เสียงปรบมือในห้องประชุมใหญ่ของตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ ดังสนั่นกึกก้องจนผืนกระจกใสบานยักษ์แทบสั่นสะเทือน ทว่าสำหรับรินรดาแล้ว เสียงเหล่านั้นไม่ใช่ชัยชนะที่เธอต้องวิ่งไขว่คว้าเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับใครอีกต่อไป มันเป็นเพียงผลลัพธ์อันหอมหวานของหยาดเหงื่อและมันสมองที่เธอกลั่นกรองออกมาด้วยสองมือของตนเองอย่างแท้จริง
ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มก้าวถอยหลังลงจากโพเดียมด้วยท่าทีสง่างาม ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยประกายความมั่นใจเด็ดเดี่ยว ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองคณะกรรมการบริหารระดับสูงที่ต่างพากันพยักหน้ารับด้วยความชื่นชม โดยเฉพาะประธานอาวุโสผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวเข็ญในวงการธุรกิจ ซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนปรบมือให้เธอเป็นคนแรก
"ยอดเยี่ยมมากคุณรินรดา โครงการปรับโครงสร้างองค์กรและการลงทุนในโปรเจกต์กรีนเทคนี้ มองขาดและเฉียบคมมาก สมกับเป็นหัวเรือใหญ่ที่เราฝากความหวังไว้จริงๆ" ประธานอาวุโสเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มกว้าง คำชมนั้นไร้ซึ่งเงาของบารมีตระกูลใหญ่ หรือแม้แต่เงาของอดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอ
รินรดายิ้มรับบางเบa นอบน้อมแต่ไม่น้อมตัวลงต่ำจนเกินงาม เธอกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง "ขอบพระคุณท่านประธานและคณะกรรมการทุกท่านค่ะ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะทีมงานทุกคน และความเชื่อมั่นที่บอร์ดบริหารมีให้รินค่ะ"
สายตานับสิบคู่มองมาที่เธอด้วยความยำเกรงและชื่นชม ไม่มีใครกล้าสบประมาทหญิงสาวผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเพียง "ดอกไม้ประดับแจกัน" ในงานแต่งงานอวดร่ำออวดรวยเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว บัดนี้ รินรดาคือเพชรเม็ดงามที่เจียระไนด้วยความเจ็บปวดและคราบน้ำตา จนสุกสกาวด้วยแสงของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเดินพ้นประตูห้องประชุมออกมา กวินซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้วก็ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ พร้อมกับแก้วกาแฟโปรดที่รู้ใจเธอเป็นอย่างดี มือหนายื่นส่งให้พร้อมเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
"แบบนี้คงต้องเลี้ยงฉลองชุดใหญ่แล้วกระมั้งครับท่านรองประธานคนใหม่? เล่นเอาบอร์ดบริหารเคลิ้มตามแผนกลยุทธ์ของคุณซะอยู่หมัดขนาดนั้น" กวินกล่าวด้วยสายตาที่ทอประกายความภูมิใจและลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน
รินรดารับแก้วกาแฟมาถือไว้ ปลายนิ้วเรียวสัมผัสความอุ่นที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียดในสมอง เธอยกยิ้มมุมปากอย่างผ่อนคลาย "ถ้าเป็นเรื่องกิน ฉันไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้วค่ะคุณกวิน แต่คงต้องรอให้เคลียร์เอกสารกองโตบนโต๊ะให้เสร็จเสียก่อนนะคะ"
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเต็มไปด้วยความเข้าใจและความสนิทสนมที่ก่อตัวขึ้นจากความจริงใจ กวินไม่เคยล้ำเส้น แต่ก็ไม่เคยถอยห่างในวันที่เธอต้องการที่พึ่ง เขาคือกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดในวันที่โลกของเธอพังทลายลง
ทว่า ความสงบสุขมักอยู่กับเธอน้อยเสียเหลือเกิน เมื่อหางตากับเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ยืนนิ่งค้างอยู่ตรงมุมเสาห่างออกไปไม่ไกล
คินน์!
ชายหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน สูทราคาแพงยับยี่ยเล็กน้อยจากการเดินทางมาอย่างเร่งร้อน ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับแดงก่ำและสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งอึ้ง ทึ่ง และเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือด เขายืนฟังคำสรรเสริญเยินยอที่ผู้บริหารคนอื่นมอบให้รินรดาตั้งแต่ต้นจนจบ และนั่นคือภาพที่ตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย—รินรดาประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตการทำงาน โดยที่ไม่มีเขา... ไม่มีแม้แต่เงาของคินน์เข้ามามีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อย
อดีตสามีผู้เคยคิดว่าเธอเป็นของตาย ไร้ค่า และเกาะเกี่ยวกำไรจากบารมีตระกูลของเขา ต้องกลืนกินน้ำตาตัวเองลงคออย่างทรมาน เมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสอย่างไร้เยื่อใย บัดนี้บินสูงเสียจนเขาแทบไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
คินน์ก้าวเท้าโซเซเข้าไปหาช้าๆ ราวกับคนหมดแรงจะพยุงร่าง ร่างสูงใหญ่ที่เคยสง่างามกลับดูทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขอบตาคล้ำดำจากการอดนอน และร่องรอยความสำนึกผิดที่กัดกินหัวใจจนพรุน
"ริน..." เสียงทุ้มแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากที่สั่นเทา เขารีบเปล่งชื่อเธอออกมาทันทีที่เข้าใกล้พอ "ยินดีด้วยนะ... รินเก่งมาก พี่... พี่ภูมิใจในตัวรินเหลือเกิน"
รินรดาหยุดเดิน เธอยังคงถือแก้วกาแฟไว้นิ่ง ใบหน้างملของเธอไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยว ความเกลียดชัง หรือแม้แต่ความยินดี มีเพียงความว่างเปล่าเย็นชาที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เธอกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกราวกับกำลังมองดูคนแปลกหน้าที่น่าสมเพชคนหนึ่ง
กวินก้าวเข้ามาขวาง1ก้าวโดยอัตโนมัติ ร่างสูงใหญ่แสดงออกถึงการปกป้องอย่างชัดเจน ดวงตาคมดุจ้องมองคินน์ด้วยความรังเกียจ "ดูเหมือนคุณคินน์จะไม่มีธุระอะไรที่ชั้นนี้นะครับ ที่นี่คือพื้นที่ของบริษัทเรา รบกวนอย่ามารบกวนเวลาทำงานของท่านรองประธานจะดีกว่า"
คินน์ตวัดสายตาคมกริบมองกวินด้วยความเดือดดาล เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความหึงหวงและคับแค้นใจ ทว่าเมื่อเขาสบตากับรินรดา ความโกรธทั้งหมดก็พลันมลายหายไป เหลือเพียงความเว้าวอนน่าสมเพช
"พี่ขอคุยกับริน... แค่สองคำ นาทีเดียวก็1ด้ ริน... ขอร้องล่ะ" คินน์ละทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี ยอมก้มหัวให้กับอดีตภรรยาต่อหน้าสายตาพนักงานบางคนที่เริ่มหันมามอง
รินรดาหันมาสบตากับอดีตสามี นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนภาพของชายหนุ่มผู้กำลังพินาศย่อยยับด้วยน้ำมือของตัวเอง เธอยกยิ้มเยาะหยันขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่เชือดเฉือนหัวใจคินน์ยิ่งกว่ามีดกรีด
"คุณคินน์คะ" เสียงหวานใสก้องกังวาน ทว่าเย็นชาจนหนบหน่วงขั้วหัวใจ "คำว่า 'ภูมิใจ' จากปากของคุณ มันไม่มีค่าอะไรสำหรับฉันมานานแล้วค่ะ และที่สำคัญ... ความสำเร็จของฉันในวันนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ต่อให้ไม่มีคุณ ฉันก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้อย่างสง่างาม"
พูดจบ รินรดาก็ก้าวเดินผ่านร่างของคินน์ไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเขาอีกเลย ปล่อยให้คินน์ยืนแข็งค้างจมอยู่กับความเจ็บปวดร้าวรานที่เขาสร้างขึ้นเอง ท่ามกลางเสียงซุบซิบของพนักงานที่มองมาด้วยสายตาสมเพช
คินน์หันขวับตามหลังร่างบางที่กำลังเดินจากไปอย่างไม่ใยดี กำปั้นทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้า 1นื้อเลือดซึม ความสำนึกผิดและไฟแค้นตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบหายใจไม่ออก ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวตามเธอไปนั้น เสียงฝีเท้าของใครอีกคนก็ดังแทรกขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับกลิ่นอายของเด็กน้อยที่วิ่งเข้ามาชนข้อเท้าเขาเบาๆ
"คุณลุงฮะ... คุณแม่บอกว่าอย่าวิ่งเล่นแถวนี้ รินรดา... เอ๊ย คุณแม่รออยู่ทางโน้นฮะ!"
คินน์ชะงักกึก ก้มมองเด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สามขวบที่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตากลมโตและเค้าโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับแกะ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความเจ็บปวดและร่วมเป็นกำลังใจให้รินรดานะคะ ละอองดาวเดือนเก้าสัญญาว่าจะเสิร์ฟความสะใจในตอนต่อไปให้จุใจแน่นอนค่ะ
เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา•ตอนที่ 12
ความสำเร็จที่ไม่มีเขาร่วม
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!