ปัง! ปัง! เสียงทุบไม้สนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินแยกสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงแคบๆ ของบ้านพักหลังเก่า ประตูไม้เนื้ออ่อนใกล้จะพังมิพังแหล่แรงกระแทกจากด้านนอกทำให้ฝุ่นละอองร่วงกราวลงมาประหนึ่งหิมะโปรยปราย
"หลินเฟย! นังตัวดี เปิดประตูเดี๋ยวนี้! แกกล้าดียังไงถึงไปประกาศกร้าวที่ลานหมู่บ้านว่าจะฟ้องขับไล่พวกเราออกจากที่ดินแปลงนั้น! หลานอกตัญญู ชักปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ!"
เสียงแหลมสูงจนแก้วหูแทบแตกของป้าสะใภ้จอมเขมือบดังแผดทะลุบานประตูเข้ามา ตามด้วยเสียงทุบกำปั้นโครมครามและเสียงสมรู้ร่วมคิดของญาติสนิทมิตรสหายฝั่งตระกูลเฉินที่แห่กันมาปิดล้อมบ้านในยามวิกาล บรรยากาศกดดันจนอากาศภายในห้องแทบจะกลายเป็นพิษ
หลินเฟยยืนสงบนิ่งอยู่กลางห้อง แววตาคมกริบที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงสองชาติภพมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ในอชาตินางเคยอ่อนแอ โง่เขลา และยอมจำนนต่อความโลภของคนพวกนี้จนต้องสูญเสียทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิต แต่นั่นมันคือเรื่องของอดีตชาติ! ชาตินี้... นางคือเซียนหุ้นผู้ถือครองความลับแห่งอนาคต ใครที่เคยตักตวงหรือเหยียบย่ำหยาดเหงื่อของนาง จะต้องชดใช้คืนเป็นร้อยเท่าพันทิวี
"ให้ผมออกไปจัดการไหมครับ"
เสียงทุบประตูด้านนอกพลันเบาลงเมื่อเฉินหาน สามีหนุ่มนายทหารผู้มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำก้าวเท้าเข้ามาประชิดร่างบาง มือหนากรดกุมไหล่นางไว้เบาๆ แววตาของเขานิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบึงลึก แต่ซ่อนประกายอำมหิตสไตล์ทหารสนามรบเอาไว้เต็มเปี่ยม
หลินเฟยส่ายหัวช้าๆ นางยกมือขึ้นสัมผัสหลังมือสากระคายของสามี แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์พ่วงด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม "ไม่ต้องหอะครับพี่หาน คนพวกนี้มาเพื่อขายหน้าให้ชาวบ้านดูต่างหาก ปล่อยให้ผมเป็นคนต้อนรับพวกเขาสักหน่อยเถอะครับ รับรองว่าเกมนี้สนุกกว่าการเก็งกำไรหุ้นบลูชิพเสียอีก"
นางหันไปหยิบตะเกียงน้ำมันก๊าดมาถือไว้ ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดสลักกลอนประตูออกอย่างใจเย็น
แอ๊ด... เสียงบานประตูเก่าคร่ำคร่าเปิดออกเผยให้เห็นภาพเบื้องหน้า
แสงไฟสีส้มสลัวสาดส่องกระทบใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวของเฉินเหมยและเหล่าญาติผู้พี่ผู้ย่าที่ยืนออกันแน่นขนัด เฉินเหมยในชุดเสื้อผ้าเนื้อดีที่ได้มาจากการสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวหลินเฟยอ้าปากเตรียมจะด่าทอต่อทันที ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาดำขลับที่ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นของหลินเฟย คำพูดทั้งหมดกลับจุกติดอยู่แค่ลำคอ
"อุ๊ย ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ลมอะไรหอบบรรดาญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรักยิ่งมาเยือนเรือนหลังน้อยของพวกเราเสียล้นหลามเชียวครับ" หลินเฟยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น้ำคำกลับเชือดเฉือนจนคนฟังหน้าชา "หรือว่ากลิ่นความโลภที่พวกท่านแอบยักยอกโฉนดที่ดินของตระกูลเราไป มันส่งกลิ่นเน่าเฟะจนนอนไม่หลับ ถึงต้องรีบมาเคาะประตูบ้านคนอื่นกลางดึกแบบนี้"
"นัง... นังหลินเฟย!" เฉินเหมยหน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าหลานสาวด้วยความแค้นเคือง "แกอย่ามาปากดีนะ! ที่ดินแปลงนั้นปู่ของแกยกให้ตระกูลเราโดยชอบธรรม ตั้งแต่พ่อแม่แกตายไป ใครกันล่ะที่ช่วยเลี้ยงดูแกมาจนโต ปีกกล้าขาแข็งแล้วคิดจะเนรคุณอกตัญญูหรือไง!"
เสียงฮือฮาจากชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่แอบมามุงดูเหตุการณ์เริ่มดังขึ้น บ้างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเฉินเหมย บ้างก็มองด้วยสายตาสงสารแกมสมเพช
หลินเฟยแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ นางก้าวเท้าเดินออกมาที่ชานบ้าน ท่าทีองอาจผึ่งผายโดยมีเฉินหานก้าวตามประกบไม่ห่างราวกับเงาตามตัว แรงกดดันจากนายทหารหนุ่มผู้ผ่านสมรภูมิรบทำเอาบรรดาญาติที่กำลังเกรี้ยวกราดถึงกับถอยกรูดไปสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
"เลี้ยงดูผมหรือครับ?" หลินเฟยหัวเราะเสียงใส ทว่าเยือกเย็นจนน่าขนลุก "ถ้าจำไม่ผิด ตอนที่พ่อแม่ผมเสียชีวิตใหม่ๆ พวกท่านเข้ามาขนข้าวของในบ้านจนเกลี้ยง แม้แต่เมล็ดข้าวสารสักถังก็ยังไม่เหลือทิ้งไว้ให้เด็กกำพร้าอย่างผมกับน้องสาว แล้วโฉนดที่ดินแปลงติดถนนใหญ่ ที่พวกท่านอ้างว่าปู่ยกให้นั้น... มีลายมือชื่อของปู่จริงๆ หรือว่าเป็นรอยประทับนิ้วมือตอนที่ปู่ป่วยนอนพะงาบๆ ใกล้ตายกันแน่ครับ?"
คำพูดนี้เปรียบเสมือนหมัดฮุกตรงเข้าปลายคางของเฉินเหมยและบรรดาญาติผู้ใหญ่ หน้าของแต่ละคนซีดเผือดลงทันตาเห็น ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมถูกกระชากออกมากลางลานบ้านต่อหน้าธารกำนัล เสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านเริ่มดังเซ็งแซ่
"จริงด้วยสิ ตอนนั้นตาแก่หลินล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียง ใครๆ ก็รู้ว่าพวกบ้านใหญ่เข้าไปกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ"
"ตายจริง ถึงกับใช้เล่ห์เหลี่ยมฮุบที่ดินของหลานกำพร้าเลยรึ ละอายใจบ้างไหมเนี่ย"
เฉินเหมยเหงื่อกาฬแตกพลั่ก นางรีบเปลี่ยนแผนใช้วิธีโวยวายตีโพยตีพายลงไปนอนดิ้นกับพื้นดินหน้าบ้าน "โอ๊ย! ฟ้าดินช่วยดูทีเถอะ! หลานสาวเนรคุณใส่ร้ายป้ายสีญาติผู้ใหญ่! ฉันจะฟ้องผู้ใหญ่บ้าน! ฉันจะไม่ยอมให้คนอกตัญญูแบบนี้ลอยนวลเด็ดขาด!"
หลินเฟยย่อตัวลงเล็กน้อย มองดูการแสดงละครฉากใหญ่ของลูกพี่ลูกน้องด้วยรอยยิ้มเยาะ นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อ ชูกลางอากาศให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน
"ฟ้องผู้ใหญ่บ้านหรือครับ? ไม่ต้องลำบากหรอครับ เพราะผมเตรียมเอกสารฉบับนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน ฟังชัดทุกถ้อยคำ "นี่คือสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจำนองที่ดินปลอมแปลงเมื่อสามปีก่อน ซึ่งผมได้ให้เจ้าหน้าที่รัฐจากอำเภอตรวจสอบลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว และในเอกสารฉบับนี้... ยังมีหลักฐานการยักยอกทรัพย์สินในกองมรดกของพ่อผมอีกมูลค่ากว่าสามพันหยวน!"
