"ร้อยล้านสำหรับโปรเจกต์นี้... ฉันเกรงว่าคุณคินน์คงต้องกลับไปทบทวนข้อเสนอใหม่นะคะ เพราะข้อจำกัดด้านเวลาและผลประโยชน์ที่ทางเราควรได้รับ มันไม่ได้สะท้อนถึงความจริงใจของทางฝั่งคุณเลยสักนิด"
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมและทรงพลังดังขึ้นท่ามกลางห้องประชุมสีเทาโมเดิร์น บรรยากาศรอบโต๊ะประชุมตัวยาวเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ รินรดาในชุดสูทเข้ารูปสีเบจขับผิวให้ดูโดดเด่น ใบหน้างملากระจ่างแต้มรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา แววตาคู่สวยที่เคยไหวระริกและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อครั้งอดีต บัดนี้กลับนิ่งสนิท ด chตลึง และเต็มไปด้วยความมั่นใจของผู้หญิงที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกประตู
คินน์ชะงักค้าง ปากกาในมือเกือบจะหลุดร่วงลงบนพื้น ดวงตาคมกริบของประธานหนุ่มแห่งอาณาจักรธุรกิจพันล้านเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงจนปิดไม่มิด ภาพของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เคยนั่งกอดแฟ้มเอกสารเงียบๆ อยู่มุมห้อง คอยตระเตรียมกาแฟ และยอมก้มหัวให้เขาในฐานะ "ภรรยาผู้จองจำ" ได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียง "ตัวแทนเจรจาธุรกิจ" มืออาชีพที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างสง่างาม ไม่หวั่นเกรง และพร้อมจะบดขยี้ข้อเสนอของเขาให้แหลกคราบหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
หัวใจของคินน์กระตุกวูบ ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความปั่นป่วนที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ผู้หญิงคนนี้... คนที่เขาเคยคิดว่าเป็นของตาย คนที่เขาเคยผลักไสและเหยียดย่ำศักดิ์ศรีอย่างไม่ใยดี ในยามนี้เธอกลับยืนอยู่เหนือเขา ยืนอยู่บนจุดที่เขากำลังจะต้องเป็นฝ่ายร้องขอ
"ริน..." คินน์เผลอหลุดปากเรียกชื่อนั้นออกมา เสียงของเขาแหบพร่าโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงและความมั่นใจที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ รอยยิ้มเยعหยันที่เธอมีให้เขาเมื่อครู่ มันบาดลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อหัวใจของเขาอย่างเจ็บแสบ "คุณเปลี่ยนไปมาก... รินรดา"
"คนเราต้องเติบโตขึ้นค่ะคุณคินน์ โดยเฉพาะเมื่อเราได้เรียนรู้ว่า สิ่งไหนที่ไร้ค่า... เราควรปล่อยให้มันอยู่ในที่ที่ควรอยู่ และสิ่งไหนที่มีราคา... เราก็ต้องปกป้องมันด้วยกำแพงที่แข็งแกร่งพอ" รินรดาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอไม่มีความสะท้านไหวแม้แต่น้อย เธอยกเอกสารขึ้นมาพลิกดูด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับว่าผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอตอนนี้ เป็นเพียงลูกค้ารายย่อยที่ไม่มีความสำคัญใดๆ
กวิน ซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างเธอในฐานะที่ปรึกษาอาวุโสและพาร์ทเนอร์คนสนิท ส่งยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น มือหนาวางทับลงบนแฟ้มเอกสารใกล้กับมือเรียวของรินรดา เป็นการแสดงออกถึงความใกล้ชิดและการซัพพอร์ตที่ไร้รอยต่อ ซึ่งภาพนั้นทิ่มแทงดวงตาของคินน์เข้าอย่างจัง เส้นเลือดที่ขมับของนักธุรกิจหนุ่มปูดโปนด้วยความหึงหวงและกรุ่นโกรธที่พุ่งพล่านขึ้นมาจนแทบระเบิด แต่เขาทำอะไรไม่ได้... ในสถานที่แห่งนี้ ในเวลานี้ เขามีสถานะเป็นเพียงผู้มาติดต่อที่กำลังจะเสียเปรียบ
"เราให้เวลาคุณคินน์กลับไปคิดทบทวนข้อเสนอใหม่นะคะ ทางเรายินดีให้เวลาถึงพรุ่งนี้เช้าก่อนการประชุมบอร์ดบริหารจะเริ่มขึ้น หวังว่าคุณจะนำตัวเลขที่สมเหตุสมผลมาเสนอนะคะ... ขอตัวค่ะ"
