หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของมินตรากำลังเรืองแสงวาบ ข้อความที่กวินเพิ่งส่งเข้ามาเมื่อสามวินาทีก่อนยังคงค้างเติ่งอยู่บนแชตสีเขียวอ่อน
*[ถ้าไม่อยากให้ผมลงสถานีหน้า... ช่วยพิมพ์สารภาพมาให้หมดเปลือกเลยนะครับ ว่าคิดยังไงกับผมกันแน่]*
ให้ตายสิ... ผู้ชายคนนี้มันร้ายกาจเป็นบ้า!
รถไฟด่วนสายเหนือโยกโคลงเคลงเบาๆ ตามแรงเหวี่ยงของรางเหล็กที่ทอดยาวผ่านทุ่งหญ้าสีทองอร่าม บรรยากาศภายในตู้โดยสารช่วงบ่ายแก่ๆ ค่อนข้างเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ทึบๆ และเสียงลมปะทะกระจกหน้าต่างเป็นระยะ แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจในอกข้างซ้ายของมินตรารู้สึกสงบลงได้เลย เธอนั่งตัวเกร็งอยู่บนเบาะกำมะหยี่สีแดงเข้ม นิ้วเรียวที่ปกติมักจะใช้กดสลับหน้าจอแพลนเที่ยวใน Excel อย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยราวกับคนกำลังจับไข้ป่า
เธอหันไปมองเป้าหมายที่นั่งอยู่เบาะฝั่งตรงข้าม
กวินหลับตาพิงศีรษะไปกับพนักพิง หูฟังไร้สายสีขาวข้างหนึ่งเสียบคาไว้ ส่วนอีกข้างปล่อยห้อยโตงเตง ใบหน้าคมคายยามเผลอไผลดูผ่อนคลายอย่างไร้การป้องกัน คิ้วเข้มที่มักจะขมวดเวลาเถียงกับเธอคลายออกริมฝีปากหยักได้รูปเผยอขึ้นนิดๆ ดูเป็นมิตรและ... อันตรายต่อหัวใจคนมองอย่างยิ่ง
*คนอะไร หลับยังกวนประสาทได้เลย* มินตรานึกค้อนในใจ แต่ใบหน้ากลับร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
เธอก้มมองหน้าจออีกครั้ง สมองส่วนหนึ่งสั่งให้รีบพิมพ์ปฏิเสธเสียงแข็งกลับไปตามฟอร์มของบล็อกเกอร์สาวผู้รักความสมบูรณ์แบบและการควบคุม แต่สมองอีกส่วน—ไอ้เจ้าส่วนทรยศที่ดันทำงานหนักเกินความจำเป็นในช่วงเวลานี้—กลับเอาแต่ฉายภาพรอยยิ้มมุมปากของเขาตอนที่ยื่นกล้องให้เธอถ่ายรูปด้วยกันเมื่อวานซืนลอยเข้ามาในหัว
*คิดยังไงเหรอ... ก็คิดว่านายมันน่ารำคาญที่สุดในสามโลกเลยน่ะสิ!*
มินตราสูดหายใจเข้าลึก, เม้มริมฝีปากแน่น แล้วตัดสินใจใช้วิธีที่เด็ดขาดที่สุดเพื่อตัดปัญหา...
*ปัดโธ่เว้ย! นอนแกล้งตายแบบนี้ ขี้โกงชะมัด!*
เธอตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้าเป้สะพายหลังสีน้ำตาลเข้มของกวินที่วางอยู่ตรงที่วางสัมภาระเหนือศีรษะลงมาตั้งไว้บนตัก ตั้งใจว่าจะหยิบแท็บเล็ตของตัวเองที่เผลอยัดใส่ไว้ผิดกระเป๋าเมื่อตอนขึ้นรถออกมาให้พ้นๆ หน้าเขาเสียที จะได้ไม่ต้องมานั่งใจเต้นตึ้กตั้กอยู่แบบนี้
ซิปกระเป๋ากล้องหนังแท้ใบใหญ่ถูกรูดเปิดออกด้วยความรีบร้อน กลิ่นอายจางๆ ของหนังเก่าผสมกับกลิ่นกระดาษอัดรูปและกลิ่นหอมสะอาดสไตล์กวินโชยแตะจมูก ภายในช่องหลักถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเป็นระเบียบ เลนส์เทเลโฟโต้ตัวยักษ์นอนนิ่งอยู่ในล็อกกันกระแทก บอดี้กล้อง DSLR สีดำสนิทวางอยู่ข้างกันอย่างทะนุถนอม
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของมินตรา
ใต้ชั้นบุฟองน้ำกันกระแทกที่เผยอขึ้นมาเล็กน้อย มีมุมของซองกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆโผล่อออกมา พร้อมกับปึกกระดาษรูปถ่ายโพลารอยด์ที่ร่วงหล่นลงมาบนตักของเธอนิดหน่อยตามแรงขยับ
มินตรานิ่งงัน นิ้วมือที่กำลังจะควAหาแท็บเล็ตชะงักค้าง
ความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกปลุกเร้าด้วยสัญชาตญาณนักสืบเฉพาะกิจของบล็อกเกอร์สาว ทำให้เธอตัดสินใจหยิบรูปถ่ายใบแรกที่คว่ำหน้าอยู่นั้นขึ้นมาพลิกดูอย่างแผ่วเบา
ภาพถ่ายโพลารอยด์ขอบสีขาวที่เริ่มเหลืองตามกาลเวลา เผยให้เห็นภาพของเด็กผู้หญิงตัวเล็กผูกเปียสองข้างกำลังยิ้มจนตาหยีให้กล้อง ในมือถือไอติมรสวานิลลาที่เริ่มละลายเลอะเปื้อนมุมปาก ฉากหลังคือสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวเมื่อหลายปีก่อน
มินตราขมวดคิ้ว รอยยิ้มแบบนั้น... ดวงตาคู่นั้น... มันช่างคุ้นตาเสียจนน่าประหลาดใจ
เธอหยิบภาพใบที่สองขึ้นมาทันที คราวนี้เป็นภาพของหญิงสาวผมยาวสลวยยืนหันหลังให้กล้องกำลังมองดูพระอาทิตย์ตกดินริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง แสงสีส้มทองสาดส่องกระทบไหล่บาง ภาพนี้มีความคมชัดสูงและเก็บรายละเอียดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม สมกับฝีมือของช่างภาพระดับมือรางวัล... แต่ที่มุมขวาล่างของภาพ มีลายมือหวัดๆ เขียนด้วยปากกาหมึกซึมสีดำเอาไว้ว่า
*'วันที่ทุกอย่างพังทลาย - 14 พ.ย.'*