สามพันหยวน! ตัวเลขนี้ทำให้ชาวบ้านถึงกับอ้าปากค้าง ในยุค 70-80 เงินสามพันหยวนคือสินทรัพย์มหาศาลที่ครอบครัวชาวนาธรรมดาสามารถกินอยู่ได้เป็นสิบปี! บรรดาญาติที่ยืนล้อมอยู่ต่างหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ต่างคนต่างถอยกรูดเพราะไม่อยากเกี่ยวพันกับคดีอาญาเรื่องปลอมแปลงเอกสารและยักยอกทรัพย์
เฉินเหมยถึงกับหยุดดิ้นทันที นางลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ร่างกายสั่นเทาด้วยความตกใจกลัว "แก... แกไปเอาเอกสารพรรค์นี้มาจากไหน! นังบ้า แกหลอกฉัน!"
"ผมจะหลอกท่านได้อย่างไร ในเมื่อความจริงก็คือความจริง" หลินเฟยย่างสามขุมเข้าไปใกล้เฉินเหมย สายตาดุดั่งพญาเหยี่ยวจ้องทะลุเข้าไปในจิตใจอันดำมืดของอีกฝ่าย "พรุ่งนี้เช้า ทางการจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านหลังนี้ หากท่านยังดึงดันจะเอาที่ดินแปลงนี้ไป... ผมเกรงว่าท่านจะต้องย้ายสำมะโนครัวไปนอนกินข้าวแดงในเรือนจำอำเภอแทนเสียแล้วล่ะครับ"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชานบ้านชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงเถียงสักแวะเดียว บรรดาญาติที่เคยฮึกเหิมเมื่อครู่ต่างทยอยก้าวถอยหลังทีละก้าวสองก้าว ก่อนจะพากันวิ่งหนีหายไปในความมืดราวกับฝูงหนีตาย เฉินเหมยที่ไร้ซึ่งผู้สนับสนุนได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ด้วยความแค้นเคือง นางกระทืบเท้าเร่าๆ ก่อนจะวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงตามหลังคนอื่นไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้าน
หลินเฟยยืนมองแผ่นหลังของศัตรูที่วิ่งหนีหายไปลับตา มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ ศึกแรกในการทวงคืนสมบัติถือว่าชนะขาดลอยอย่างงดงาม
"เก่งมากครับภรรยาของผม" เฉินหานเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แววตาฉายแววภาคภูมิใจและคลั่งรักภรรยาจนปิดไม่มิด มือหนายื่นมาโอบเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างทะนุถนอม "เล่นงานเสียจนพวกมันไม่กล้าเงยหน้าอ้าปากเลยทีเดียว"
หลินเฟยหันไปยิ้มหวานให้สามี ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นไก่ป่าอวบอ้วนและเครื่องเทศชั้นดีที่แอบซ่อนไว้ในมิติลับของนาง ความเหน็ดเหนื่อยจากการฟาดฟันกับญาติจอมโลภทำให้ท้องของนางเริ่มส่งเสียงร้องประท้วง
"เรื่องพวกนั้นเอาไว้ก่อนเถอะครับพี่หาน ดึกดื่นแบบนี้ท้องเริ่มร้องแล้วล่ะสิ" หลินเฟยกระซิบเสียงหวาน ดวงตาส่อประกายซุกซน "วันนี้ผมจะเข้ามิติลับไปหยิบวัตถุดิบพิเศษมาทำเมนูเด็ด... 'ไก่ต้มโสมป่าตุ๋นยาจีน' หอมกรุ่นกลิ่นสมุนไพรโชยไปทั่วบ้าน รับรองว่าคืนนี้เรามาฉลองชัยชนะกันให้หนำใจดีกว่าครับ"
ว่าแล้วหลินเฟยก็จูงมือสามีหนุ่มเดินเข้าบ้าน ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ทว่าในขณะที่หลินเฟยกำลังจะหยิบหม้อดินเผาออกมาจากมิติลับเพื่อเตรียมปรุงอาหาร ฉับพลันนั้นเอง... เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นอีกครั้งที่หน้าบ้าน - ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! - แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงทุบด้วยความโกรธเกรี้ยวของญาติผู้พี่ หากแต่เป็นเสียงเคาะสามครั้งเป็นจังหวะลับ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าลึกลับจากบุคคลที่ไม่คาดฝันที่เอ่ยชื่อของหลินเฟยขึ้นมา...
(โปรดติดตามตอนต่อไปครับ)
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ!
ย้อนเวลาไปรวยด้วยหุ้น อดีตที่เคยเน่าเฟะข้าจะขอขยี้เอง•ตอนที่ 3
สั่งสอนญาติจอมโลภ
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาไปรวยด้วยหุ้น อดีตที่เคยเน่าเฟะข้าจะขอขยี้เอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!