เสียงคำรามต่ำจากระบบสำรองฉุกเฉินดับลงพร้อมกันกับความหวັງสุดท้ายของสถานีวิจัยลูเมน
ความมืดมิดในที่นี้ไม่ใช่ความมืดตามธรรมชาติบนพื้นโลกที่ดวงตาของมนุษย์ยังพอปรับตัวให้คุ้นชินกับเงาจันทร์ได้ แต่มันคือความเวิ้งว้างสนิทอันเกิดจากการไร้ซึ่งโฟตอนและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ ในห้องนิรภัยใต้ดินชั้นลึก ความกดอากาศต่ำผสานกับเสียงลมหายใจที่สะท้อนก้องในพื้นที่แคบ ทำให้ทุกตารางนิ้วของออกซิเจนเจือปนไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะคว้าจับต้องได้
เอเดนยืนนิ่งอยู่หลังแผงควบคุมระบบระบายอากาศ มือข้างหนึ่งที่สวมถุงมือไนลอนยังคงค้างอยู่บนสวิตช์แมนนวลที่ถูกตัดวงจรอย่างไร้เยื่อใย แสงไฟสีแดงดวงสุดท้ายจากนาฬิกาดิจิทัลบนข้อมือของเขาดับวูบลง เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่กัดกินโสตประสาท
"คุณน่าจะรู้ดีกว่าใครนะซีลีน ว่าการดึงฟิวส์ตัวหลักออกในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายทีละน้อยด้วยออกซิเจนที่กำลังลดลง" น้ำเสียงของเอเดนเรียบนิ่งและเย็นชาพอๆ กับอุณหภูมิรอบตัว แต่แฝงไว้ด้วยความกรุ่นโกรธที่ถูกเก็บกดไว้ใต้กรอบของความเป็นมืออาชีพ
ซีลีนขยับตัวในความมืด เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเบาๆ ชวนให้จินตนาการถึงใบหน้าที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันตรรกะอันแข็งกระด้างของเขา แม้ในยามมองไม่เห็น เธอกลับเลือกที่จะเดินเข้าไปใกล้แผงควบคุมมากขึ้น จนเอเดนรับรู้ได้ถึงไออุ่นจางๆ จากร่างกายของเธอที่แผ่ซ่านผ่านความเยียบเย็นของอากาศ
"ตรรกะของคุณมันแม่นยำเสมอแหละค่ะ... เอ่อ ขออภัยครับ ผมหมายถึง มันแม่นยำเสียจนมองข้ามความจริงข้อใหญ่ไป" ซซีลีนแก้คำพูดตัวเองอย่างรวดเร็วเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นเคย "คุณคิดว่าพวกมันตัดไฟเหรอคะ เอเดน? ลองคิดด้วยสมการควอนตัมดูบ้างสิคะ ไม่ใช่แค่กฎฟิสิกส์คลาสสิกที่ร่ำเรียนมา — มีบางอย่างกำลังพยายามเข้ามาข้างใน... และมันไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ"
เอเดนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและขื่นขม "อย่าเอาทฤษฎีจิตสำนึกร่วมหรือเรื่องเหลိုးไหลพวกนั้นมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกของคุณเลยซีลีน ที่นี่ไม่มีใครอื่นนอกจากเราสองคน ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์หลักถูกล็อกด้วยรหัสผ่านระดับสี่ และมีแค่คุณกับผมที่รู้คีย์การเข้าถึง..."
