เสียงแก้วคริสตัลกระทบกับเคาน์เตอร์หินอ่อนดังแว่วท่ามกลางความเงียบงันของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยอบอวลไปด้วยไออุ่น แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงสุสานแห่งความทรงจำ กรณ์จ้องมองน้ำสีอำพันในแก้วราวกับมันจะช่วยสะท้อนภาพอดีตที่เขาเพิ่งตระหนักว่าตนเองทำหล่นหายไปอย่างไม่มีวันหวนคืน
"ดื่มเพื่อความสำเร็จงั้นหรือ? หึ... ความสำเร็จที่ไร้คนร่วมโต๊ะ มันก็ไม่ต่างอะไรกับยาพิษดีๆ นี่เอง"
กรณ์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นไหวเล็กน้อย เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่ง พิมพ์พรรณเคยนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้น เก้าอี้ที่ว่างเปล่าในตอนนี้ ในมือของเธออาจจะมีเพียงแก้วน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ที่เขาไม่เคยสนใจจะซื้อมาติดตู้เย็นไว้ เพราะในสายตาของเขาในเวลานั้น พิมพ์พรรณไม่ใช่ภรรยา แต่เป็นเพียง 'เครื่องประดับ' ที่มีหน้าที่รอคอยเขาอยู่ที่บ้านอย่างอดทน
เขาวางแก้วลงแรงกว่าปกติจนเกิดเสียงดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ สายตาเหลือบไปเห็นแจกันดอกไม้แห้งเหี่ยวที่เขาลืมทิ้งไว้บนโต๊ะอาหารตั้งแต่วันที่เธอเดินออกจากบ้านไป พิมพ์พรรณเป็นคนชอบดอกไม้... เขาเพิ่งจะจำได้เอาวันนี้เอง ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเคยมองข้าม ในวันที่เขามีเธออยู่ข้างกาย เขาเคยคิดว่าการหาเงินมาถมทับความต้องการของเธอคือการดูแลที่ดีที่สุด แต่ในวันที่ความเงียบงันกัดกินหัวใจ เขาถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ คือ 'เวลา' และ 'การรับฟัง' ที่เขาไม่เคยให้
กรณ์ลุกขึ้นเดินโซเซไปยังมุมห้อง ความว่างเปล่าของบ้านหลังนี้เหมือนกำลังบีบคั้นประสาทสัมผัสทุกส่วน เขาหยิบกรอบรูปที่คว่ำหน้าอยู่บนชั้นวางหนังสือขึ้นมา ในรูปนั้นคือพิมที่กำลังยิ้ม—รอยยิ้มที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยความหวัง รอยยิ้มที่เขามักจะมองข้ามไปเพราะมัวแต่กังวลกับกราฟหุ้นหรือยอดขายในบริษัท
"พิม... ผมขอโทษ" เขาพูดกับรูปถ่าย ความรู้สึกผิดในใจเริ่มขยายตัวดั่งมวลน้ำที่พังเขื่อน มันเจ็บปวดจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ในวินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็แผดเสียงขึ้น กรณ์สะดุ้งสุดตัว เขารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าอาจจะเป็นสายจากเธอ แต่หน้าจอที่สว่างวาบกลับแสดงชื่อ 'รวินท์' ทนายความส่วนตัวของเขาเอง
"ว่าไงรวินท์? ดึกป่านนี้มีเรื่องด่วนอะไร?" กรณ์ถาม น้ำเสียงของเขากลับมาแข็งกร้าวตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว
"ผมมีเอกสารชุดหนึ่งที่คุณต้องดูครับ คุณกรณ์ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำร้องขอแบ่งทรัพย์สินในส่วนที่คุณพิมเพิ่งส่งมาให้ทางสำนักงานผมวันนี้" เสียงของรวินท์ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความกดดัน
"เรื่องแบ่งทรัพย์สิน? ฉันบอกแล้วไงว่าฉันให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ ขอแค่ให้เธอกลับมา..."
"ไม่ใช่แค่เรื่องเงินครับคุณกรณ์" รวินท์แทรกขึ้นมาจังหวะหนึ่งก่อนจะเงียบไปครู่ใหญ่ "มันมีเอกสารแนบท้ายที่เป็น 'บันทึกความทรงจำ' ซึ่งคุณพิมให้ผมยื่นต่อหน้าศาลหากคุณไม่ยอมเซ็นเอกสารหย่าโดยดี ในนั้นมันมี... รายละเอียดเกี่ยวกับ 'สิ่งที่คุณทำลาย' ไปเมื่อสามปีก่อน เรื่องที่คุณไม่เคยรู้ และผมคิดว่ามันจะทำให้คุณต้องเปลี่ยนใจจากการพยายามรั้งเธอไว้"
กรณ์ขมวดคิ้วแน่น ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลัง "เธอจะเล่นเกมอะไรกันแน่?"
