจากการนองเลือดในสมรภูมิ กลับไหววับด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย มันคือความผูกพัน ความเคารพ และความรักที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันท่ามกลางคลื่นลมแห่งการแย่งชิงอำนาจ ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเบาๆ ก่อนจะมุมปากจะยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่น่ากลัวที่สุด
"ในเมื่อหนอนบ่อนไส้ตัวนี้มั่นใจนักว่าแผนการไร้รอยต่อ... เราก็จักต้องจัดฉากละครโรงใหญ่ให้พวกมันดูสักครา" เซียวจิ่งเหยียนหันกลับไปหยิบพู่กันขนหมาป่า จุ่มลงในหมึกสีชาดเข้มข้น แววตาคมกริบเต็มไปด้วยประกายแห่งการวางแผนศึก "ข้าจะแสร้งทำเป็นป่วยหนักและถูกพิษจากชายแดน เพื่อให้พวกมันตายใจและรีบส่งม้วนบัญชีลับฉบับจริงออกมาจากกระทรวงกลาโหม"
"และหม่อมฉัน..." ชิงหรานต่อประโยคขึ้นทันที รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง งดงามแต่เฉียบคมราวกริชอาบยาพิษ "จะสวมรอยเป็นหมอหลวงผู้ถวายการรักษา และนำหลักฐานมัดตัวตัวการใหญ่มาวางไว้ตรงหน้าท่านแม่ทัพด้วยตนเอง"
แผนการซ้อนแผนถูกขีดเขียนลงบนกระดาษสาอย่างรวดเร็วและรอบคอบ ทั้งสองสลับกันออกความเห็นและแก้ไขหมากแต่ละตัวราวกับเซียนหมากรุกที่กำลังเดิมพันด้วยอาณาจักร การประสานกันระหว่างอำนาจเด็ดขาดของแม่ทัพผู้เยือกเย็นและปัญญาอันล้ำLefของยอดกุนซือหญิงหลอมรวมกันเป็นพลังที่น่าสะพรึงกลัว ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความตายและความเสน่หาที่ซ่อนเร้น
ยามวิกาลล่วงเลยเข้าสู่ยามสาม (ประมาณเที่ยงคืนถึงตีสอง) ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วจวนแม่ทัพ ทว่าภายในห้องโถงลับ กลับมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดั่งเสียงใบไม้ไหว
เงาร่างหนึ่งในชุดดำสนิทลอบเร้นกายเข้ามาทางหน้าต่างอย่างเงียบเชียบ มือถือกระบอกไม้ไผ่บรรจุสารบางอย่าง มุ่งตรงไปยังโต๊ะหนังสือที่เซียวจิ่งเหยียนและชิงหรานเพิ่งวางแผนกันเสร็จสิ้น เงาร่างนั้นหยิบผงยาสีขาวโพลนโปรยลงในถ้วยชาที่ยังคงมีไอร้อนหลงเหลืออยู่เล็กน้อย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นภายใต้ผ้าคลุมหน้า
ทว่า ในวินาทีที่มือหนาของมือลอบสังหารกำลังจะถอยรอยหนี แสงคบเพลิงสว่างวาบขึ้นรอบทิศทางในพริบตา!
"จับตัวมัน!" เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของเซียวจิ่งเหยียนดังขึ้นก้องห้องหนังสือ ราวกับเสียงคำรามของพญาเสือโคร่งที่รอเหยื่อเดินเข้าถ้ำมานาน
ทว่า... ก่อนที่ทหารองครักษ์จะพุ่งเข้าประชิดตัว มือลอบสังหารกลับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะกัดแคปซูลยาพิษที่ซ่อนไว้ในฟันกราม เลือดสีดำทะลักออกทางมุมปากของมันทันที ร่างนั้นทรุดฮวบลงกับพื้นพร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยันที่ยังคงค้างอยู่บนใบหน้า
ชิงหรานขมวดคิ้วมุ่น รีบก้าวเข้าไปใช้ปลายนิ้วแตะชีพจรที่ลำคอของศพเบื้องหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเซียวจิ่งเหยียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "มันตายเร็วเกินไป... เป็นคนละคนกับหนอนบ่อนไส้ที่เราคาดการณ์ไว้"
เซียวจิ่งเหยียนก้าวเข้าไปใกล้ศพนั้น กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ เขาก้มลงหยิบป้ายหยกประจำตัวที่ร่วงหล่นอยู่ข้างมือของศพขึ้นมาพิจารณา
ดวงตาคมกริบของท่านแม่ทัพหรี่แคบลงทันทีเมื่อเห็นสัญลักษณ์รูป "หงส์เพลิงสลักลายเมฆ" ที่สลักอยู่บนเนื้อหยกอย่างประณีต
นั่นไม่ใช่สัญลักษณ์ของฉินอ๋อง... แต่มันคือตราประจำตัวของพระชายาเอกแห่งตำหนักบูรพา และเป็นสิ่งเดียวกับที่เคยถูกพบในคดีลอบปลงพระชนม์เมื่อเจ็ดปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์และกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไปพร้อมกันนะครับ
แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง•ตอนที่ 7
กลยุทธ์ล่อเสือออกจากถ้ำ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เย็นชาท้าทายยอดกุนซือหญิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!