เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี•ตอนที่ 2

ความเงียบที่บาดลึก

ผลงานโดย บันทึกคนจร
หมึกสีดำสนิทบนปลายปากกาฟاونtain pen ราคาแพงสะท้อนเงาความเย่อหยิ่งในแววตาของกรณ์ได้อย่างชัดเจน มันคือกtic ของความเคยชิน—ความเคยชินที่ว่า ทุกสิ่งที่เขาขีดเส้นขีดวงไว้ในชีวิตคู่ตลอดห้าปีที่ผ่านมา พิมพ์พรรณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะขีดฆ่ามันออก กระดาษเอกสารหยาดหยดด้วยกลิ่นอายของความกดดันที่ถูกสะสมมานานนับแรมปี บนโต๊ะทำงานหินอ่อนสีดำขลับในห้องรับแขกของบ้านหลังใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกนิยามว่า "เรือนหอ" บัดนี้มันไม่ต่างอะไรจากห้องสอบสวนขนาดย่อม ที่ซึ่งผู้พิพากษาและจำเลยถูกรวบรวมไว้ในร่างเดียวกัน คือตัวของกรณ์เอง "คุณพิม... ผมคิดว่าเราคุยกันจบแล้วนะ" เสียงทุ้มต่ำที่เคยใช้ออกคำสั่งในห้องประชุมบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน ถูกนำมาใช้กดทับอดีตภรรยาอีกครั้ง กรณ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันหล่อเหลายังคงความเย่อหยิ่งไว้ไม่เสื่อมคลาย เขามองเอกสารหย่าในมือของพิมพ์พรรณด้วยหางตา ราวกับมันเป็นเพียงจดหมายบอกเลิกไร้สาระของเด็กสาวเอาแต่ใจ ไม่ใช่ใบสนธิสัญญาแบ่งแยกชีวิตที่ถูกร่างขึ้นโดยทนายความมือหนึ่งของประเทศ พิมพ์พรรณไม่ได้ขยับเขยื้อน เธอไม่ได้นั่งลงตามคำเชื้อเชิญที่ไร้ความจริงใจนั้น หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มยืนหยัดตรงหน้าโต๊ะทำงาน ร่างกายที่เคยผอมบางและสั่นเทาในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความเย็นชาของเขาในอดีต บัดนี้กลับตั้งตรงสง่างามราวกับต้นสนที่ผ่านพ้นพายุหิมะ ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีร่องรอยของความลังเลใจหลงเหลืออยู่เลยในแววตาคู่นั้น "เราคุยกันจบแล้วครับคุณกร" พิมพ์พรรณทวนคำพูดของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในห้อง "แต่ดูเหมือนว่า... คุณจะยังไม่ได้อ่านเงื่อนไขในข้อที่เจ็ดและสิบสองให้ถี่ถ้วนต่างหาก" กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความดูแคลน เขาวางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบหินอ่อนดัง *กริ๊ก* สะท้อนความเงียบงันรอบกายให้ยิ่งน่าอึดอัด "เงื่อนไขอะไรอีก พิม? เงินค่าเลี้ยงดูสามล้านบาทที่คุณเรียกร้อง ผมก็เซ็นอนุมัติให้ฝ่ายการเงินโอนเข้าบัญชีคุณไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วไม่ใช่หรือไง หรือว่า... ตัวเลขแค่นั้นมันยังไม่พอกับความโลภที่คุณสะสมมาตลอดเวลาที่เราแต่งงานกัน" คำพูดที่เจือความดูถูกเหยียดหยามถูกพ่นออกมาอย่างไร้ความปรานี เป็นอีกครั้งที่กรณ์เลือกใช้ "อาวุธ" ชิ้นเดิม—อาวุธที่ทำลายความรู้สึกของเธอมานับครั้งไม่ถ้วน—นั่นคือการตีค่าความเป็นมนุษย์ของเธอด้วยตัวเลขเงินตรา แต่ทว่า... ในครั้งนี้ ปฏิกิริยาที่เขากลับได้รับ ไม่ใช่ดวงตาที่แดงก่ำด้วยความคับแค้นใจ หรือเสียงโต้เถียงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างที่เคยเป็นมา พิมพ์พรรณเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ว่างเปล่าและน่ากลัวที่สุดเท่าที่กรณ์เคยเห็นมาในชีวิตคู่ห้าปี "เงินสามล้านบาทเหรอครับ..." พิมพ์พรรณทวนคำ พลางเลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งขึ้นมาวางทับบนใบหย่า "นั่นมันเป็นแค่เงินค่าเสียเวลาอันน้อยนิด ที่ศาลท่านคงจะเมตตาอนุญาตให้ผมเรียกเก็บจากผู้ชายไร้ความรับผิดชอบอย่างคุณ... แต่สิ่งที่คุณยังไม่ได้อ่านและ 'ปฏิเสธ' ที่จะเซ็นในตอนนี้ คือข้อตกลงเกี่ยวกับการสละสิทธิ์เด็ดขาดในทรัพย์สินร่วมทั้งหมด รวมถึงหุ้นสามัญสิบหเปอร์เซ็นต์ในบริษัทของคุณ ที่ทนายรวินท์เตรียมไว้ให้คุณลงนามต่างหากล่ะคะ... อ้อ ขออภัยครับ ติดปากไปหน่อย... 