เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา•ตอนที่ 14

เกมธุรกิจที่พลิกผัน

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
เสียงปรบมือในห้องประชุมใหญ่ของอาคาร K-Tower ดังระเบิดขึ้นราวกับคลื่นซัดสาดเข้าใส่ฝั่ง ทว่าสำหรับคินน์แล้ว เสียงเหล่านั้นกลับฟังดูคล้ายเสียงก้องกังวานจากนรกขุมลึกที่กำลังหัวเราะเยาะความโง่เขลาของเขา ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเคร่งเครียดจดจ้องร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มที่ยืนสง่างามอยู่หน้าจอโปรเจกต์เตอร์ รินรดาในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงตัวสั่นเทาคนที่เคยเซ็นใบหยดน้ำตาหยดลงบนกระดาษแผ่นนั้นอีกต่อไปแล้ว เธอยืนอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยอำนาจ แววตาคู่นั้นเยียบเย็นและคมกริบยิ่งกว่าใบมีด "โครงการพัฒนาที่ดินริมแม่น้ำสายใหม่ของ K-Group... ขอขอบพระคุณคณะกรรมการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในข้อเสนอของบริษัทเรานะคะ" น้ำเสียงหวานใสแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างลื่นไหล รินรดากวาดสายตามองไปยังบอร์ดบริหารทั้งหมด ก่อนที่สายตาคู่สวยจะหยุดนิ่งอยู่ที่คินน์—อดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำคุณค่าของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี เขากำลังนั่งกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนบนหลังมือ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือด สัญชาตญาณนักธุรกิจของเขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่าเขากำลังถูกตลบหลังอย่างเจ็บแสบที่สุด สัญญามูลค่าหลายพันล้านที่ K-Group หมายมั่นปั้นมือและทุ่มทรัพยากรไปกว่าครึ่งค่อนปี กลับถูกบริษัทน้องใหม่อย่าง L-Enterprise ที่มีรินรดาคุมบังเหียน ปิดดีลตัดหน้าไปอย่างเลือดเย็นด้วยข้อเสนอที่เหนือกว่าในวินาทีสุดท้าย และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น... ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ที่เพิ่งเทคโอเวอร์หุ้นสามัญของ K-Group จนทำให้คินน์สูญเสียอำนาจเด็ดขาดในบอร์ดบริหาร ก็คือบริษัทแม่ของ L-Enterprise นั่นเอง "คุณรินรดา!" คินน์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงอารมณ์ที่อัดอั้นทำให้เสียงของเขาต่ำพร่าจนเกือบเป็นคำราม "คุณทำแบบนี้หมายความว่ายังไง... เอาบริษัทผมไปเป็นเดิมพันในเกมแก้แค้นบ้าๆ ของคุณเนี่ยนะ!" บรรยากาศในห้องประชุมพลันเงียบกริบลงทันที กรรมการคนอื่นๆ ต่างพากันหลบสายตาและถอยห่างจากรัศมีคุกรุ่นของประธานหนุ่มผู้กำลังสติแตก รินรดาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนกอดอกด้วยท่าทางผ่อนคลาย มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน "เกมแก้แค้นเหรอคะคุณคินน์?" รินรดาทวนคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ดิฉันแค่ทำธุรกิจค่ะ... ในโลกธุรกิจ ไม่มีคำว่าความแค้น มีแต่คำว่าผลประโยชน์ และบังเอิญว่าคุณประเมินความสามารถของอดีตภรรยาคนนี้ต่ำไปหน่อย จนทำให้ของมีค่าในมือคุณค่อยๆ หลุดลอยไปทีละอย่างต่างหากล่ะคะ" "ริน!" คินน์ก้าวเท้าฉับๆ เข้าหาเธอด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนาเอื้อมหมายจะคว้าต้นแขนเรียวเพื่อระบายความคับแค้น แต่ทว่า... หมับ! มืออีกข้างหนึ่งของชายหนุ่มอีกคนกลับคว้าข้อมือของคินน์เอาไว้ได้อย่างทันท่วงที