เสียงก้องกังวานของฟ้าร้องคำรามสะท้อนก้องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์หรู ราวกับเสียงคำรามจากเบื้องบนที่กำลังพิพากษาความผิดบาปที่ไม่มีวันล้างให้สะอาดได้ด้วยหยาดน้ำตา
พิมพ์พรรณยืนนิ่งสงบอยู่หลังม่านโปร่งสีขาว มือเรียวบางจรดแก้วไวน์สีทับทิมนิ่งสนิท ดวงตากลมโตคู่คมทอดมองออกไปเบื้องล่าง ถนนเบื้องล่างเปียกชุ่มไปด้วยสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดลงมาอย่างไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับหัวใจของคนที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหลังเธอ
"พิม... ผมขอร้องล่ะครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน และทรงอำนาจ บัดนี้สั่นเครือจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม กรณ์—อดีตซีอีโอหนุ่มผู้เคยทำให้โลกทั้งใบของเธอพังทลายลงด้วยความเย็นชา กำลังซุกใบหน้าลงกับพื้นพรมราคาแพง เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี หยาดน้ำตาผสมปนเปไปกับหยาดน้ำฝนที่เปียกปอนทั่วร่าง สูทแบรนด์เนมราคาหลักแสนยับยู่ยี่และเปียกชุ่มจนแนบไปกับแผ่นอกที่ไหวสะท้านตามแรงสะอื้น
ไม่มีคำตอบใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของพิมพ์พรรณ มีเพียงความเงียบงันที่บาดลึกยิ่งกว่าคมมีด
เธอยังคงจดจ้องภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกเงา หญิงสาวในกระจกสวมชุดเดรสเข้ารูปสีดำสนิท ขับเน้นทรวดทรงให้ดูสง่างามและเยือกเย็น เส้นผมยาวสลวยถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีต ไร้ซึ่งความอ่อนแอที่เขาเคยเหยียบย่ำในอดีต ภาพของเธอในยามนี้คือภาพแทนของความสำเร็จที่สร้างขึ้นจากซากปรักหักพังที่เขาเป็นคนจุดไฟเผา
"คุณพูดจบหรือยังครับ... กรณ์" พิมพ์พรรณเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล เยือกเย็น และราบเรียบเสียจนน่ากลัว มันคือความไร้เยื่อใยที่คมกริบยิ่งกว่าการตะโกนด่าทอ
กรณ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและความวิงวอน เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก มือหนาที่เคยใช้เซ็นสัญญาธุรกิจมูลค่ามหาศาล กำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือ
"ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวทรามแค่ไหน... ผมมันตาบอด ผมมันโง่เง่าที่มองไม่เห็นคุณค่าของคนที่รักผมจริงๆ วันที่ผมขับไล่คุณออกไปจากบ้านหลังนั้น วันที่คุณอุ้มท้องลูกของเราแล้วต้องเดินตากฝนออกไปอย่างไร้ที่พึ่ง... ผมเพิ่งรู้ตัวในวันนี้ ว่านรกบนดินมันหน้าตาเป็นอย่างไร" เสียงของเขาขาดห้วง พยายามเอื้อมมืออันสั่นเทาหมายจะแตะชายกระโปรงของเธอ แต่พิมพ์พรรณกลับขยับถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว เว้นระยะห่างระหว่างเขากับเธอไว้อย่างเด็ดขาด
"อย่าเอาคำว่า 'ลูกของเรา' มาเปื้อนริมฝีปากของคุณเลยครับ กรณ์"
เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า ไร้ประกายแห่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ความอาลัยอาวรณ์ และที่สำคัญที่สุด... มันไม่มีเงาของเขาหลงเหลืออยู่ในนั้นอีกต่อไปแล้ว
ความว่างเปล่าที่ส่งผ่านสายตาคู่นั้น ทำให้กรณ์รู้สึกราวกับถูกควักหัวใจออกทั้งเป็น มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกมีดกรีดแทงนับพันครั้ง
"พิม... ลูกของเรา... เขาอยู่ที่ไหน? ให้ผมได้ชดใช้... ให้ผมได้กอดเขาบ้าง เถอะนะพิม ผมขอร้องในฐานะพ่อคนหนึ่ง" กรณ์ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน เขาก้มกราบแทบเท้าของเธอ ร่างกายสั่นเทาด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินแก้
พิมพ์พรรณมองกิริยานั้นด้วยรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันโชคชะตาที่เล่นตลก
"พ่อคนหนึ่งงั้นหรือครับ?" เธอย่อตัวลงเล็กน้อย เพื่อให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับเขา สายตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดของอดีตสามี "วันที่ฉันคลอดลูกโดยไม่มีใครเหลียวแล วันที่เด็กคนนั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะความเครียดและความอดอยาก... คุณอยู่ที่ไหน? วันที่คุณเซ็นใบหย่าโดยไม่แม้แต่จะฟังคำอธิบาย คุณพูดว่าอย่างไรนะครับ... คุณบอกว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่สายเลือดของคุณไม่ใช่หรือ?"
