ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูยามวิกาลไม่ได้ดังกราดเกรี้ยวหรือคุกคาม แต่มันสั่นเทาและแผ่วเบา ราวกับเรียวแรงของผู้เคาะกำลังจะสูญสลายไปกับความมืดมิดของทางเดินคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง
พิมพ์พรรณชะงักมือที่กำลังถือแก้วน้ำอุ่น เธอยืนนิ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัว สายตาคมกริบมองไปยังบานประตูไม้เนื้อแข็งที่ปิดสนิท นาฬิกาบนผนังบอกเวลาตีสองสิบห้านาที ไม่มีเหตุผลอันใดที่แขกยามวิกาลจะมาเยือน นอกเสียจากความพินาศที่ตามมาทวงถามซากปรักหักพัง
ก๊อก... ก๊อก...
มันดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าเล็ดลอดเข้ามาในความเงียบงัน
"พิม... ผมเอง..."
น้ำเสียงนั้น... เสียงที่เธอเคยเพียรพยายามรอคอยด้วยความหวังตลอดสามปีในบ้านหลังใหญ่ เสียงที่เคยประกาศิตความเย็นชาใส่หน้าเธออย่างไร้เยื่อใย แต่วันนี้ มันกลับเจือด้วยสะเก็ดของความร้าวรานและเศษซากของความวิกลจริต
พิมพ์พรรณวางแก้วลงบนหินอ่อนอย่างช้าๆ ไม่มีร่องรอยของความตกใจฉายชัดบนใบหน้า เธอยังคงสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ ความเจ็บปวดที่เคยกรีดแทงหัวใจจนพรุนในอดีต บัดนี้ได้แปรสภาพเป็นเกราะเหล็กกล้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึก เธอเดินไปหยุดยืนหน้าประตู สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งรับ ก่อนจะหมุนตัวล็อกและผลักบานประตูให้เปิดออก
แสงไฟสลัวจากทางเดินสาดกระทบเข้ากับร่างที่ยืนโซเซอยู่เบื้องหน้า
กรณ์... อดีตซีเอหนุ่มผู้เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความทะนงตน ผู้ชายที่เคยสวมสูทสั่งตัดเนี๊ยบกริบและมองโลกด้วยสายตาเหยียดหยาม บัดนี้สภาพของเขาช่างน่าสมเพชเสียจนเธอยังนึกเวทนา
เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเก่งหลุดลุ่ยและยับยับยู่ยี่ เนคไทถูกกระชากจนหลุดออกจากคอ ปล่อยให้กระดุมเม็ดบนปลดอ้าเผยให้เห็นแผงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ใบหน้าที่เคยคมคายและเกลี้ยงเกลาบัดนี้เต็มไปด้วยไรหนวดเครา ปลายจมูกแดงก่ำ ดวงตาที่เคยเฉียบคมและทรงอำนาจ บัดนี้แดงก่ำ แฝงไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอแต่ไม่ยอมร่วงหล่น ทว่าสิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือกลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งที่ลอยปะทะจมูก พร้อมกับร่องรอยของการร้องไห้อย่างหนักจนแทบไม่มีลมหายใจ
"คุณมาทำอะไรที่นี่เวลานี้ครับ คุณกรณ์" พิมพ์พรรณเอ่ยถาม น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ เย็นเยียบ และไร้ซึ่งอุณหภูมิใดๆ
กรณ์เงยหน้าขึ้นมองเธอ ราวกับคนใกล้ตายที่เพิ่งมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ เขาก้าวเท้าเซถลาเข้ามาด้านในห้องทันทีโดยไม่รอการอนุญาต พิมพ์พรรณไม่ได้ถอยหนี เธอยืนกอดอกมองการกระทำที่ไร้การควบคุมนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
"พิม..." กรณ์ครางชื่อเธออกมาด้วยเสียงที่สั่นพร่า เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงกับพื้นพรมหน้าประตูห้องอย่างไร้ศักดิ์ศรี มือหนาที่เคยเซ็นสัญญาธุรกิจมูลค่ามหาศาล บัดนี้สั่นเทาขณะพยายามเอื้อมมาจับชายเสื้อผ้าของเธอ "ผม... ผมทนไม่ไหวแล้วพิม ผมขอร้อง..."
พิมพ์พรรณก้มมองชายผู้เคยเป็นสามีด้วยหางตา เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่ยืนมองความล่มสลายของอีกฝ่ายด้วยความสะใจลึกซึ้ง
"ทนไม่ไหวอะไรเหรอครับ?" เธอย้อนถาม น้ำเสียงเย้ยหยันบาดลึกถึงกระดูกดำ "ชีวิตที่คุณโหยหา ชีวิตที่ไม่มีผมคอยกวนใจ ชีวิตที่คุณได้ครองความอิสระและใช้เงินซื้อความสุขอย่างไร้ขีดจำกัด... มันพังทลายลงแล้วอย่างนั้นเหรอ?"
"พิม... คุณเกลียดผมเถอะ ด่าผม ทุบตีผมก็ได้!" กรณ์เงยหน้าขึ้นหยาดน้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อายฟ้าดิน ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำหัวใจเธอยามนี้กำลังร้องไห้ฟูมฟายราวกับเด็กหลงทาง "แต่ได้โปรด... กลับไปหาผมเถอะนะ กลับไปบ้านของเรา บ้านที่ไม่มีคุณมัน... มันเหมือนนรกทั้งเป็น ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับ ผมเห็นแต่หน้าคุณ ได้ยินแต่เสียงคุณทุกค่ำคืน... ผมกำลังจะบ้าอยู่แล้วพิม!"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะอื้นฮักของชายหนุ่มที่ดังสะท้อนก้องห้องชุดหรู พิมพ์พรรณมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ด้านชา เธอจำได้ดี... วันที่เธอคุกเข่าอ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขา วันที่เธออุ้มท้องด้วยความโดดเดี่ยวและถูกขับไล่ไสส่งราวกับหมูหมา วันนั้น...กรณ์มองเธอด้วยสายตาแบบไหนกันนะ?