รินรดาปิดแฟ้มเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างสง่างามโดยไม่แม้แต่จะชายตามองอดีตสามีที่นั่งหน้าซีดเผือด เธอกวาดเอกสารใส่กระเป๋าด้วยความคล่องแคล่ว ก่อนจะเดินผ่านเขาไปอย่างไร้เยื่อใย กลิ่นกายหอมกรุ่นของดอกไม้ป่าที่คุ้นเคยลอยผ่านปลายจมูกของคินน์ไปชั่วขณะ สร้างความโหยหาที่แทบจะขาดใจจนเขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ
คินน์ลุกพรวดขึ้นตามสัญชาตญาณ ขายาวก้าวตามร่างบางออกไปอย่างลืมตัว เขาก้าวฉับๆ จนกระทั่งตามมาทันรินรดาที่มุมทางเดินปลอดคนก่อนถึงลิฟต์ส่วนตัว มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อแขนเรียวไว้โดยสัญชาตญาณ แรงบิดไม่มากนักแต่เปี่ยมด้วยความร้อนรน
"เดี๋ยวก่อนริน! เราต้องคุยกันเรื่องส่วนตัวด้วย... เรื่องของเรา มันยังเคลียร์ไม่จบ!" คินน์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำด้วยความอัดอั้น
รินรดาหยุดเดิน เธอนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองที่ข้อมือตัวเองที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยมือของเขา จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นสบตาคินน์ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำเอาเขาสันหลังวาบ
"เรื่องของเรา? ขอโทษนะคะคุณคินน์..." รินรดาเอ่ยเสียงหวานทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดอาบยาพิษ เธอใช้มืออีกข้างแกะมือหนาออกทีละนิ้วอย่างใจเย็น ไร้ซึ่งความเกรงกลัว "คุณกับฉัน เราไม่มีเรื่องส่วนตัวอะไรต้องคุยกันอีกแล้วค่ะ นอกจากเรื่องงาน... และถ้าคุณยังแยกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องธุรกิจไม่ได้ พรุ่งนี้ฉันคงต้องแนะนำให้บอร์ดเปลี่ยนคนเจรจา... เพราะฉันไม่ชอบทำงานร่วมกับคนไร้ความเป็นมืออาชีพค่ะ"
พูดจบเธอก็สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างเด็ดขาด ก้าวเข้าไปในลิฟต์ที่เปิดรออยู่โดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย ประตูลิฟต์สีเงินสะท้อนภาพใบหน้าซีดเซียวและความเจ็บปวดร้าวลึกในอกของคินน์ ที่เพิ่งตระหนักได้ว่า... ผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบย่าม ได้ก้าวเดินไปไกลเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึงเสียแล้ว
ขณะที่คินน์กำลังยืนเคว้งคว้างอยู่หน้าลิฟต์ด้วยความรู้สึกราวกับตกนรกทั้งเป็น โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของเขาก็สั่นครืดขึ้นมาอย่างรุนแรง
คินน์หยิบมันขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าจาก "เลขานุการส่วนตัว" ที่บ้านพัก
"มีอะไร!" เขาตวาดกรอกเสียงลงไปอย่างไร้ความอดทน
[คุณคินน์คะ... แย่แล้วค่ะ! คือ... มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งค่ะ หน้าตาละม้ายคล้ายคุณมากๆ มายืนรออยู่หน้าคฤหาสน์ บอกว่ามาตามหาคุณแม่... และ... และเด็กคนนั้นเรียกชื่อคุณรินรดาว่าเป็นคุณแม่ค่ะ!]
สมองของคินน์ขาวโพลนทันที โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน ขาที่ยืนหยัดอยู่แทบทรุดฮวบลงกับพื้น เมื่อสายตาพลันนึกถึงรอยยิ้มลึกลับและความลับที่รินรดาปกปิดเอาไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา!
ละอองดาวเดือนเก้า
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมลุ้นและเจ็บปวดไปกับบทนี้ด้วยกันนะคะ
เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา•ตอนที่ 5
ความต่างที่ไม่อาจมองข้าม
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำสีเทาของอดีตภรรยา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!