กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องสวีทหรูระดับห้าดาวไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย รวินันท์ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน ร่างกายกำยำภายใต้สูทเข้ารูปอยู่ในท่าเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด สายตาคมกริบกวาดมองผ่านช่องบานเกล็ดหน้าต่างที่ปิดทึบเพื่อประเมินสถานการณ์ภายนอก หลังจากที่คำพูดประโยคสุดท้ายของเธอเมื่อคืนยังคงแขวนค้างอยู่กลางอากาศ—*แขกไม่ได้รับเชิญมาถึงหน้าประตู*—แต่ทว่า สิ่งที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าเงาหัวของพวกมัน กลับเป็นบุคคลที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้เบื้องหน้าเธอนี่ต่างหาก
ท่านเจ้าสัวธนาธิป... พ่อของพราวพิชชา
"นั่งลงสิผู้กองรวินันท์ จะยืนค้ำหัวฉันไปถึงไหน" น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงแรงกดดันมหาศาล สมกับที่เป็นนักธุรกิจมือทมิฬผู้กุมอาณาจักรหมื่นล้านไว้ในมือ รวินันท์เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยแต่ไม่ได้หย่อนกายลงนั่งตามคำสั่ง ดวงตาคมดุยังคงฉายแววระแวดระวัง
"หน้าที่ของฉันคือยืนอารักขาความปลอดภัยค่ะท่าน ไม่ใช่มานั่งจิบชาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในยามวิกาลแบบนี้" รวินันท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้ความเกรงกลัวต่อบารมีของผู้เป็นนายใหญ่
ท่านเจ้าสัวแค่นหัวเราะในลำคอ สายตากวาดมองบอดี้การ์ดสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประเมินค่า "ปากกล้าสมกับที่ลูกสาวตัวแสบของฉันติดอกติดใจ... แต่จำไว้รวินันท์ ข่าวกรองของฉันแม่นยำกว่าที่เธอคิด 'พวกมัน' ไม่ได้แค่มารangแอบดูลาดเลาะ แต่มันส่งสาส์นเตือนมาแล้ว และเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือหัวใจของยัยพราวต่างหาก"
รวินันท์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น6เหลี่ยม ความกังวลฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่คมที่ปกติมักจะเย็นชาจนเดาใจยาก "ฉันรู้หน้าที่ของตัวเองดีค่ะท่าน และฉันไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องตัวคุณหนูพราวเด็ดขาด—"
"รู้ดีแต่ทำตัวเหลาะแหละ!" เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวขึ้นขัดจังหวะ ท่านเจ้าสัววางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น "ฉันสั่งให้เธอระวังตัวมากกว่านี้ เลิกทำตัวเป็นโล่เนื้อโง่ๆ แล้วหัดใช้สมองวางแผนตลบหลังพวกมันบ้าง! ถ้าลูกสาวฉันเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ ฉันนี่แหละจะปลดเธอออกจากตำแหน่งด้วยมือตัวเอง แล้วส่งเธอกลับไปขุดรากถอนโคนพวกมันในนรกซะ!"
คำสั่งเฉียบขาดและสายตาดุดันคู่นั้นไม่ได้ทำให้รวินันท์สะทกสะท้าน เธอยังคงยืนตรงตระหง่าน แววตาวาวโรจน์ขึ้นด้วยความถือดี "ท่านไม่ต้องมาสั่งสอนฉันหรอกค่ะ เพราะต่อให้ท่านไม่เอ่ยปาก ฉันก็เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเธออยู่แล้ว... ด้วยวิธีของฉันเอง"
ท่านเจ้าสัวหรี่ตามองบอดี้การ์ดสาวครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายสูทลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ดี... หวังว่าปากกับฝีมือของเธอจะตรงกันนะผู้กอง" พูดจบ ร่างสูงใหญ่ของประธานบริษัทหมื่นล้านก็ก้าวออกจากห้องไปอย่างไร้ซุ่มเสียง ทิ้งให้รวินันท์ยืนจมอยู่กับกองเพลิงความเครียดที่สุมอก
แกร็ก...
เสียงเปิดประตูห้องนอนด้านในดังขึ้นแผ่วเบา ดึงสติรวินันท์ให้หลุดจากภวังค์ ร่างบางชะหนูของพราวพิชชาในชุดนอนผ้าไหมสีมุกก้าวออกมาด้วยท่าทางงัวเงียเล็กน้อย แต่ดวงตากลมโตคู่สวยกลับฉายแววขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเรียวเชิดขึ้นตามนิสัยเจ้าคุณหนูก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะพ่นคำตัดพ้อออกมาทันที
"นี่! ยัยบอดี้การ์ดหน้าตาย เมื่อกี้พ่อฉันพูดอะไรกับเธอน่ะ ทำไมต้องเสียงดังใส่กันด้วย? แล้วนี่เธอทำหน้าทำตาเครียดเป็นตูดหมึกอะไรอีกเนี่ย?" พราวพิชชาเดินเข้าประชิดตัวรวินันท์ กอดอกแน่นพลส่งสายตาพิฆาตมาให้
รวินันท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยอ่อน เธอกวาดสายตามองสำรวจคุณหนูจอมเอาแต่ใจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อเช็กความเรียบร้อยตามสัญชาตญาณ ก่อนจะตอบเสียงห้วน "ไม่ใช่เรื่องที่คุณหนูต้องมาใส่ใจค่ะ กลับไปนอนซะ ดึกดื่นแบบนี้ออกมาเดินป้วนเปี้ยนข้างนอกทำไม"
"ยัยรวี!" พราวพิชชาแว้ดขึ้นทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความไม่พอใจ เธอฮึดฮัดเดินเข้าไปกระแทกไหล่หนาของอีกฝ่ายเบาๆ อย่างหมั่นไส้ "นี่ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงนะยะ! เห็นยืนคุยเคร่งเครียดกับพ่อฉันตั้งนาน สั่งอะไรกันนักกันหนา ห๊ะ? แล้วทำไมต้องทำเสียงแข็งกระด้างใส่ฉันตลอดเวลาด้วย ฉันเป็นเจ้านายเธอนะเว้ย ไม่ใช่กระสอบทราย!"