สายตาที่ไร้ซึ่งความปรานี ราวกับเธอนั้นไร้ค่าเสียยิ่งกว่าฝุ่นละอองใต้รองเท้า
"บ้านเหรอครับ?" พิมพ์พรรณทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากลำคอ "คุณกำลังพูดถึงบ้านหลังไหน บ้านที่คุณพาผู้หญิงคนอื่นเข้ามาเริงรมย์ในขณะที่ผมกำลังนอนป่วยเจียนตายในห้องนอนอย่างนั้นเหรอ? หรือบ้านที่คุณสั่งให้คนรับใช้โยนข้าวของของผมทิ้งออกไปเหมือนขยะชิ้นหนึ่ง?"
กรณ์สะอึก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม คำพูดของเธอแต่ละคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลฉกรรจ์ที่ไม่มีวันรักษาให้หาย
"ผมผิดไปแล้ว..." กรณ์พึมพำซ้ำๆ หน้าผากแนบลงกับพื้นพรมแทบเท้าของเธอ "ผมเพิ่งรู้ตัว... เพิ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา คนที่โง่ที่สุดคือผม คนที่ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตด้วยมือตัวเองก็คือผม... พิม ยกโทษให้ผมเถอะนะ ให้โอกาสผมได้ไถ่บาป ได้ไหมพิม..."
พิมพ์พรรณมองคนที่กำลังหมอบกราบอยู่แทบเท้า เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ปัดชายเสื้อให้เรียบร้อย ราวกับรังเกียจที่จะให้เศษฝุ่นจากตัวเขามาแปดเปื้อนเนื้อตัว ความเยือกเย็นในแววตาของเธอทำให้กรณ์รู้สึกหนาวยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจยิ่งกว่าความหนาวเหน็บยามวิกาล
"การไถ่บาปเหรอครับ?" พิมพ์พรรณทวนคำด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดโกน "คุณคิดว่าความเจ็บปวดตลอดสามปีที่ผมต้องเผชิญ มันสามารถลบเลือนได้ด้วยคราบน้ำตาไม่กี่หยดของคุณในคืนนี้อย่างนั้นเหรอ คุณกรณ์"
กรณ์เงยขึ้นมองเธอ ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความวิงวอน "ผมจะทำทุกอย่าง... ผมจะยกสมบัติครึ่งหนึ่งให้คุณ จะโอนหุ้นบริษัททั้งหมดมาเป็นชื่อคุณ ขอแค่คุณสั่งมา..."
"ผมไม่ได้ต้องการเงินของคุณ" พิมพ์พรรณตัดบททันควัน น้ำเสียงของเธอทรงพลังจนกรณ์ต้องชะงักงัน "สิ่งที่คุณทำกับผม มันตีราคาเป็นเงินไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด... หัวใจที่ตายด้านดวงนี้ของคุณ มันไม่มีค่าพอให้ผมกลับไปเก็บกวาดให้อีกแล้ว"
เธอหมุนตัวเดินหันหลังให้ ปล่อยให้เขานั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินผ่านโต๊ะรับ
แขกยามวิกาลไม่ได้มาเพียงแค่คนเดียว...
เสียงฝีเท้าเบาๆ และเสียงครางงัวเงียดังมาจากห้องนอนแขกด้านในสุด พิมพ์พรรณชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนสีไปวูบหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้
"แม่ครับ... ใครมาเหรอ? น้ำ... ผมหิวน้ำ..."
เสียงใสปิ๊งของเด็กชายวัยสองขวบเศษดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัน กรณ์ที่กำลังนั่งฟูมฟายอยู่กับพื้นถึงกับหยุดสะอื้น เขานิ่งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ดวงตาเบิกโพ้าด้วยความตกตะลึงเมื่อร่างเล็กๆ ในชุดนอนลายการ์ตูนเดินขยี้ตาออกมาจากห้อง
เด็กชายตัวน้อยหยุดยืนขยี้ตาอยู่หน้าห้องนอน ใบหน้าจิ้มลิ้ม แก้มป่อง และที่สำคัญที่สุด... โครงหน้า คิ้ว และนัยน์ตาดำขลับคู่นั้น ถอดแบบพิมพ์ออกมาจากกระจกเงาของกรณ์อย่างไร้ที่ติ!
กรณ์หันขวับกลับมามองหน้าเด็กชายสลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดของพิมพ์พรรณ ลมหายใจของเขาติดขัด หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ สมองที่มึนงงจากแอลกอฮอล์สว่างวาบขึ้นมาทันที
ภาพเอกสารประวัติชีวิตของเธอในอดีต ภาพช่วงเวลาที่เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และ... และเด็กชายตรงหน้า ที่มีอายุไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่เขาเซ็นใบหย่าพอดี!
"พิม..." กรณ์กระซิบเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาที่เคยไหลอาบแก้มแห้งเหือดไปในพริบตา ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวและสายฟ้าแลบฟาดลงกลางใจ "นี่มัน... หมายความว่ายังไง?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ
เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี•ตอนที่ 18
การบุกรุกที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!