คราบเขม่าสีดำที่ติดอยู่บนปลายนิ้วของผม ไม่ใช่ร่องรอยของผงถ่านธรรมดา แต่มันคือคราบสนิมเหล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ของแผ่นยันต์โลหะอาคมชั้นต่ำ—สิ่งที่พวกเดรัจฉานวิชาใช้สะกดจิตและควบคุมจิตใจเหยื่อให้เดินเข้าสู่กองเพลิงแห่งความตายด้วยความสมัครใจ
กลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินในอาคารร้างย่านฝั่งธนบุรีคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นอายของธูปโบราณที่เพิ่งมอดดับลง ปลายกระบอกปืนสั้นในมือของผมยังคงร้อนผ่าวจากการลั่นกระสุนเตือนเมื่อสิบนาาทีก่อน ร่างของ “นายชู ภูมิพัฒน์” ผู้รับเหมาช่วงวัยกลางคนกำลังสั่นเทาอยู่บนพื้นซีเมนต์ เยื่อบุตาของเขาแดงก่ำ เส้นเลือดฝอยในตาแตกจากการเสพอาคมย้อนกลับ—ผลพวงของการทำพิธีที่ล้มเหลวเมื่อเหยื่อขัดขืน
“แกคิดว่าจับฉันได้แล้วสินะ... ศตวรรษ” ชูหัวเราะร่วนออกมาเสียงแหบพร่า รอยยิ้มบิดเบี้ยวบนริมฝีปากแห้งผากของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันราวกับคนเสียสติ “พวกแกมันก็แค่พวกวิ่งตามเงา... ตัวจริงเขาอยู่สูงกว่าที่พวกแกจะเอื้อมถึงเสียอีก”
ผมลดปืนลงช้าๆ รักษาความเยือกเย็นเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย แม้ว่าในใจจะประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ชูเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ เป็นแค่ผู้รับจ้างจัดเตรียมสถานที่และจัดหาเหยื่อให้แก่ “สถาปัตยกรรมแห่งความตาย” ที่ถูกออกแบบอย่างแยบยล แต่คำพูดของมันเมื่อครู่กลับมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด
“สูงแค่ไหนกันล่ะ ชู” เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงสาดส่องตัดผ่านความมืดเผยให้เห็นร่างเพรียวระหงในชุดสูทสีเข้ม รินทร์ก้าวเท้าเข้ามาในห้องช้าๆ รองเท้าหนังกระทบพื้นคอนกรีตเกิดเสียงก้องกังวานน่าขนลุก ดวงตาคู่สวยของเธอกวาดมองร่องรอยอักขระบนผนังด้วยความสนใจระคนสมเพช “สถาปนิกที่ออกแบบโครงสร้างอาคมนี้ไม่ได้ใช้ยันต์กระดาษราคาถูก... แต่ใช้ผังเมืองโบราณเป็นฐานันดรทับซ้อน ชู คุณเป็นแค่คนผสมปูน ไม่ใช่คนออกแบบตึกนี้หรอกจริงไหม?”
ชูสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นรินทร์ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความท้าทายกลายเป็นความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด—ความหวาดกลัวที่ไม่ได้มาจากผม แต่มันมาจากชื่อตระกูลเก่าแก่ที่รินทร์แบกรับไว้บนบ่า
“คุณ... คุณมันนากระแส... ตระกูลนั้นมันควรจะล่มสลายไปตั้งแต่รุ่นปู่แล้วนี่!” ชูคำรามเสียงต่ำ พยายามขยับถอยหลังแต่ติดกำแพงอิฐมอญเปลือย
“ตระกูลของฉันจะล่มสลายหรือไม่ นั่นไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องกังวลหรอกครับ” ผมก้าวเข้าไปขวางหน้าชูเล็กน้อย รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยแต่มั่นคง สายตาคมกริบมองสบกับคนตรงหน้าเพื่อกดดันทางจิตวิทยา “สิ่งที่เราต้องการคือชื่อของ ‘สถาปนิกใหญ่’ คนนั้น ใครเป็นคนสั่งให้คุณใช้ผังอาคมตรึงวิญญาณเหยื่อทั้งเจ็ดคนในโครงการก่อสร้างนั่น”
ชูเงียบไป อากาศในห้องใต้ดินราวกับลดอุณหภูมิลดลงอย่างกะทันหัน ความกดอากาศต่ำแผ่ซ่านจนรู้สึกได้ที่ผิวหนัง รินทร์ย่างสามขุมเข้าไปใกล้ ชายผ้าสูทของเธอไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว เธอย่อตัวลงช้าๆ จนสายตาอยู่ในระดับเดียวกับผู้ต้องหา กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของคนที่มีสายเลือดอาคมลึกลับลอยแตะจมูก
“นายรู้ไหมว่าทำไมอาคมชุดนี้ถึงย้อนกลับมาเล่นงานนาย?” เสียงของรินทร์นุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของคนรัก แต่แฝงด้วยความเยียบเย็นบาดลึก “เพราะคนออกแบบไม่ได้ตั้งใจจะให้นายรอดตั้งแต่แรกแล้ว... นายเป็นแค่ ‘ลิ่ม’ ตัวสุดท้ายที่ต้องถูกตอกลงไปเพื่อปิดปาก ไม่ใช่เหยื่อบูชา”
ดวงตาของชูเบิกกว้างขึ้นทันที ร่างกายที่สั่นเทาอยู่แล้วยิ่งสั่นหนักขึ้นไปอีก ความตระหนักรู้บางอย่างฉายชัดผ่านแววตาหวาดผวา เขาอ้าปากพะงาบๆ ราวกับคนกำลังจะจมน้ำ
“มัน... มันบอกว่า... ถ้างานสำเร็จ ฉันจะได้ส่วนแบ่งมหาศาล...” ชูกัดฟันกรอด น้ำตาไหลพรากผสมกับคราบเขม่าดินปืนบนแก้ม “แต่มันไม่ได้บอกว่า... อาคมนี่มันกัดกินวิญญาณคนทำด้วย... อึก!”
