เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี•ตอนที่ 16

เกมเริ่มเข้มข้น

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงกระดาษรายงานงบการويلพลิกดัง *แคว่ก* เบาๆ แต่กลับบาดลึกเข้าไปในประสาทสัมผัสของคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะประชุม กรณ์ขยับกรอบแว่นสายตาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขากำลังมองตัวเลขผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่ร่วงดิ่งลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มันไม่ใช่แค่ตัวเลขขาดทุนธรรมดา แต่มันคือรอยแผลที่ถูกกรีดลงบนความหยิ่งยโสของอดีตซีอีโอผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ใคร โต๊ะประชุมยาวสิบที่นั่งเวลานี้เหลือเพียงเขากับความเงียบงัน บริษัทคู่แข่งที่กำลังฮุบส่วนแบ่งทางการตลาดไปอย่างเลือดเย็น ไม่ใช่บริษัทหน้าใหม่ที่ไหน แต่เป็นกองทุนลงทุนอิสระแห่งหนึ่งซึ่งใช้ชื่อภาษาอังกฤษเรียบง่ายว่า *'L&P Capital'* และคนที่กุมบังเหียนในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ คือพิมพ์พรรณ อดีตภรรยาผู้เคยเงียบงันและยอมก้มหน้าให้เขามาตลอดหลายปี "คุณกรณ์ครับ ทางบอร์ดบริหารเริ่มกดดันเรื่องโครงการควบรวมกิจการแล้วครับ..." เลขานุการหนุ่มกระซิบเสียงเบาด้วยความเกรงกลัว "เงียบก่อน..." กรณ์ยกมือขึ้นห้าม นัยน์ตาคมกริบจดจ้องชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในเอกสารฉบับนั้น พิมพ์พรรณใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการกว้านซื้อหุ้นร่วงหล่นที่เขาเคยปล่อยทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี เธอนำมันกลับมาประกอบร่างใหม่ราวกับชิ้นส่วนกระจกที่แหลกสลาย แล้วสะท้อนแสงไฟบาดตาเขากลับมาอย่างเยือกเย็น ประตูห้องทำงานเปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปร่งของรวินท์ ทนายความมือฉกาจที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มมุมปาก ทนายหนุ่มวางแฟ้มเอกสารอีกชุดลงตรงหน้ากรณ์อย่างไม่เกรงใจ "เกมรอบแรกจบลงแล้วนะครับคุณกรณ์..." รวินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเย้ยหยัน "แต่ดูเหมือนว่าคุณกำลังจะแพ้ราบคาบในรอบที่สอง" กรณ์เงยหน้าขึ้นมองสหายและคู่กรณีทางกฎหมายด้วยสายตาดุดลาน "คุณหมายความว่ายังไง รวินท์ คุณกินเงินเดือนบริษัทผมนะ ทำไมถึงไปร่วมมือกับพิม..." "ผมไม่ได้ร่วมมือกับใครทั้งนั้นครับ ผมแค่อยู่ข้างความถูกต้อง และที่สำคัญ... ผมแค่นำเสนอช่องทางทางกฎหมายที่ยุติธรรมให้กับคุณพิมพ์พรรณ ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญในเวลานี้" รวินท์ยักไหล่ นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างสบายอารมณ์ "คุณคิดว่าคุณรู้จักเธอดีพอแล้วหรือครับ? ผู้หญิงที่คุณเคยคิดว่าเป็นแค่เงาจางๆ ในบ้านหลังนั้น วันนี้เธอคือคนที่ถือสิทธิ์ขาดในการฟ้องล้มละลายบริษัทของคุณได้ทันที หากเธอต้องการ" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางอก กรณ์จำภาพพิมพ์พรรณในอดีตได้ดี ผู้หญิงที่มักจะยืนรอเขาอยู่ที่ริมหน้าต่างในยามดึกดื่น ผู้หญิงที่ถือถุงนมอุ่นๆ เข้ามาเงียบๆ โดยไม่เคยเอ่ยปากบ่นแม้ว่าเขาจะกลับบ้านตีสองและมีกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงอื่นติดตัว ผู้หญิงที่เขาเคยมองข้ามและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างไร้เยื่อใย แต่พิมพ์พรรณในวันนี้... ไม่มีแววตาอ้อนวอนคู่นั้นอีกต่อไปแล้ว "ผมอยากเจอเธอ" กรณ์เอ่ยเสียงแหบพร่า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พยายามรักษามาดของอดีตซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่ "จัดนัดให้ผมกับพิม ผมต้องการเคลียร์ทุกอย่างด้วยตัวเอง" รวินท์หัวเราะในลำคอเบาๆ "คุณคิดว่าเธอว่างพอจะมานั่งฟังคำแก้ตัวจากคนที่เคยทำร้ายเธอหรือครับ? คุณกรณ์ ตื่นเถอะครับ เกมนี้มันเลยจุดที่คุณจะต่อรองไปนานแล้ว" แม้ทนายหนุ่มจะปฏิเสธ แต่กรณ์รู้ดีว่าเขามีทางเลือกอื่น