กลิ่นคาวสนิมเหล็กและธูปหอมจันทร์กะพ้อผสมปนเปกันจนชวนคลื่นไส้ในห้องใต้ดินของเรือนโบราณ ศตวรรษใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับ แว่นตากรอบเงินของเขาขึ้นฝ้าบางๆ จากความอับชื้น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขากำลังโฟกัส ดวงตาคู่คมจดจ้องมองแผ่นยันต์หนังมนุษย์ที่ตรึงอยู่บนโครงกระดูกมนุษย์ยุคโบราณ รอยจารอักขระขอมด้วยน้ำหมึกผสมเลือดสดๆ ยังคงดูชุ่มฉ่ำ ราวกับเพิ่งผ่านพิธีกรรมเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
"คุณกำลังใช้ตรรกะทางวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่มีวันเอื้อมถึงนะครับ ศตวรรษ"
เสียงทุ้มต่ำแต่เย้ายวนลอยมาจากความมืดมุมห้อง รินทร์ก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของเสาไม้ตะเคียน กลิ่นกายหอมเย็นแบบดอกไม้ป่าผสมกลิ่นอายดินชื้นยามฝนตกโชยมาแตะจมูก สถาปนิกสาวในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทดูตัดกับผิวขาวราวกระดาษสา เธอยืนกอดอก รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่สวยงามแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันและอันตราย
ศตวรรษไม่หันไปมอง เธอรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไร และเขาก็รู้ดีว่าเธอกำลังพยายามชี้นำเขาไปทางไหน
"หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหกใคร รินทร์" ศตวรรษเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เยือกเย็น แต่กรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนฟ้องชัดถึงความกรุ่นโกรธภายใน "รอยกรีดบนกระดูกพวกนี้เกิดจากโลหะสำริด ไม่ใช่พลังงานลึกลับบ้าบออะไรที่คุณพยายามยัดเยียดให้ผมเชื่อ ทุกอย่างมีคำอธิบาย เหตุและผลคือสิ่งเดียวที่แยกมนุษย์ออกจากความงมงาย"
รินทร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นกังวานและบาดลึก เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มทีละน้อย จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น สายตาของเธอทอดมองลงไปยังกระดูกชิ้นนั้น ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาสีดำสนิทคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงเหวที่พร้อมจะดึงดูดวิญญาณผู้คนให้หล่นร่วง
"เหตุและผลเหรอครับ?" รินทร์เอียงคอมองเล็กน้อย ท่าทีนั้นช่างเซ็กซี่และท้าทายในเวลาเดียวกัน "คุณเรียกการฆ่าบูชายัญเพื่อสะกดวิญญาณคนในตระกูลตัวเอง ว่าเป็นแค่ 'ความงมงาย' งั้นหรือ? คุณกำลังปฏิเสธความจริงที่ว่า บาดแผลในใจของคุณเอง... ก็เกิดจากความเชื่อที่คุณพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิตไม่ใช่หรือไง"
คำพูดนั้นราวกับใบมีดอาบยาพิษที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่าแก่ในจิตใจของศตวรรษ ดวงตาหลังกรอบแว่นวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ขยับเข้าประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าเข้าที่ข้อศอกเรียวของหญิงสาวโดยสัญชาตญาณ แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักหน่วงพอที่จะแสดงออกถึงความอัดอั้นตันใจที่ระเบิดออกมา
"คุณรู้อะไรเกี่ยวกับครอบครัวผม..." ศตวรรษเค้นเสียงกระซิบต่ำ ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร จนเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ "คุณรู้ดีเกินไป รินทร์... คุณเป็นใครกันแน่ เป็นสถาปนิกที่ออกแบบตึก หรือเป็นตัวการเบื้องหลังคดีฆาตกรรมต่อเนื่องพวกนี้กันแน่"
