กระดาษแผ่นบางในซองสีน้ำตาลที่ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานหรูหรา ส่งเสียงกรอบแกรบราวกับเสียงคำรามของฟ้าแลบในคืนพายุ
*“เด็กชายคณิน... เป็นบุตรแท้ๆ ของคุณคินน์ 99.99% ครับ!”*
ประโยคสั้นๆ จากปากของทนายความส่วนตัวยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคินน์ ราวกับมีใครเอาค้อนเหล็กมาทุบซ้ำลงบนกลางอกจนแหลกสลาย ลมหายใจของประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลสะดุดกึก ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและเย็นชามาตลอดชีวิต บัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ระคนความเจ็บปวดลึกซึ้งที่เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หัวใจของเขากำลังถูกฉีกกระชาก
ลูกชาย... เด็กชายตัวน้อยที่เขามองด้วยความหมาngเมิน ผู้ซึ่งมีรอยยิ้มและดวงตาถอดแบบมาจากเขาไม่มีเพี้ยน เด็กน้อยที่เขาเคยผลักไสและมองว่าเป็นเพียงภาระของอดีตภรรยา แท้จริงแล้วคือสายเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง
คินน์เซถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือหนาสั่นเทาจนแทบจะถือกระดาษแผ่นนั้นไว้ไม่ไหว ภาพความทรงจำวันวานย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ รินรดาเคยพยายามจะพูดความจริงกับเขาหลายครั้ง แต่เขาเป็นคนปิดตายประตูทุกบาน ปฏิเสธการฟัง และเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี เขามันโง่เง่า... โง่เขลาเบาปัญญาที่สุด ที่ผลักไสเพชรแท้ในมือไปเพียงเพราะความทระนงตนอันไร้ค่า
“ริน...” ชื่อนั้นหลุดรอดจากริมฝีปากที่สั่นระริกของเขา พร้อมกับหยาดน้ำตาหยดแรกที่ร่วงเผาะลงบนหลังมือ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นสึนามิซัดถล่ม ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังอย่างคนหมดแรง นรกบนดินที่เขาจินตนาการไว้ มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่กำลังแผดเผาขั้วหัวใจในวินาทีนี้
ในขณะเดียวกัน ที่ล็อบบี้โรงแรมหรูใจกลางเมือง บรรยากาศรอบตัวรินรดากลับเต็มไปด้วยความสงบนิ่งและมั่นคง หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มขับเน้นผิวพรรณผุดผ่องและท่าทีที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็น เธอกำลังก้าวเดินอย่างสง่างาม โดยมีร่างสูงโปรดของกวินเดินเคียงข้างด้วยความระแวดระวัง
“เอกสารพร้อมสำหรับการประชุมพรุ่งนี้แล้วใช่ไหมครับริน” เสียงทุ้มนุ่มของกวินเอ่ยถามอย่างใส่ใจ พร้อมกับเอื้อมมือไปช่วยประคองข้อศอกเธอบางเบาเมื่อต้องก้าวผ่านบันได
รินรดาพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก “เรียบร้อยดีค่ะกวิน ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยจัดการเรื่องเอกสารให้ตั้งแต่เมื่อคืน”
“เพื่อรินแล้ว ผมยินดีเสมอครับ” กวินสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและปกป้องอย่างเปิดเผย ความสัมพันธ์ของเขากับรินรดาไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนสนิท แต่มันคือพื้นที่ปลอดภัยที่ทั้งคู่ต่างมอบให้แก่กันในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต
ทว่า ความสงบสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เมื่อร่างสูงคุ้นตาของใครบางคนก้าวเข้ามาขวางทางเดินเอาไว้
คินน์ยืนขวางหน้าพวกเขาอยู่ ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นแดงก่ำและเต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า เสื้อผ้าที่เคยเนียบเรียบกลับยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการเดินทางอย่างเร่งรีบ สายตาของเขาจดจ้องมองมาที่รินรดาด้วยความโหยหาและเจ็บปวดปะปนกัน จนแทบจะกลายเป็นการเว้าวอน
“ริน...” เสียงของคินน์แหบพร่าจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของประธานหนุ่มผู้ทรงอำนาจ
รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นใคร แต่เสี้ยววินาทีต่อมา สีหน้าของเธอก็กลับมาเรียบเฉย เย็นชา และไร้ซึ่งเยื่อใยราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า เธอดึงมือออกจากข้างลำตัว ปรับท่าทีให้ตั้งรับและแข็งกร้าวขึ้นทันที
“มีธุระอะไรคะคุณคินน์ ถึงได้มาดักรอฉันแบบนี้” น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ ยิ่งบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง
คินน์ก้าวเข้ามาใกล้เธออีกนิด ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำใด กวินก็ก้าวขึ้นมาบังหน้าDisclaimer: รินรดาไว้ครึ่งหนึ่ง มือหนาของกวินวางขวางไว้อย่างสุภาพแต่หนักแน่น แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและไม่เป็นมิตร
“ถอยไป” คินน์ตวาดเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบหันไปจ้องมองกวินด้วยความเกรี้ยวกราด “นี่มันเรื่องของฉันกับภรรยาเก่าของฉัน แกไม่มีสิทธิ์มายุ่ง!”