พิมพ์พรรณเปิดบริษัทใหม่และย้ายเข้าไปใช้พื้นที่ในอาคารกระจกย่านใจกลางเมือง อาคารเดียวกับที่เขาเคยพาเธอไปดินเนอร์ฉลองครบรอบแต่งงานในปีแรก—วันที่เขาบอกเธอว่า *'เธอไม่มีวันมีค่าพอที่จะยืนเคียงข้างฉันในโลกธุรกิจหรอก พิม'* คำพูดในอดีตย้อนกลับมาตบหน้าเขาอย่างเจ็บแสบในเวลานี้ กรณ์ขับรถมาจอดที่ลานจอดรถใต้อาคารของ *L&P Capital* ในยามเย็นที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาทึบ เขานั่งรออยู่ในรถคันหรูที่ฝุ่นเริ่มเกาะราวกับไม่ได้รับการดูแลมานาน สายตาทอดมองผ่านกระจกหน้ารถไปยังทางเข้าหลักของอาคาร ร่างของพิมพ์พรรณก้าวออกมาจากลิฟต์ VIP เธอยังคงงดงาม แต่ความงามนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สูทเข้ารูปสีเทาเข้มขับผิวให้ดูโดดเด่น รองเท้าส้นสูงสีดำสนิททุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจและทรงพลัง เธอกำลังก้าวเดินเคียงข้างกับนักลงทุนชาวต่างชาติรายใหญ่ พร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสำเร็จ รอยยิ้มที่ไม่เคยมีให้เขาเลยแม้แต่ครั้งเดียวในยามที่อยู่ร่วมชายคา กรณ์ผลักประตูรถลงไป หมายจะเดินเข้าไปประชิดตัวเธอเพื่อเอ่ยคำบางคำ คำที่ติดอยู่ในลำคอมาเป็นแรมปี "พิม..." เสียงของเขาเรียกชื่อเธอได้เพียงแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนในล็อบบี้ พิมพ์พรรณหยุดเดิน เธอหันกลับมาตามเสียงเรียกนั้น ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดแบรนด์ดังหันมามองเขา นิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่ประกายความโกรธเกรี้ยว หรือความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความว่างเปล่า... ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์ เธอยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ผู้ร่วมงานเดินล่วงหน้าไปก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้ามาหากรณ์ทีละก้าว เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง *กริ๊บ... กริ๊บ...* ราวกับนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังเวลาชีวิตของเขา "มีธุระอะไรหรือครับ คุณกรณ์" พิมพ์พรรณเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นทางการ ราวกับเขานักธุรกิจแปลกหน้าที่บังเอิญเดินชนกันในตึก "เรา... เราคุยกันหน่อยได้ไหมพิม เรื่องบริษัท เรื่องของเรา..." กรณ์ละล่ำละลัก เสียงของเขาขาดความมั่นใจไปจนน่าสมเพช พิมพ์พรรณอมยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและเฉียบคมดั่งเศษกระจก "เรื่องบริษัท คุณควรคุยกับฝ่ายกฎหมายของฉัน ส่วนเรื่องของเรา..." เธอหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลดแว่นกันแดดลงมองเขาด้วยแววตาที่เย้ยหยันที่สุด "มันจบลงตั้งแต่วันที่คุณเซ็นใบหย่าอย่างไร้เยื่อใยแล้วล่ะค่ะ คุณกรณ์... อ้อ และกรุณาอย่ามาดักรอฉันที่นี่อีก ฉันไม่ชอบกลิ่นความพ่ายแพ้ มันน่ารังเกียจ" เธอกำลังจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในลิฟต์ แต่จังหวะนั้นเอง ประตูรถตู้สีดำคันหรูที่จอดเทียบอยู่ด้านข้างก็เปิดออก เด็กชายตัวน้อยในชุดนักเรียนอนุบาลวัยราวๆ สี่ขวบก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยเรียกคนที่ทำให้กรณ์ต้องหยุดหายใจ "คุณแม่ครับ! คุณแม่ซื้อไอศกรีมรสโปรดให้ผมรึยังครับ?" พิมพ์พรรณรีบหันกลับไปหาเด็กชายคนนั้น รอยยิ้มที่เย็นชาเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่กรณ์ไม่เคยได้เห็นมาก่อนในชีวิต เธอย่อตัวลงลูบหัวเด็กชายคนนั้นอย่างทะนุถนอม กรณ์ยืนแข็งทื่อเป็นหิน ร่างกายเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็งในน้ำแข็งขั้วโลก เมื่อใบตองหน้าตาและดวงตาคมกริบของเด็กชายคนนั้น... ถอดแบบพิมพ์มาจากใบหน้าของเขาในวัยเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน และนรกที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้เอง... ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในสมรภูมิความแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%