ชูสำลักออกมาเป็นลิ่มเลือดสีดำสนิท กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพุ่งทะลักออกจากปากของเขา รินทร์ผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาของเธอหรี่ลงด้วยความตื่นตัว
“ยาพิษ?” ผมถามสั้นๆ พลางพุ่งเข้าไปคว้าตัวชูที่กำลังล้มฟุบลงกับพื้น
“ไม่ใช่ยาพิษ...” รินทร์พูดเสียงเครียด ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงที่อากาศเบื้องหน้าเสมือนเธอกำลังสัมผัสกับโครงข่ายพลังงานที่มองไม่เห็น “...มันคือ ‘สัญญาเลือด’ ที่ถูกผูกไว้กับยันต์แม่บท แรงสะท้อนจากการซักถามเมื่อครู่ไปกระตุ้นให้กลไกการฆ่าตัดตอนทำงานอัตโนมัติ ใครบางคนกำลังเฝ้าดูพวกเราอยู่จากที่ไหนสักแห่ง”
ก่อนที่ผมจะได้ออกคำสั่งให้รินทร์ถอยออกไป เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของผมก็แผדเสียงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน มันเป็นเบอร์แปลกที่ไม่แสดง10หลักหมายเลข แต่ขึ้นต้นด้วยรหัสพื้นที่ของเขตเมืองเก่าที่เพิ่งเกิดคดีฆาตกรรมไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
ผมสบตากับรินทร์เพียงเสี้ยววินาที เคมีและความเข้าใจอันเงียบงันระหว่างเราทำงานทันที ผมกดรับสายและเปิดสปีกเกอร์โฟนให้เธอได้ยินร่วมกัน
*(ความเงียบงันชั่วขณะฝั่งตรงข้าม ก่อนจะมีเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงหัวเราะต่ำๆ ดังลอดออกมาจากลำโพง)*
“น่าประทับใจจริงๆ ครับ... คุณนักมานุษยวิทยา และคุณหนูตระกูลหมอผีผู้ดื้อรั้น” เสียงทุ้มแหบพร่าของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น ราวกับเขากำลังยืนกระซิบอยู่ข้างหูในระยะประชิด “พวกคุณคิดว่าจับหมาตัวแรกได้แล้วจะเจอเจ้าของบ้านอย่างนั้นหรือครับ... ลองหันไปมองที่เสาเข็มต้นที่สามของห้องที่คุณยืนอยู่ตอนนี้สิครับ... ของขวัญต้อนรับชิ้นต่อไปกำลังรอให้พวกคุณไปเปิดอ่านอยู่พอดี”
ผมหันขวับไปมองตามคำบอก รินทร์พุ่งตัวเข้าไปที่เสาคอนกรีตต้นใหญ่กลางห้องใต้ดินทันที ปลายนิ้วของเธอรีบปัดคราบปูนเก่าๆ ออกอย่างร้อนรน จนกระทั่งเผยให้เห็นวัตถุบางอย่างที่ถูกฝังผนึกเอาไว้ลึกเข้าไปในเนื้อปูน
มันไม่ใช่กระดาษยันต์... แต่เป็น “แผ่นป้ายชื่อไม้จันทน์หอม” ที่แกะสลักเป็นรูปใบหน้าของครอบครัวผมเอง—ครอบครัวที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ไฟไหม้ปริศนาเมื่อสิบปีก่อน พร้อมกับตัวเลขเวลาปัจจุบันที่กำลังเดินถอยหลังอย่างบ้าคลั่ง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
ศัสตราอาคมกับรอยยิ้มของฆาตกร•ตอนที่ 17
คำสารภาพของศัตรู
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอาคมกับรอยยิ้มของฆาตกร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!