กวินยืนแทรกตัวเข้ามาขวางระหว่างรินรดากับอดีตสามี แววตาสีเข้มของกวินฉายแววคุกคามอย่างเปิดเผย ขณะที่รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าคมคาย "ระวังมารยาทด้วยครับคุณคินน์ ที่นี่คือห้องประชุมของ L-Enterprise ไม่ใช่สนามหลังบ้านที่คุณจะมาใช้อารมณ์กร่างใส่ใครก็ได้" กวินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังพอที่จะทำให้คินน์ต้องชะงักและตวัดสายตากลับมามองด้วยความเกลียดชัง "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก! กวิน... แกมันก็แค่ไอ้เศษสวะที่คอยเกาะผู้หญิงกิน!" คินน์เค้นเสียงด่าทอด้วยความเดือดดาล ความหึงหวงและความอับอายผสมปนเปกันจนขาดสติ "พอเถอะค่ะคุณคินน์..." รินรดาปรายตามองเขาด้วยความเวทนา ซึ่งเป็นสายตาที่คินน์เกลียดชังยิ่งกว่าการถูกตบหน้าเสียอีก "การโวยวายเหมือนเด็กไม่ได้ดั่งใจ ไม่ช่วยให้หุ้นที่ตกไปอยู่ในมือดิฉันมันกลับคืนมาหรอกนะคะ ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เชิญคุณออกจากห้องของดิฉันได้เลยค่ะ ดิฉันมีแขกสำคัญต้องคุยด้วยต่อ" เธอผายมือไปยังประตูเป็นเชิงไล่อย่างไม่ไว้หน้า ท่าทีที่เด็ดขาดและเย็นชาจนไร้เยื่อใยนี้กรีดแทะหัวใจของคินน์จนเลือดโชก เขาอยากจะเข้าไปเขย่าตัวเธอให้ตาสว่าง อยากจะเอ่ยคำขอโทษ อยากจะคุกเข่าอ้อนวอนเหมือนที่เขาเคยทำในคืนฝนตกวันนั้น... แต่ทิฐิและศักดิ์ศรีค้ำคอจนเขาทำได้เพียงกัดฟันกรอด สบถออกมาเบาๆ อย่างเจ็บใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้องประชุมท่ามกลางสายตานับสิบที่มองตามด้วยความสมเพช เมื่อร่างสูงใหญ่ลับตาไปแล้ว รินรดาก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบ "ไหวไหมริน?" กวินหันมาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและแฝงความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด มือหนายื่นเข้ามาแตะที่ไหล่บางเบาเพื่อส่งผ่านพลังงาน รินรดาพยักหน้ารับช้าๆ พร้อมส่งยิ้มจางๆ ให้เพื่อนสนิท "ไหวค่ะกวิน... ขอบคุณนะคะที่เข้ามาช่วยไว้ทัน ไม่อย่างนั้นฉันคงเผลอซัดหน้าเขาไปจริงๆ แน่" "ผมบอกแล้วไงว่าผมจะคอยอยู่ข้างคุณเสมอ ไม่ว่าคุณจะเดินเกมไปถึงไหนก็ตาม" กวินมองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อนสนิท รินรดารับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้นมาโดยตลอด แต่หัวใจของเธอกลับด้านชาเกินกว่าจะเปิดรับใครเข้ามาอีกครั้งในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนเธอในเวลานี้คือการทวงคืนความยุติธรรม และการทำให้คนที่เคยเหยียบย่ำเธอต้องลิ้มรสความพินาศอย่างสาสม ตกดึก... ณ คฤหาสน์ตระกูลคินน์ที่เคยอบอุ่น บัดนี้กลับมืดมนและเย็นเยียบราวดั่งป่าช้า คินน์นั่งซมอยู่บนโซฟาหนังราคาแพงในห้องทำงาน แสงไฟจากภายนอกส่องลอดผ้าม่านเข้ามาเพียงรางๆ บนโต๊ะทำงานตรงหน้าเต็มไปด้วยเอกสารล้มละลาย ใบแจ้งหนี้ และจดหมายเตือนจากผู้ถือหุ้น ขวดวิสกี้ราคาแพงถูกดื่มจนเกือบหมดขวด ร่างกายที่เคยสง่างามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ เขาเสียทุกอย่าง... ทั้งบริษัทที่บรรพบุรุษสร้างมา ทั้งเกียรติยศ และที่สำคัญที่สุด... เขาเสียเธอไปตลอดกาล ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ขัด3จังหวะ คินน์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เขาคิดว่าเป็นแม่บ้านที่อาจจะมาเก็บกวาดห้อง "ออกไป! ฉันบอกว่าอย่ามารบกวน!" เขาตะคอกเสียงแหบพร่า "ถ้าคุณยังทำตัวเป็นเด็กอมมือแบบนี้... อีกไม่นานคุณคงต้องไปนอนข้างถนนจริงๆ สินะคะคุณอดีตสามี" ร่างระหงในชุดเดรสยาวสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง แสงไฟสลัวขับเน้นให้ใบหน้าสวยเฉี่ยวของรินรดาดูลึกลับและทรงเสน่ห์น่าหลงใหล คินน์สะดุ้งสุดตัว เขารีบเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา "ริน..." เขาครางชื่อเธอออกมาเบาหวิว ราวกับเกรงว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพหลอนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ "เธอ... เธอมาทำอะไรที่นี่ ดึกดื่นแบบนี้?" รินรดากวาดสายตามองสภาพอันน่าสังเวชของสามีเก่า มุมปากหยدยิ้มเยาะเย้ย "แปลกใจเหรอคะที่เห็นฉันมา? ดิฉันแค่แวะมาดูความพินาศของคุณด้วยตาตัวเอง... เผื่อว่าคุณอาจจะอยากได้ยินข่าวดีบางอย่างก่อนที่พรุ่งนี้ศาลจะสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของคุณ" คินน์ลุกขึ้นยืนเซซัด เขาก้าวเข้าไปหารินรดาด้วยความเร็ว มือหนาเอื้อมหมายจะคว้าตัวเธอเข้ามากอด แต่รินรดากลับถอยหลังหลบได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายตาที่ส่งประกายความเกลียดชังออกมาอย่างไม่ปิดบัง "อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เธอเอ่ยเสียงแข็งกร้าว "ริน... ผมขอร้อง..." คินน์ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอ น้ำตาของผู้ชายที่หยิ่งผยองที่สุดไหลรินอาบสองแก้มอย่างไร้ศักดิ์ศรี เขาซบหน้าลงกับเรียวขาภายใต้ชุดเดรสของเธอ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยแรงสะอื้น "ผมรู้แล้ว... ผมรู้ซึ้งแล้วว่าการไม่มีเธออยู่มันทรมานแค่ไหน ยกโทษให้ผมเถอะนะริน... กลับมาหาผมเถอะ ผมยอมทุกอย่างแล้ว..." รินรดาก้มมองดูอดีตสามีที่กำลังหมอบราบคาบศอกอยู่แทบเท้า เธอยกมือขึ้นจับคางของเขาให้เงยขึ้นมาสบตากัน แววตาของเธอนิ่งสนิทไร้ซึ่งความปรานีใดๆ "กลับมาเหรอคะ?" เธอหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นชาจนบาดลึก "ในวันที่คุณทำลายหัวใจของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี คุณเคยคิดถึงคำนี้ไหมคะคุณคินน์?" เธอสะบัดหน้าหนีอย่างไม่ใยดี แล้วก้าวถอยหลังออกห่างจากเขา ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะหันหลังเดินออกจากห้องนั้นเอง เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงเคาะประตูรัวเร็วด้านนอก รินรดาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หันกลับไปมองประตูห้องทำงาน ขณะที่คินน์เองก็มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน แม่บ้านวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องด้วยความตกใจ "คุณคินน์คะ! มี... มีแขกไม่ได้รับเชิญมาค่ะ เขาบอกว่าเป็นทนายความส่วนตัวของคุณพ่อคุณ... แล้วก็..." แม่บ้านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เลือดในกายของคินน์และรินรดาเย็นเฉียบ "แล้วก็... เขาพาเด็กผู้ชายคนหนึ่งมาด้วยค่ะ เด็กคนนั้นบอกว่า... เป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูล... และมีใบตรวจ DNA ที่ยืนยันชัดเจนว่า... เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของคุณคินน์ค่ะ!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครนะคะ ละอองดาวเดือนเก้า
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%