"ไม่ใช่เกมครับ แต่มันคือความเป็นจริงที่คุณเลือกจะปิดหูปิดตามาตลอด" รวินท์เว้นจังหวะอีกครั้ง "พรุ่งนี้ผมจะเอาเอกสารไปให้ที่ออฟฟิศ แต่ถ้าคุณอยากเห็น 'จุดเริ่มของความพังทลาย' ของชีวิตคู่คุณให้ชัดกว่านี้... ลองเปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดของโต๊ะทำงานในบ้านดูสิครับ พิมทิ้งบางอย่างไว้ที่นั่นก่อนจะไป"
สายถูกตัดไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม กรณ์วางโทรศัพท์ลง มือของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเดินตรงไปยังห้องทำงานที่เขาแทบไม่ได้ย่างกรายเข้าไปนับตั้งแต่ภรรยาจากไป ลิ้นชักชั้นล่างสุดที่รวินท์บอกถูกล็อคไว้ แต่กุญแจสำรองที่ห้อยอยู่ข้างกรอบรูปบนโต๊ะทำงาน—กุญแจที่เขามองข้ามมาตลอด—กลับไขมันออกได้อย่างง่ายดาย
ภายในลิ้นชักมีเพียงกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มหนึ่งใบและซองจดหมายสีขาวสะอาดตา
กรณ์เปิดกล่องใบนั้นออก ภายในไม่ใช่เครื่องประดับราคาแพง แต่มันคือ 'รองเท้าเด็กคู่เล็กๆ' สีขาวนวลที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ราวกับเพิ่งถูกซื้อมาเมื่อวาน หัวใจของเขาแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นเศษกระดาษที่แนบอยู่ใต้รองเท้า—มันคือใบรับรองแพทย์ที่ยับย่นและคราบน้ำตาจางๆ บนกระดาษแผ่นนั้น
เขารีบคลี่ซองจดหมายออกมาอ่าน มือของเขาเริ่มสั่นจนกระดาษแทบหลุดล่วง ข้อความลายมือบรรจงของพิมพ์พรรณปรากฏแก่สายตา... 'ในวันที่คุณเลือกจะเดินออกจากบ้านไปหาคนอื่น ในวันนั้นฉันกำลังรอจะบอกคุณว่า เรากำลังจะมีชีวิตเล็กๆ ที่เกิดจากความรักของเรา แต่น่าเสียดาย... ความเย็นชาของคุณคือมีดที่กรีดลงบนรอยยิ้มของฉันจนแตกสลายไปพร้อมกับลูกของเรา'
กรณ์รู้สึกเหมือนพื้นโลกกำลังพังทลายลงใต้ฝ่าเท้า เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องทำงาน กลิ่นหอมจางๆ ที่ยังคงติดอยู่บนจดหมายเหมือนกับกลิ่นกายของพิมในวันวาน เขาไม่ได้แค่สูญเสียภรรยา แต่เขาคือฆาตกรที่พรากชีวิตของเลือดเนื้อเชื้อไขตัวเองไปโดยไม่เคยรู้ตัว
ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งสู่หุบเหวแห่งความเสียใจ เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดในยามวิกาล กรณ์เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืนกว่า เขาเดินโซเซออกไปเปิดประตูด้วยความว่างเปล่าในหัวใจ
ภาพตรงหน้าทำให้เขาต้องหยุดชะงัก ลมหายใจขาดห้วง เมื่อพบกับชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทที่ยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณสองขวบที่เกาะชายเสื้อเขาไว้แน่น เด็กน้อยคนนั้นมีดวงตาที่ถอดแบบมาจากพิมพ์พรรณไม่มีผิดเพี้ยน หากแต่คิ้วและสันจมูกนั้น... มันคือพิมพ์เขียวจากใบหน้าของเขาเองอย่างชัดเจน
"คุณกร... ผมรวินท์ครับ" ทนายความหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "คุณพิมบอกว่า หากผมเห็นคุณดูสภาพเหมือนคนสิ้นหวังแล้ว ให้พาเขามาหาคุณ"
คำว่า 'เขา' ทำให้กรณ์แทบสิ้นสติ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้าด้วยสายตาที่ไร้เดียงสา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของกรณ์พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ
"คุณพ่อ... ฮีโร่ของแม่พิม คือคุณเหรอครับ?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในความมืดมิดและงดงามนี้ด้วยกันนะครับ "บันทึกคนจร"
เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี•ตอนที่ 9
ค่ำคืนแห่งการทบทวน
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!