"ถ้าคิดจะร้องไห้จนตาบวมเป่งเป็นกระต่ายตื่นตูม ก็ช่วยไปร้องไกลๆ สายตาฉันหน่อยค่ะ คุณหนูพราวพิชชา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความรำคาญใจนิดๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องสวีทหรูหรา ภายในเพนท์เฮาส์ส่วนตัวที่ไร้เงาผู้บุกรุกและเกมการเมืองสกปรกของธนภัทรชั่วคราว รวินันท์ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างกระจกใส บอดี้การ์ดสาวในชุดสูทสีเข้มยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการปะทะคารมและกระสุนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าม้าปรกนิ่งสนิท ทว่ากลับไหววูบอย่างปิดไม่มิดยามกวาดสายตามองร่างระหงที่นั่งขดตัวอยู่บนโซฟาหนังแท้
พราวพิชชาสะดุ้งสุดตัว เปลือกตาที่บวมช้ำจากการกลั้นสะอื้นมาตลอดทางเงยขึ้นจ้องเขม็ง ใบหน้าที่เคยเชิดรั้นและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงยามอยู่ในสังคมไฮโซ บัดนี้กลับเปื้อนคราบน้ำตาและดูเปราะบางเสียจนคนมองรู้สึกเจ็บแปลบในอก
"ใครบอกว่าฉันร้องไห้กันคะ ยัยบอดี้การ์ดหน้าตาย!" พราวสวนกลับทันควัน เสียงแหบพร่าและสั่นเครือทำลายความน่าเชื่อถือจนหมดสิ้น เจ้าตัวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะดึงหน้ากากความแข็งแกร่งกลับมาสวมทับ "ตาฉันมันแค่... โดนฝุ่นผงจากพวกสมุนกระจอกของธนภัทรกระเด็นใส่ต่างหากเล่า!"
"ฝุ่นผงอานุภาพรุนแรงมากสินะคะ ถึงได้ทำให้ทายาทหมื่นล้านน้ำตาร่วงพรูเป็นสั่งได้แบบนี้" รวินันท์ถอนหายใจยาว เดินสาวเท้ายาวๆ เข้ามาหยุดยืนตรงหน้าโซฟา มือเรียวภายใต้ถุงมือหนังยื่นทิชชูผืนหนาให้ แต่วิธีการยื่นนั้นกลับห้วนกระด้างตามสไตล์เจ้าตัว "รับไปซะ... ก่อนที่น้ำตาคุณจะท่วมเพนท์เฮาส์ของฉันจนปลาน็อกน้ำตายเสียก่อน"
พราวปัดมืออีกฝ่ายทิ้งอย่างไม่ใยดี "ฉันไม่ต้องการความสงสารจากคุณหรอกนะ!"
แต่ทว่า... ความแข็งกระด้างที่พยายามสร้างขึ้นมานับชั่วโมง พังทลายลงในวินาทีนั้นเอง
เขื่อนน้ำตาที่พราวพยายามกักเก็บไว้ด้วยความทิฐิ พลแตกทะลักออกมาอีกระลอก ร่างบางสะท้านเฮือก ไหล่บอบบางสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ ความกดดันมหาศาลจากภาระหน้าที่ของบริษัท ความหวาดกลัวที่เกือบจะสูญเสียทุกอย่าง และความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจมาตลอดนับตั้งแต่สูญเสียมารดา ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นเสียงสะอื้นไห้ที่ดังระคนความเจ็บปวด
รวินันท์ชะงักค้าง แววตานิ่งสนิทเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความตระหนกวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความปวดร้าวลึกซึ้งที่เจ้าตัวไม่เคยอนุญาตให้ใครได้เห็น
บอดี้การ์ดสาวทิ้งมาดเคร่งขรึมลงพื้น ทรุดกายลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าโซฟา มือเรียวที่เคยจับปืนและซัดศัตรูดับดิ้นในพริบตา เอื้อมออกไปคว้ามือเรียวของคนตัวเล็กที่กำลังกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อมาคลี่ออกช้าๆ อย่างทะนุถนอม
"ปล่อยฉันนะ... ฮือ... รวี... ปล่อยฉัน..." พราวพยายามสะบัดมือหนีด้วยความอับอาย ปิดบังใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาด้วยมืออีกข้าง "อย่ามามอง... อย่ามองสภาพที่น่าสมเพชแบบนี้ของฉันนะ!"