คำพูดของเขาขาดหายไปเมื่อปลายนิ้วของซีลีนแตะลงบนหลังมือของเขาที่วางอยู่บนแผงควบคุม สัมผัสนั้นเย็นเฉียบแต่กลับสร้างกระแสความร้อนแปลกประหลาดวิ่งพล่านขึ้นมาตามแนวสันหลัง เอเดนชะงัก ร่างกายโดยสัญชาตญาณเกร็งแน่นขึ้นทันที เขาไม่ได้สะบัดมือออก แต่ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนคำตอบ
"คุณกลัวอะไรกันแน่ เอเดน? กลัวความมืด... หรือกลัวว่าสมมติฐานที่ว่า 'ความสูญเสียในอดีตของคุณมันไม่ใช่ความบังเอิญ' จะเป็นเรื่องจริง?" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลลงจนน่าใจหาย มันเป็นน้ำเสียงที่เจาะทะลวงเกราะป้องกันอันหนาทึบที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี
ในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งการมองเห็น ประสาทสัมผัสส่วนอื่นกลับตื่นตัวขึ้นอย่างน่ากลัว เอเดนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นโครมครามแข่งกับจังหวะการหายใจสม่ำเสมอของหญิงสาวที่ยืนอยู่ห่างกันเพียงคืบ เคมีระหว่างพวกเขามันช่างบิดเบี้ยวและอันตราย—คนหนึ่งคือผู้ศรัทธาในเศษซากเหตุผล อีกคนคือผู้ไขว่คว้าหาความหมายจากความว่างเปล่า ทั้งคู่ต่างยืนอยู่คนละฝั่งของอุดมการณ์ แต่วินาทีนี้กลับถูกกักขังไว้ในกรงเหล็กเดียวกันโดยมีโชคชะตาเป็นผู้หมุนกุญแจ
"คุณกำลังเล่นกับจิตวิทยาของคนใกล้ตายนะ ซีลีน" เอเดนกระซิบชิดริมหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บริเวณต้นคอของหญิงสาว ทำให้ซีลีนสะดุ้งเล็กน้อยแต่มือของเธอยังคงกุมมือเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย "ถ้าเราต้องตายที่นี่จริงๆ ผมอยากให้คุณสารภาพมาเสียดีกว่า ว่าทำไมข้อมูลการทดลองเมื่อสามปีก่อนถึงมีลายเซ็นดิจิทัลของคุณฝังอยู่ทั้งๆ ที่คุณปฏิเสธมาตลอด"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ความกดดันในห้องนิรภัยเพิ่มสูงขึ้นจนแก้วหูอื้ออึง ซีลีนนิ่งเงไปครู่ใหญ่ ความลังเลปรากฏชัดเจนในจังหวะลมหายใจที่สะดุดไปเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะขยับเข้ามาใกล้จนหน้าอกของเธอเกือบแนบชิดกับแผงอกกว้างของเขา
"ถ้าฉันบอกความจริงกับคุณตอนนี้..." เสียงกระซิบของเอแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความเงียบ "คุณสัญญาได้ไหมว่าจะไม่ใช้ตรรกะงี่เง่าของคุณตัดสินฉัน... และช่วยเปิดช่องระบายอากาศตัวนั้นให้ฉันที"
เอเดนขมวดคิ้วในความมืด สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด *ช่องระบายอากาศตัวนั้น?* มันถูกเชื่อมต่อกับท่อส่งข้อมูลสำรองที่ไม่มีอยู่ในแผนผังสถานี—แผนผังที่เขาเป็นคนออกแบบเองกับมือตั้งแต่เริ่มแรก!
ก่อนที่เอเดนจะได้เอ่ยปากทักท้วง เสียงโลหะหนักหน่วงกระทบกันดัง *กริ๊ق* สะท้อนก้องมาจากด้านหลังกำแพงห้องนิรภัย มันไม่ใช่เสียงจากการขยายตัวของความร้อนตามธรรมชาติ แต่มันคือเสียงของกลไกการล็อกนิรภัยชั้นที่ห้ากำลังถูกหมุนเปิดจาก 'ข้างนอก'
และเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้าในความมืด ก็ไม่ได้มีแค่สองคู่... แต่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบที่ฟังไม่ได้ศัพท์แต่เย็นเยียบจนชวนขนหัวลุก
ซีลีนบีบมือเขาแน่นขึ้นจนเล็บจิกเข้ากับผิวเนื้อ "เห็นไหมคะ... ฉันบอกคุณแล้วว่าเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน"
เอเดนดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคว้าด้ามปืนเลเซอร์สำรองที่เหน็บไว้ที่เข็มขัด สายตาของเขาเพ่งมองไปยังความมืดเบื้องหน้า แม้จะมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความดำสนิท แต่สัญชาตญาณของวิศวกรและอดีตนายทหารบอกเขาชัดเจนว่า ประตูห้องนิรภัยที่ควรจะถูกปิดตายกำลังเลื่อนเปิดออกทีละน้อย... และแสงไฟสีฟ้าจางๆ ที่ลอดผ่านรอยแยกนั้น ก็ไม่ได้มาจากระบบของสถานีลูเมนอย่างแน่นอน
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมืดมิดและร่วมลุ้นระทึกไปกับความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผยนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปครับ
วิศวกรวิญญาณกับสมการไร้สิ้นสุด•ตอนที่ 14
ในความมืดที่ไร้แสงดาว
ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวิญญาณกับสมการไร้สิ้นสุด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!