“ภรรยาเก่า?” กวินแค่นหัวเราะในลำคอ สีหน้าเย้ยหยันฉายชัดบนใบหน้าคมคาย “ถ้าคุณจำได้ว่าเธอคือ ‘ภรรยา’ คุณคงไม่ทำลายเธอจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแบบในอดีตหรอกครับคุณคินน์ และตอนนี้... เธอก็ไม่ใช่ภรรยาของคุณอีกต่อไปแล้ว กรุณาให้เกียรติเธอด้วย”
“กวิน...” รินรดาเอ่ยปรามเสียงแผ่ว พร้อมกับวางมือลงบนแขนเสื้อของกวิน เป็นเชิงบอกให้เขายับยั้งชั่งใจ ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอきนน์ตรงๆ แววตาของเธอว่างเปล่าจนน่ากลัว “คุณคินน์คะ ถ้าคุณมาเพื่อจะพูดเรื่องไร้สาระ หรือจะมาขุดคุ้ยเรื่องในอดีต ฉันขอตัวนะคะ เพราะฉันไม่มีเวลามาเล่นละครตบตาอะไรกับคุณอีกแล้ว”
พูดจบ รินรดาก็เตรียมจะเดินเลี่ยงผ่านเขาไป โดยไม่แม้แต่จะชายตามองความเจ็บปวดที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่ม
แต่คินน์กลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด มือหนาคว้าเข้าที่ข้อแขนเรียวของเธอไว้แน่นทันที แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนถึงกับทำร้าย แต่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและการเหนี่ยวรั้ง
“ริน! ฟังฉันก่อน... ขอร้องล่ะ ฟังฉันพูดแค่ประโยคเดียว” คินน์ละทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี เขายอมก้มหัวให้กับความพินาศที่เขาก่อขึ้นด้วยมือตัวเอง “เรื่องเด็กคนนั้น... เรื่องคณิน...”
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ทว่าใบหน้าของเธอกลับยิ่งเย็นชาลงไปอีก เธอบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างเด็ดขาด แรงเหวี่ยงนั้นทำให้คินน์ต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว
“อย่าแม้แต่จะเอ่ยชื่อลูกของฉันด้วยซ้ำค่ะคุณคินน์!” รินรดาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยประกายแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บกดมานาน “คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพูดถึงเขา เด็กคนนั้นไม่มีพ่ออย่างคุณ และคุณก็ไม่เคยมีค่าพอที่จะเป็นพ่อของเขา!”
คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลสด คินน์หน้าซีดเผือด เขารู้ดีว่าเขาสสมควรได้รับมัน แต่เมื่อได้ยินมันหลุดออกมาจากริมฝีปากของผู้หญิงที่เขาเคยรักและทำร้าย หัวใจของเขากลับเจ็บปวดเจียนตาย
“ริน... ผมรู้ว่าผมเลว ผมรู้ว่าผมทำผิดต่อคุณและลูกมากแค่ไหน แต่ขอโอกาสให้ผมได้ไถ่บาปเถอะนะ ให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อ... ได้โปรด ให้โอกาสผมพิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้ง” คินน์เอ่ยเสียงสั่น หยาดน้ำตาของผู้ชายที่แข็งกระด้างมาตลอดชีวิตเอ่อคลออยู่หน่วยตา
กวินขยับตัวเตรียมจะเข้าไปผลักคินน์ออกห่าง แต่รินรดากลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน เธอมองอดีตสามีด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา
“โอกาสเหรอคะ?” รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและราบเรียบ “วันที่ฉันคุกเข่าขอร้องให้คุณเชื่อใจ วันที่ฉันอุ้มท้องลูกของคุณด้วยความหวาดกลัวและโดดเดี่ยว... คุณอยู่ที่ไหนคะคุณคินน์? คุณเหยียบย่ำความรักของฉัน โยนฉันออกจากชีวิตเหมือนสิ่งของไม่มีค่า และบอกว่าฉันมันน่ารังเกียจ”
หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จนคินน์ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อเผชิญกับแววตาที่ทรงพลังและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของเธอ
“ตอนนี้คุณมาร้องขอโอกาสจากฉันงั้นเหรอคะ? สายไปแล้วค่ะคุณคินน์...” รินรดายิ้มหยัน “กำแพงที่คุณเป็นคนสร้างขึ้นเพื่อกีดกันเราออกจากชีวิตของคุณในวันนั้น... วันนี้มันสูงเกินกว่าที่คุณจะปีนข้ามกลับมาได้แล้วค่ะ และต่อให้คุณพังมันลงมาด้วยเลือดของคุณเอง... ฉันก็ไม่มีวันหันกลับไปมองอีกเด็ดขาด!”
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง คินน์ยืนนิ่งอึ้ง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดซ้ำลงกลางกระหม่อม คำพูดแต่ละคำของเธอบาดลึกและตอกย้ำความพินาศในชีวิตของเขาอย่างสาสม ขณะที่กวินยืนมองด้วยความโล่งใจและพร้อมจะปกป้องเธอก้าวไปข้างหน้าเสมอ
ทว่า... ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของคินน์ก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
คินน์ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดและตั้งใจจะกดตัดสาย แต่เมื่อก้มลงมองหน้าจอและเห็นเบอร์โทรเข้า ดวงตาสีคมกริบของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ
นั่นคือเบอร์โทรจากแม่บ้านที่ดูแลคฤหาสน์ของเขา... และปลายสายกำลังส่งเสียงร้องไห้สะอื้นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“คุณคินน์คะ! แย่แล้วค่ะคุณ... คุณหนูคณิน... อยู่ๆ น้องก็หมดสติไปตอนกำลังเล่นของเล่น เลือดกำเดาไหลไม่ยอมหยุดเลยค่ะ! ตอนนี้รถพยาบาลกำลังมารับตัวไปโรงพยาบาลแล้วค่ะคุณ!”
โลกทั้งใบของคินน์พังทลายลงในพริบตาเดียว ร่างสูงชาวาบไปทั่วทั้งร่าง มือที่ถือโทรศัพท์ร่วงหล่นเกือบหลุดจากมือ ดวงตาแดงก่ำตวัดกลับมามองรินรดาด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
“ริน... ลูก... ลูกของเรา...” คินน์เอ่ยเสียงสั่นพร่า ละล่ำละลักจนแทบไม่มีเสียง “คณิน... คณินหมดสติไป กำลังไปโรงพยาบาล...!”
หัวใจของรินรดาราวกับหยุดเต้น รอยยิ้มเยือกเย็นเมื่อครู่แตกสลายหายไปในพริบตา สีหน้าของเธอซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด...
ขอบคุณสำหรับการติดตามและร่วมเดินทางไปในความเจ็บปวดและหัวใจที่แข็งแกร่งของรินรดานะคะ
--- ละอองดาวเดือนเก้า ---
เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา•ตอนที่ 8
กำแพงที่ไร้ชื่อ
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!