ความเงียบงันภายในตู้โดยสารเริ่มหนักอึ้งขึ้นในความรู้สึกของมินตรา หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความเขินอายเมื่อครู่ กลับถูกแทนที่ด้วยความสงสัยและคลื่นความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก เธอกวาดสายตามองภาพถ่ายอีกหลายใบในปึกนั้น ทุกภาพล้วนเป็นภาพของสถานที่เดิมๆ ผู้คนกลุ่มเดิมๆ และผู้หญิงคนเดิมคนนั้น... ผู้หญิงที่กวินเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ส่วนลึกที่สุดของกระเป๋ากล้องใบนี้
พื้นที่ที่เขาไม่เคยอนุญาตให้ใครล่วงล้ำเข้ามา
"แอบรื้อค้นกระเป๋าคนอื่น... เป็นงานอดิเรกใหม่ของบล็อกเกอร์สายเพอร์เฟกต์หรือครับ?"
เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นกะทันหันเหนือศีรษะ ทำให้มินตราร่างกายสะعุ้งเฮือกราวกับโดนกระแสไฟฟ้าช็อต รูปถ่ายในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น ดีที่เธอยื่นมือไปคว้าไว้ได้ทัน
มินตราเงยหน้าขึ้นขวับ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าที่เคยรื่นรมย์เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความรู้สึกผิดผสมกับความประหม่า กวินไม่ได้หลับอย่างที่เธอคิด... เขานั่งมองเธออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคมคายคู่นั้นไม่ได้ฉายแววโกรธเคืองอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับมีความนิ่งเรียบ... นิ่งเสียจนเธอดอ่านไม่ออกว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่กันแน่
หูฟังสีขาวถูกดึงออกจากหูข้างหนึ่งแล้วปล่อยห้อยลงมาแนบลำตัว กวินโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของโคโลญจ์ผสมกับกลิ่นอายแดดอ่อนๆ
"ผม... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะ..." มินตราอ้าปากค้าง เสียงสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ สมองที่เคยแล่นฉิวด้านการหาคำมาเถียงกลับตื้อตันไปหมด "ฉันแค่มองหาแท็บเล็ต แล้วมัน... มันร่วงออกมาเอง ต่างหากเล่า!"
"แล้วไงครับ..." กวินทวนคำ เสียงของเขาเบาราวกับกระซิบ แต่กลับทรงพลังพอดึงดูดทุกโสตประสาทของเธอให้จดจ่ออยู่กับเขาเพียงผู้เดียว "เจออะไรที่น่าสนใจในนั้นบ้างไหมล่ะครับ... คุณบล็อกเกอร์"
เขายื่นมือเรียวยาวออกมาช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงที่มุมกระดาษโพลารอยด์ใบที่เธอยังคงถือค้างไว้ในมือ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมันเข้าไปใกล้สายตาของเขาเอง สายตาที่ทอดมองภาพนั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อนในรอบหลายวันที่เดินทางร่วมกัน
มันไม่ใช่สายตาของความกวนประสาท ไม่ใช่สายตาของความขี้เล่น
แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังแบกรับความทรงจำอันหนักอึ้งเอาไว้... เพียงลำพัง
มินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกอุ่นวาบในใจเมื่อครู่อันตรธานหายไป เหลือเพียงความหนับหน่วงที่แปลกประหลาด เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของกวินที่กำลังจ้องมองภาพถ่ายใบนั้นด้วยแววตาไหววูบชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะหันกลับมาสบตากับเธอตรงๆ
ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่เหนือปลายจมูกของเธอ
"รูปพวกนี้..." กวินเอ่ยเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากดูเศร้าสร้อยเสียจนหัวใจของมินตรากระตุกวูบ "คือเหตุผลว่าทำไม... ผมถึงไม่ยอมกดบันทึกความทรงจำอะไรลงในปัจจุบันอีกเลย"
ฉับพลันนั้น หน้าจอโทรศัพท์ในมือของมินตราที่วางอยู่บนตักก็สั่นครืดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับข้อความใหม่จากแชตของกวินที่เผลอเด้งขึ้นมาขัดจังหวะความเงียบงัน
*[ถ้าอยากรู้ว่าผู้หญิงในรูปคือใคร... และทำไมผมถึงเกลียดการถ่ายรูปตัวเองนัก... คืนนี้ หลังรถไฟขบวนนี้จอดเทียบช่าง ผมจะเล่าให้คุณฟังเป็นคนแรก... และเป็นคนเดียว]*
มินตราเบิกตากว้าง หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมานอกอก เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับกวินในจังหวะที่รถไฟกำลังลดความเร็วลงเข้าสู่เขตสถานีปลายทางพอดี
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 8
ความลับในกระเป๋ากล้อง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!