"ฉันไม่เคยคิดว่าคุณน่าสมเพชเลยสักครั้ง... พราว"
เสียงทุ้มที่อ่อนลงจนแทบกระซิบ แทรกซึมผ่านความวุ่นวายในโสตประสาทของพราวพิชชา รวินันท์ขยับเข้าไปประชิดร่างบาง บังคับให้อีกฝ่ายยอมสบตา ใบหน้าที่มักจะนิ่งเรียบราวกับหุ่นยนต์ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอาทรและแววตาที่สั่นไหวรุนแรง
"ร้องออกมาให้พอค่ะ..." รวินันท์เอ่ยเสียงนุ่ม มืออุ่นจัดประคองแก้มเนียนใสที่เปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำตา ใช้นิ้วหัวแม่มือปัดป้ายความเปียกชื้นนั้นออกให้อย่างอ่อนโยนที่สุด "ถ้ามันหนักหนาเกินกว่าจะแบกรับไว้คนเดียว ก็โยนมันมาให้ฉันช่วยแบกสิทธิ์ขาดบ้าง... ลืมไปแล้วเหรอคะว่าหน้าที่ของฉันคืออะไร"
พราวสะอื้นฮัก ซบหน้าผากลงกับลาดไหล่กว้างของบอดี้การ์ดสาวอย่างไร้การป้องกัน กลิ่นกายสะอาดเจือจางกลิ่นบุหรี่จางๆ และความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่อีกฝ่ายมอบให้ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเดียวในโลกที่พราวโหยหามาเนิ่นนาน แขนเรียวสั่นเทาโอบกอดเอวสอบของรวินันท์แน่น ซ่อนใบหน้าที่บวมเปื้อนไว้กับซอกคอระหง ปล่อยให้ความอ่อนแอทั้งหมดระบายออกมาผ่านหยาดน้ำตาที่ซึมผ่านเนื้อผ้าสูท
รวินันท์นิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจในอกเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกซี่โครง เคมีและความรู้สึกที่พยายามเก็บกดไว้ภายใต้กฎระเบียบของอาชีพ ถูกหลอมละลายจนหมดสิ้นด้วยหยาดน้ำตาของคนในอ้อมแขน
ร่างสูงขยับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือข้างหนึ่งลูบเส้นผมยาวสลวยที่ยุ่งเหยิงอย่างเบามือ ปลอบประโลมด้วยสัมผัสที่เต็มไปด้วยความคลั่งรักที่ซ่อนเร้น ก่อนจะก้มลงกดริมฝีปากนุ่มนวลลงบนขมับบาง ปัดเป่าความหวาดกลัวทั้งหมดให้มลายหายไป
"ร้องให้พอตรงนี้นะคะ..." รวินันท์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงจริงจังหนักแน่นราวกับคำสาบาน "จากนี้ไป... ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา หรือพวกมันจะยกกองทัพมาเป็นร้อย ฉันก็จะเอาชีวิตของตัวเองแลกเพื่อปกป้องคุณ... พราวพิชชา จำคำพูดของรวินันท์คนนี้ไว้ให้ดี"
พราวเงยหน้าขึ้นสบตาในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใน ดวงตากลมโตที่ยังรื้นหยาดน้ำตาประกายวับวาวด้วยความซาบซึ้งและหัวใจที่เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ปากเก่งๆ ที่ชอบต่อปากต่อคำหายไปสิ้น เหลือเพียงความโหยหาที่สะท้อนผ่านแววตา
รวินันท์จ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ยังสั่นระริก ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ทีละนิด ทีละนิด... จนระยะห่างแทบไม่เหลือ
ริมฝีปากอุ่นทาบทับลงมาแผ่วเบa นุ่มนวล และเต็มไปด้วยความโหยหาที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาอีก มีเพียงรสสัมผัสที่หวานล้ำและสั่นสะเทือนหัวใจ ซึ่งทำลายกำแพงทิฐิทั้งหมดลงอย่างราบคาบ พราวหลับตาพริ้ม ยอมจำนนต่อสัมผัสที่รวินันท์มอบให้ แขนเรียวเลื่อนขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง ดึงรั้งให้อีกฝ่ายแนบชิดยิ่งขึ้นไปอีกในคืนที่หัวใจเปิดอกยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เสียงเคาะประตูกระชั้นชิดจากภายนอกเพนท์เฮาส์ก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศหวานซึ้งลงอย่างไม่ปรานี
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ตามด้วยเสียงตะโกนร้อนรนของมีนาราที่ดังทะลุบานประตูเข้ามา ทำให้ทั้งคู่ผละออกจากกันแทบไม่ทัน
"พราว! รวี! พวกเธออยู่ในนั้นใช่ไหม เปิดประตูเร็วเข้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... คนของธนภัทราบุกมาปิดล้อมตึกนี้ไว้หมดแล้ว!"
โรสแมรี่พิษขอตัวไปหยิบมีดสั้นมากำไว้รอรับมือพวกมันก่อนนะคะ รี้ดเดอร์ขาเตรียมใจไว้ให้ดีเพราะบทหน้าเลือดสาดแน่นอนค่ะ!
กับดักหัวใจยัยบอดี้การ์ดหน้าตาย•ตอนที่ 21
คืนที่หัวใจเปิดอก
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจยัยบอดี้การ์ดหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!