ถ้อยคำเหล่านั้นเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของกรณ์จนแหลละเอียด เขานึกถึงความเย็นชาของตนเองในอดีต ความเย่อหยิ่งที่คิดว่าตัวเองคือกฎเกณฑ์ของทุกสิ่ง ความโหดร้ายที่เขาหยิบยื่นให้ภรรยาผู้บริสุทธิ์เพื่อแลกกับความหลงใหลชั่วคราวในตัวผู้หญิงอีกคน
กรรมตามสนอง... บัดนี้เขากำลังชิมรสชาติของความพินาศนั้นอย่างเต็มคำ
"ผมยอมรับผิดทุกอย่าง... พิม จะให้ผมกราบกรานใคร หรือให้ผมแลกด้วยชีวิตของผม ผมก็ยอม ขอแค่เพียงโอกาส... ให้ผมได้แก้ไขอดีต" กรณ์ละล่ำละลักพูด มือทั้งสองข้างพยายามคว้าข้อเท้าของเธอไว้ แต่พิมพ์พรรณกลับสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใย
"โอกาส... มีไว้สำหรับคนที่รู้จักรักษาคุณค่าของมันครับ กรณ์" เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดโกน "แต่มันหมดเวลาของคุณมานานแล้ว ตั้งแต่วันที่คุณเลือกที่จะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันลงบนพื้นดิน"
พายุฝนด้านนอกยังคงโหมกระหน่ำ เสียงสายฟ้าฟาดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสวรรค์กำลังเยาะเย้ยหยันความพยายามอันไร้ความหมายของอดีตซีอีโอหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต
พิมพ์พรรณยืนตรง สง่างาม และมั่น
เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าไปด้านในห้องรับแขก โดยไม่คิดจะชายตามองคนที่กำลังคุกเข่าร้องไห้ปริ่มจะขาดใจตายอยู่เบื้องหลังอีกแม้แต่น้อย เกมการแก้แค้นที่เธอวางแผนมาอย่างยาวนานและอดทนรอคอย บัดนี้ได้เดินทางมาถึงบทสรุปที่สาสมที่สุดแล้ว ความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับ ได้ถูกส่งคืนให้เขาลิ้มลองจนหมดสิ้น
ทว่า... ในวินาทีที่เธอกำลังจะก้าวเท้าพ้นจากระเบียง เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงเปิดประตูห้องเพนต์เฮาส์จากด้านนอกก็ดังแทรกเสียงฝนเข้ามา
"คุณแม่ครับ! น้องตินตินตื่นแล้วครับตามหาคุณแม่ใหญ่เลย... เอ๊ะ?"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสี่ขวบดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กๆ ในชุดนอนลายการ์ตูนที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาในห้องรับแขก ก่อนจะหยุดชะงักลงเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
พิมพ์พรรณเบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าเยือกเย็นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกเพียงเสี้ยววินาที เธอรีบหันขวับกลับไปมองทางต้นเสียงทันที
เด็กชายตัวน้อยหยุดยืนอยู่ตรงข้ามกับร่างที่กำลังคุกเข่าของกรณ์ ดวงตากลมโตสุกใสถอดแบบพิมพ์พรรณมาทุกกระเบียดนิ้ว แต่โครงหน้า คิ้วเข้ม และสันจมูกโด่งเป็นสันนั้น... ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับกรณ์ในวัยเด็กราวกับแกะ
กรณ์ที่กำลังก้มหน้าสะอื้น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกนั้น ดวงตาที่พร่ามัวด้วยหยาดน้ำตาหยุดนิ่งสนิท เมื่อภาพของเด็กชายตัวน้อยสะท้อนอยู่ในม่านตาของเขา
เวลาภายในห้องราวกับหยุดเดิน...
กรณ์จ้องมองเด็กชายคนนั้น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ความจริงบางอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิด พุ่งชนเข้ากลางหน้าอกอย่างจังจนแทบหยุดหายใจ
เด็กชายเอียงคอด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปมองหน้ามารดาแล้วเอ่ยถามเสียงใส
"คุณแม่ครับ... คุณลุงคนนี้ ร้องไห้ทำไมเหรอครับ ทำไมหน้าตาเขาถึงดูคุ้นๆ เหมือนรูปถ่ายในลิ้นชักของคุณแม่จังเลยล่ะครับ?"
พิมพ์พรรณหน้าถอดสี มือที่ถือแก้วไวน์สั่นระริก ปราการเหล็กที่เธอสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี พังทลายลงในพริบตาเดียว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ
เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี•ตอนที่ 19
คำสารภาพริมระเบียง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!