'ต่างหากล่ะครับ' คุณกรณ์" คำพูดที่จงใจเน้นเสียงประชดประชันทำเอาสีหน้าของซีอีโอหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ใครชะงักไปชั่วขณะ กรณ์ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคมกริบกวาดมองเอกสารซองใหม่ที่ถูกเลื่อนเข้ามาใกล้ตัว สิบเปอร์เซ็นต์ของหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์... มันมีมูลค่าสูงถึงหลายร้อยล้านบาท! และมันคือสิ่งที่กรณ์ไม่มีวันยอมยกให้ใครหน้าไหนเด็ดขาด แม้แต่คนที่เคยนอนร่วมเตียงเดียวกันก็ตาม "คุณบ้าไปแล้วหรือไง พิม!" กรณ์ตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ข่มขู่ด้วยสรีระและอำนาจที่เขามี "หุ้นพวกนั้นมันหยาดเหงื่อแรงงานของผม เป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาก่อนที่เราจะแต่งงานกันด้วยซ้ำ ไม่มีทางที่คุณจะเอาไปได้แม้แต่หุ้นเดียว!" ความเงียบที่บาดลึกเข้าเกาะกุมบรรยากาศในห้องอีกครั้ง พิมพ์พรรณไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว เธอยืนนิ่งสนิท มองชายหนุ่มที่กำลังบันดาลโทสะด้วยสายตาของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อผู้โง่เขลา "สร้างมาด้วยหยาดเหงื่อของคุณเองอย่างนั้นหรือครับ..." พิมพ์พรรณเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ "แล้ววันที่คุณเซ็นสัญญาค้ำประกันเงินกู้ร้อยล้านให้บริษัทใกล้ล้มละลายเมื่อสามปีก่อน ใครเป็นคนเอาโฉนดที่ดินมรดกชิ้นสุดท้ายของครอบครัวผมไปจำนองค้ำประกันไว้ให้คุณ? วันที่คุณนอนซมด้วยพิษไข้ในห้อง ICU ใครที่เป็นคนนั่งเฝ้าและแอบเซ็นอนุมัติโครงการใหญ่ให้คุณโดยที่คุณไม่ต้องลุกขึ้นมาเซ็นเองด้วยซ้ำ... คุณกรณ์ ความทรงจำของคุณมันสั้น หรือว่าคุณจงใจลบเลือนมันไป เพื่อจะได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ในเกมแต่งงานครั้งนี้กันแน่" คำพูดแต่ละประโยคพุ่งตรงเข้าปักกลางอกของกรณ์ราวกับลูกศรอาบยาพิษ ร่างสูงใหญ่ชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความทรงจำสีดำมืดในอดีตย้อนกลับมาทุบตีสมองของเขาอย่างรุนแรง ภาพของหญิงสาวที่นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่มุมห้องในคืนที่บริษัทเกือบเจ๊ง ภาพของมืออันสั่นเทาที่จรดปากกาลงบนสัญญาค้ำประกันโดยไม่มีแม้แต่คำขอบคุณจากปากสามี กรณ์อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลำคอกลับตีบตันอย่างไร้สาเหตุ ความเคยกดดันที่เคยใช้ได้ผลเสมอในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นบูมเมอแรงที่ย้อนกลับมาปักเข้าที่หน้าผากของเขาอย่างจัง "ผมไม่เซ็น..." กรณ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธผสมความสับสนที่เริ่มกัดกินหัวใจ "ไม่ว่าคุณจะยกเรื่องอะไรขึ้นมาอ้าง หุ้นพวกนั้นไม่มีวันเป็นของคุณ... และคุณก็ไม่มีวันเดินออกจากบ้านหลังนี้ไปได้ จนกว่าคุณจะยอมเซ็นใบหย่าในเงื่อนไขของผม!" นี่คือไม้ตายสุดท้ายของผู้ชายที่จนมุม—การใช้อำนาจกักขังและการข่มขู่ แต่ทว่า... กรณ์ประเมินผู้หญิงตรงหน้าต่ำเกินไป พิมพ์พรรณในวันนี้ไม่ใช่พิมพ์พรรณคนเดิมที่เคยยอมจำนนต่อกรงทองหลังนี้อีกแล้ว หญิงสาวถอนหายใจยาวนานออกมาเฮือกหนึ่ง เป็นลมหายใจแห่งการปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมด เธอยกมือขึ้นปลดแหวนแต่งงานเพชรเม็ดโตราคาแพงลิบลิ่วออกจากนิ้วนางข้าง左 แล้ววางมันลงบนกองเอกสารบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี เสียงเพชรและทองคำกระทบพื้นโต๊ะดัง *แป๊ก* เบาๆ แต่มันกลับดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของกรณ์ราวกับเสียงระฆังแห่งความพินาศ "ถ้าคุณไม่ยอมเซ็น... ก็ตามใจคุณครับ" พิมพ์พรรณกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาที่สุดในชีวิตของเธอ "เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ทนายรวินท์จะเป็นคนจัดการทุกอย่างผ่านกระบวนการศาลแทนผมเอง... และคุณจะได้รู้ว่า การสูญเสีย 'ทุกสิ่งทุกอย่าง' ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร" พูดจบ พิมพ์พรรณก็หันหลังให้เขาโดยเด็ดขาด ร่างเพศในชุดสูทสีเทาก้าวเดินอย่างมั่นคง มุ่งตรงไปยังประตูทางออกของห้องทำงานโดยไม่แม้แต่จะเหลือบสายตากลับมามองอดีตสามีที่ยืนแข็งค้างอยู่เบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย "พิม! หยุดเดี๋ยวนี้นะ พิม!" เสียงตะโกนเรียกชื่อเธอของกรณ์ดังไล่หลังมาอย่างเกรี้ยวกราด ผสมผสานกับความตื่นตระหนกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอกซ้าย ความรู้สึกหนาวเหน็บแปลกประหลาดแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง ราวกับว่าเขากำลังสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปตลอดกาล—บางสิ่งที่ต่อให้เอาเงินทั้งบริษัทมาแลก ก็ไม่มีวันซื้อคืนกลับมาได้ *ปัง!* เสียงปิดประตูกระจกบานใหญ่ดังสนั่น หักล้างความเงียบงันทั้งหมดในคฤหาสน์หลังโต พิมพ์พรรณก้าวเท้าพ้นจากร่มเงาของบ้านหลังนั้น ออกสู่แสงแดดยามสายที่สาดส่องลงมาทาบทับร่างของเธอ อิสรภาพที่เธอโหยหามานานนับปีอยู่ตรงหน้าแล้ว ทว่า... ในวินาทีที่เธอก้าวพ้นประตูรั้วเหล็กดัดออกไป สายตาของเธอกลับปะทะเข้ากับร่างของเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณสี่ขวบคนหนึ่ง ที่กำลังยืนถือลูกโป่งสีฟ้าอยู่ริมฟุตบาท เด็กน้อยคนนั้นหันมาสบตาเธอนิ่ง ดวงตากลมโตคู่นั้น... จมูกโด่งรั้นและริมฝีปากหยักนั้น ถอดแบบพิมพ์มาDบจากกรณ์ราวกับส่องกระจกเงา หัวใจของพิมพ์พรรณกระตุกวาบ เลือดในกายเย็นเฉียบขึ้นมาทันทีเมื่อเธอเหลือบไปเห็นเงาของร่างสูงใหญ่ที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบตามออกมาจากตัวบ้านเพื่อรั้งเธอไว้ แต่สายตากลับสะดุดหยุดนิ่งอยู่ที่เด็กชายคนดังกล่าว และในวินาทีนั้นเอง... กรณ์ที่วิ่งตามมาถึงประตูรั้ว ก็ชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง เมื่อสายตาของเขาประสานเข้ากับใบหน้าของเด็กชายแปลกหน้าคนเดียวกันนั้นเข้าอย่างจัง! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความทรงจำนี้ไป2ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษกระจกบนรอยยิ้มของอดีตสามี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%