รินทร์ไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดัน เธอกลับยกมืออีกข้างขึ้นสัมผัสปกเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวยาวลากผ่านแผงอกแกร่งผ่านเนื้อผ้าช้าๆ ราวกับกำลังหยอกล้อกับเสือร้ายที่ติดจั่น รอยยิ้มของเธอยังคงประดับบนใบหน้า แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่ได้เห็นคนตรงหน้าสูญเสียความเยือกเย็น
"ถ้าผมเป็นฆาตกร... คุณคิดว่าผมจะยืนให้คุณจับผิดอยู่ตรงนี้เหรอครับ ศตวรรษ?" เธอกระซิบตอบ ชิดริมฝีปากจนเกือบจะแตะกัน "เราต่างก็กำลังค้นหาความจริง... เพียงแต่ความจริงของคุณคือการลบล้างความผิดบาปในอดีต ส่วนความจริงของผม... คือการยอมรับมัน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพดานห้องใต้ดินที่ดังต๊อกแต๊ก คล้ายนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง อุดมการณ์สองขั้วปะทะกันอย่างรุนแรงในพื้นที่แคบๆ ระหว่างตรรกะอันแข็งกระด้างของนักมานุษยวิทยา กับศรัทธาอันมืดมนของทายาทหมอผี ทั้งสองผูกพันกันด้วยความเกลียดชัง ความสงสัย และแรงดึงดูดทางเพศและจิตวิญญาณที่ปฏิเสธไม่ได้
ศตวรรษจ้องมองริมฝีปากอิบอิ่มที่แย้มยิ้มเย้ายวนนั้น ความโกรธเกรี้ยวในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันมืดดำที่ตีรวนอยู่ในอก เขาเกลียดตัวเองที่พ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงคนนี้ แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอคือคนเดียวที่เข้าใจความโดดเดี่ยวของเขาอย่างถ่องแท้
ก่อนที่ศตวรรษจะได้เอื้อนเอยคำพูดใดออกมาเพื่อทำลายกำแพงความเย้ายวนนี้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังสะท้อนก้องมาจากบันไดเบื้องบนก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนเดินปกติ... แต่เป็นเสียงลากเท้าที่เชื่องช้า ลากยาว และหนักหน่วง ราวกับมีบางสิ่งที่มีน้ำหนักมหาศาลกำลังก้าวลงมาทีละขั้น
รินทร์ชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา แววตาของเธอบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกที่ศตวรรษไม่เคยเห็นมาก่อน เธอดึงมือออกจากอกเขาแล้วหันขวับไปมองทางบันไดมืดมิด
"นั่นไม่ใช่ตำรวจที่คุณนัดไว้..." รินทร์กระซิบเสียงเครียด ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด "เสียงแบบนั้น... มันคือเสียงของศพที่ถูกปลุกด้วยอาคมชั้นต่ำ"
ศตวรรษปล่อยมือจากเธอ ชักปืนพกสั้นออกจากซองใต้แจ็คเก็ตอย่างคล่องแคล่ว ตรรกะในหัวสั่งให้เขาระวังตัว แต่นัยน์ตากลับกวาดมองไปรอบห้องเพื่อหาทางหนทีไล่ ทว่าทันใดนั้น แสงไฟจากหลอดไฟนีออนบนเพดานก็กระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลง ปล่อยให้ห้องใต้ดินทั้งห้องจมดิ่งสู่ความมืดมิดสนิท
ในความมืดนั้น เสียงฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตูห้องใต้ดิน และเสียงกระซิบแหบพร่าราวกับมาจากหลุมศพก็ดังขึ้นติดใบหูของศตวรรษ
*"...มึง...เอาของกู...คืนมา..."*
ศตวรรษหันขวับไปตามเสียงพร้อมกระชับปืนในมือ แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ลมหายใจของมนุษย์ หากแต่เป็นไอเย็นยะเยือกที่บาดลึกถึงกระดูก และเมื่อไฟฉายแรงสูงจากมือของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงประตูสาดส่องเข้ามา สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่า... แต่เป็นร่างของสารวัตรวิฑูรย์ นายตำรวจผู้รับผิดชอบคดี ที่บัดนี้คอหักพับไปด้านหลัง ดวงเบิกโพลงไร้แววชีวิต และที่หน้าอกถูกควักออกจนเห็นกระดูก พร้อมกับแผ่นยันต์แผ่นใหม่ที่ถูกปักคาไว้... ซึ่งมีลายมือเขียนด้วยหมึกเลือดเปื้อนชื่อของ "ศตวรรษ" เด่นชัดหรา
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
ศัสตราอาคมกับรอยยิ้มของฆาตกร•ตอนที่ 24
คำลวงสีขาว
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอาคมกับรอยยิ้มของฆาตกร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!