กลิ่นอับชื้นของอิฐเผาเก่าแก่และคราบเขม่าสีดำสนิทเคลือบอยู่บนผนังปูนเปลือย คือสิ่งแรกที่ศตวรรษสัมผัสได้เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเหล็กดัดที่ถูกงัดจนบิดเบี้ยว แสงไฟฉายคาดหัวสาดส่องผ่าความมืดมิดลงไปเบื้องล่าง เผยให้เห็นบันไดวนศิลาที่ทอดยาวดิ่งลงสู่ใจกลางความเวิ้งว้างใต้พื้นดิน บรรยากาศที่นี่หนาแน่นไปด้วยประจุพลังงานลึกลับบางอย่าง แรงดันอากาศต่ำจนทำให้แก้วหูอื้ออึง ราวกับว่ามิติเบื้องล่างกำลังสูบกลืนออกซิเจนทุกโมเลกุลไปจากปอดของเขา
"ระวังหน่อยครับศตวรรษ... พื้นตรงนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักของนักมานุษยวิทยาผู้ยึดมั่นในตรรกะอย่างคุณ"
เสียงกระซิบกระเส่าเคลือบรอยยิ้มดังขึ้นจากด้านหลัง รินทร์ก้าวตามลงมาอย่างเงียบเชียบ ร่างโปร่งในชุดเสื้อโค้ตกันหนาวสีเข้มกลมกลืนไปกับเงื้อมเงาของความมืด ปลายเรียวลิ้นของเธอไล้ริมฝีปากแผ่วเบาขณะกวาดสายตามองไปรอบห้องใต้ดินด้วยความหลงใหล ประหนึ่งนักล่าที่กำลังย่างก้าวเข้าสู่รังของเหยื่ออันโอชะ
ศตวรรษไม่ใส่ใจคำเย้าแหย่นั้น สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะกำลังกวาดมองไปทั่วบริเวณเพื่อประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณมืออาชีพ นิ้วมือสวมถุงมือยางหยิบเครื่องตรวจวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมาหน้าจอขนาดเล็กกะพริบถี่รัวด้วยตัวเลขสีแดงฉาน บ่งบอกถึงสนามพลังงานอาคมที่หนาแน่นเกินกว่าขีดจำกัดปกติ
"พลังงานตรงนี้สูงผิดปกติ..." ศตวรรษพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำของเขาราบเรียบแต่แฝงความตึงเครียด "มันไม่ใช่แค่ร่องรอยของพิธีกรรมไสยเวททั่วไป แต่มันคือสนามพลังงานที่ถูกควบคุมด้วยกลไกทางสถาปัตยกรรม... เหมือนกับที่คุณเคยบอกไว้ รินทร์"
รินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะของเธอน่าหลงใหลและอันตรายในเวลาเดียวกัน หญิงสาวก้าวเข้ามาประชิดจนแผ่นหลังของศตวรรษเกือบชนเข้ากับอกของเธอ กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมผสานกับกลิ่นอายดินปืนและธูปโบราณลอยเข้าแตะจมูก ปลุกเร้าประสาทสัมผัสทุกส่วนให้ตื่นตัวอย่างดุดัน
"คุณฉลาดเสมอเมื่ออยู่ใกล้ผม ศตวรรษ" รินทร์กระซิบข้างใบหู น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลทว่าบาดลึก "ตรรกะและวิทยาศาสตร์ของคุณพยายามอธิบายทุกอย่างด้วยเหตุและผล แต่บางครั้ง... ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้อุ้งเท้าของเรา มันสกปรกและดาร์กเกินกว่าสมการคณิตศาสตร์จะคำนวณไหวหรอกนะครับ"
ศตวรรษเบี่ยงตัวหลีกเลี่ยงระยะประชิดนั้นอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด เขาสD-สปอตไฟฉายไปยังมุมอับสายตาที่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง แสงสีขาวนวลกวาดผ่านเสาหินศิลาที่สลักลวดลายยันต์โบราณ—ลวดลายที่ไม่ได้มีไว้เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ 'กักขัง' และ 'ถ่ายเท' พลังงานชีวิตของมนุษย์
กลางห้องโถงใดินนั้น แท่นบูชาหินอ่อนสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ บนพื้นผิวเย็นเฉียบปรากฏคราบของเหลวสีคล้ำแห้งกรังเป็นวงกว้าง กลลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นสาบสางของกาลเวลา ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของศตวรรษให้หยุดนิ่งไม่ใช่แท่นบูชานั้น หากแต่เป็นตู้กระจกนิรภัยขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง
ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้ด้วยฝีเท้าที่ระมัดระวัง หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยามได้ ระหว่างความหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะพบ กับความกระหายใคร่รู้ในฐานะนักวิชาการผู้ไขคดี
ภายในตู้กระจกนิรภัยนั้น... ไม่ได้ว่างเปล่า
มันคือสมุดบันทึกปกหนังสีดำที่เปื่อยยุ่ยตามกาลเวลา วางเคียงคู่กับกริชโบราณด้ามแกะสลักจากกระดูกมนุษย์ และที่สะดุดตาที่สุดคือ 'หน้ากากผ้า' ลายประหลาดที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง หน้ากากแบบเดียวกับที่ฆาตกรสวมใส่ในคืนวันเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมสะเทือนขวัญเมื่อสามปีก่อน
ศตวรรษกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือภายใต้ถุงมือยางสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปแตะกลอนล็อกของตู้กระจก ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวผุดวาบขึ้นมาในหัวสมองราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก บาดแผลที่เขาพยายามปิดตายมาตลอดหลายปีถูกกรีดซ้ำด้วยหลักฐานตรงหน้า
"เจอแล้วสินะครับ..." รินทร์เดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง แววตาของเธอยามนี้ไม่มีร่องรอยของความขี้เล่นหลงเหลืออยู่ มีเพียงความลุ่มลึกและประกายแสงบางอย่างที่อ่านไม่ออก "หลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า... สิ่งที่คุณศรัทธาตลอดมา มันเป็นเพียงเรื่องหลอกเด็ก"
ศตวรรษไม่ตอบ เขาใช้เครื่องมือช่างขนาดเล็กค่อยๆ งัดกลอนตู้กระจกจนส่งเสียงดังแกร๊ก เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วห้องใต้ดินอันเงียบสงบ ทันทีที่บานตู้เปิดออก กลิ่นอายความเยือกเย็นพวยพุ่งออกมาประทะใบหน้าอย่างรุนแรง ราวกับวิญญาณนับร้อยกำลังกรีดร้องอยู่ในความมืด
เขายื่นมือไปหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง หน้ากระดาษสีเหลืองกรอบเปิดออกโดยอัตโนมัติด้วยแรงลมปริศนา ลายมือหวัดๆ เขียนด้วยหมึกสีดำเข้มปรากฏแก่สายตา ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของศตวรรษสะดุดกึก ไม่ใช่เนื้อหาภายในบันทึกเกี่ยวกับการทำพิธีกรรมไสยเวท...
แต่มันคือรูปถ่ายใบเก่าที่ร่วงหล่นลงมาบนฝ่ามือของเขา
รูปถ่ายครอบครัวในอดีต—ภาพของพ่อ แม่ และตัวเขาเองในวัยเด็ก กำลังยืนยิ้มอยู่หน้าบ้านพักคดีแรกที่เกิดเหตุฆาตกรรมปริศนา แต่ที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าคือ มีรอยปากกาหมึกสีแดงกากบาททับใบหน้าของพ่อและแม่ไว้อย่างจงใจ และที่มุมขวาล่างของรูป มีลายมือเขียนด้วยหมึกชนิดเดียวกันกำกับไว้ว่า...
*“บทเรียนบทที่สี่... กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว, ลูกศิษย์ตัวน้อย”*
ศตวรรษเบิกตากว้าง ความเย็นวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียไปถึงกระดูกสันหลัง เขารีบหันขวับกลับไปมองด้านหลังเพื่อจะถามรินทร์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ทว่า... ความมืดมิดเบื้องหลังบัดนี้ว่างเปล่า รินทร์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ดังสะท้อนก้องมาจากมุมมืดที่ลึกที่สุดของอุโมงค์ใต้ดิน—เสียงหัวเราะของบุคคลที่ศตวรรษคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน!
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ศตวรรษ"
ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ — อรุณมนตราขาว
ศัสตราอาคมกับรอยยิ้มของฆาตกร•ตอนที่ 15
ห้องลับใต้ดิน
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอาคมกับรอยยิ้มของฆาตกร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!