รวินันท์ปรายตามองคนตัวเล็กที่กำลังยืนพองลมแกดป่องด้วยความงอนตุ๊บป่อง ใบหน้าบึ้งตึงที่พยายามทำเป็นดุแต่กลับดูน่ารักจนน่าหมั่นไส้ในสายตาของบอดี้การ์ดสาว เคมีบางอย่างระหว่างคนทั้งคู่มักจะระเบิดออกมาในจังหวะที่สถานการณ์ตึงเครียดที่สุดเสมอ รวินันท์เม้มปากแน่น พยายามสะกัดกั้นความรู้สึกอ่อนยวบที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในอก
"ฉันไม่ได้ทำตัวแข็งกระด้างใส่คุณหนูค่ะ ฉันแค่... ทำหน้าที่ของตัวเอง" รวินันท์ตอบเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว หลบตากลมโตคู่นั้นที่จ้องมองมาอย่างคาดคั้น
"โกหก!" พราวพิชชาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของโลชั่นบำรุงผิวลอยเข้าแตะจมูกของรวินันท์ มือเรียวเล็กยื่นไปคว้าปกเสื้อสูทของบอดี้การ์ดสาวไว้แน่น ออกแรงดึงเบาๆ ให้ก้มหน้าลงมาสบตากัน "มองหน้าฉันนี่รวี... เธอกำลังกลัวอะไรอยู่? กลัวว่าฉันจะเป็นภาระ? หรือกลัวว่า... ตัวเองจะปกป้องฉันไม่ได้กันแน่?"
คำถามจี้ใจดำและระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามทำหาระบบหายใจของรวินันท์สะดุดกึก กลิ่นกายหอมละมุนกับแววตาไหวระริกที่ซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้ท่าทางเกเร ทำให้เกราะป้องกันทั้งหมดของบอดี้การ์ดหน้าตายพังทลายลงในเสี้ยววินาที หัวใจในอกเต้นกระหน่ำรัวราวดรัมเมอร์
"คุณหนู... ถอยไปค่ะ มันอันตราย" รวินันท์กระซิบเสียงพร่า พยายามดันไหล่บางออกเบาๆ แต่พราวพิชชากลับยิ่งรั้งปกเสื้อแน่นขึ้น ปลายจมูกรั้นแทบจะชนกับสันจมูกโด่งของเธออยู่รอมร่อ
"ไม่ถอย! จนกว่าเธอจะเลิกทำหน้ายักษ์แล้วตอบฉันมาดีๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น—"
ปัง!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากระเบียงห้องด้านนอกดังขัดจังหวะความใกล้ชิดชนิดหายใจรดต้นคอลงทันที แรงอัดอากาศทำให้กระจกบานใหญ่แตกกระจายละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เศษแก้วคมกริบปลิวว่อนไปทั่วห้อง พร้อมกับร่างเงาดำปริศนาสามร่างที่พุ่งทะยานเข้ามาผ่านกลุ่มควันสีเทาคลุ้ง!
"หมอบลงคุณหนู!"
รวินันท์ไม่รอช้า เธอคว้าเอวบางของพราวพิชชาแล้วเหวี่ยงหลบวิถีกระสุนปืนที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างเฉียดฉิว ร่างทั้งสองล้มกลิ้งไปกระแทกกับพื้นพรมหนานุ่ม ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยไฟไหม้ที่ดังลั่นสนั่นตึก และก่อนที่รวินันท์จะทันได้ชักปืนพกออกจากซองข้างเอว แสงไฟจากปลายกระบอกปืนของมือสังหารที่ยืนคุมเชิงอยู่ตรงหน้าต่างก็ส่องประกายวาบขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือกที่เอמהขัดขึ้นจากเงามืดด้านหลัง
"ไม่ต้องขยับ... ผู้กองรวินันท์ ถ้าไม่อยากให้คุณหนูคนสวยสมองกระจายคามือฉัน"
โรสแมรี่พิษ
กับดักหัวใจยัยบอดี้การ์ดหน้าตาย•ตอนที่ 19
บทลงโทษจากเจ้านายสาว
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจยัยบอดี้การ์ดหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!