"สวัสดี... ลูกชาย"
เสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้น ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปราย "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ... กวิน"
คำพูดนั้นไม่ได้ทิ้งเสียงก้องกังวานในโถงสถานีรถไฟเก่าคร่ำคร่า แต่มันกลับทิ้งน้ำหนักลงกลางอกของผมราวกับมีใครเอาหินก้อนใหญ่มาทับไว้ ดร.กรภัทร์—ชายวัยกลางคนในชุดสูทกันฝนสีเข้มที่เปียกชุ่ม ยืนอยู่ตรงหน้าผม แววตาหลังกรอบแว่นสายตาคู่นั้นยังคงนิ่งสนิทเหมือนกับทุกวันที่ผมเคยจำได้... หรือพูดให้ถูกคือ เหมือนกับวันที่เขาเดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองเลยสักครั้ง
มินตราที่ยืนอยู่ข้างผมสะดุ้งเล็กน้อย เธอเหลือบมองผมสลับกับชายแปลกหน้าที่เพิ่งปรากฏตัว บล็อกเกอร์สาวผู้ไม่เคยปล่อยให้สถานการณ์ใดหลุดมือจากการควบคุม กำลังทำหน้าเลิกลั่กอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวเผลอควชายเสื้อแจ็กเก็ตของผมไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
"คุณ... พ่อ?" ผมแค่นسنหัวเราะในลำคอ เสียงมันแหบพร่าจนผมเองยังเกือบจำไม่ได้ "นึกว่าจำทางกลับบ้านไม่ได้ซะอีกครับ เห็นหลงทางอยู่ข้างนอกตั้งหลายปี"
บรรยากาศรอบตัวในสถานีรถไฟชนบทที่เงียบงันอยู่แล้ว ยิ่งเงียบกริบลงไปอีก เสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีดังกลบความอึดอัดนี้ไม่ได้เลย รถไฟขบวนสุดท้ายที่จะพาเราออกจากเมืองเล็กๆ นี้ถูกประกาศเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อยสองชั่วโมงเนื่องจากน้ำท่วมรางรถไฟข้างหน้า และดูเหมือนว่าฟ้าดินจะจงใจกลั่นแกล้งเราเป็นพิเศษ เมื่อความบังเอิญพาเรามาติดอยู่ในพื้นที่จำกัดร่วมกับคนที่เราไม่อยากเจอที่สุดในโลก
"พ่อรู้ว่าแกโกรธ..." ดร.กรภัทร์ขยับแว่นเล็กน้อย พยายามส่งยิ้มที่ดูฝื่อนฝืนมาให้ "แต่พ่อได้ข่าวว่าแกกำลังทำสารพัดโปรเจกต์เดินทาง... เลยแวะมาดู"
"แวะมาดู? หรือผ่านมาเฉยๆ เหมือนทุกทีล่ะครับ" ผมสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไร้เยื่อใย ความรู้สึกอบอุ่นจากการเดินทางตลอดหลายวันที่ผ่านมาพังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงเศษซากความทรงจำสีเทาที่ผมพยายามฝังกลบมันไว้ในเลนส์กล้อง
มินตราขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกนิด เธอไม่ได้พูดแทรกขึ้นมาตามนิสัยนักจัดระเบียบชีวิต แต่ปลายนิ้วที่แต้มความเย็นเฉียบของเธอค่อยๆ เลื่อนมาสัมผัสหลังมือผมเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ—สัมผัสเดียวที่ทำให้พายุอารมณ์ในหัวผมเริ่มสงบลงได้บ้าง
"เอ่อ... ขอโทษนะคะคุณอา" มินตราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น เธอทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้ผมโดยอัตโนมัติ "ดูเหมือนว่าตอนนี้รถไฟจะยังไม่มา แล้วบรรยากาศตรงนี้ก็ค่อนข้าง... ชื้นแฉะเกินกว่าจะคุยเรื่องครอบครัวนะคะ ถ้าไม่รังเกียจ ไปนั่งรอตรงม้านั่งฝั่งโน้นก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวฉันไปกดกาแฟอุ่นๆ มาให้"
ดร.กรภัทร์มองมินตราด้วยแววตาประเมิน ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ "ขอบคุณหนู... แฟนตากล้องคนนี้สินะ พูดจาเข้าทีดีนี่"
"เพื่อนร่วมทริปครับ" ผมแก้เสียงแข็ง "แล้วก็ไม่ใช่เด็กๆ ที่ต้องให้ใครมาช่วยตักเตือนด้วย"
เราสามคนย้ายมานั่งที่ม้านั่งไม้เก่าๆ ฝั่งมุมอับของสถานี กลิ่นอับชื้นของไม้ผุผสมกับกลิ่นฝนลอยอบอวลในอากาศ ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่มินตราจะลุกขึ้นเดินเลี่ยงไปกดตู้กาแฟหยอดเหรียญที่มุมห้อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้พ่อลูกได้เคลียร์ความรู้สึกที่ค้างคามาเป็นสิบปี
"แกยังถ่ายรูปพวกนั้นอยู่สินะ" พ่อเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน สายตาดำมืดมองกระเป๋ากล้องที่สะพายอยู่ข้างตัวผม "รูปที่ไม่มีตัวตนของแกเอง... รูปที่เอาแต่บันทึกเรื่องราวของคนอื่น แต่ชีวิตตัวเองกลับเคว้งคว้างไม่มีหลักแหล่ง"
ผมหันไปสบตาผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อ "แล้วมันแปลกตรงไหนล่ะครับ? อย่างน้อยรูปถ่ายมันก็ไม่เคยโกหกผมเหมือนคนที่บอกว่าจะกลับมา แต่สุดท้ายก็หายไป"
"กวิน..." น้ำเสียงของพ่ออ่อนลงเล็กน้อย แววตาคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะ "พ่อไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้... ตอนที่พ่อเลือกเดินออกมา พพ่อแค่อยากให้แกได้เรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่ใช่โตมาแล้วเป็นเหมือนพ่อ... คนที่ล้มเหลวแม้กระทั่งการรักษาความฝันของตัวเอง"
ผมแค่นยิ้มหยัน "ความฝันเหรอครับ? พ่อเคยมีความฝันด้วยเหรอ นอกจากการบังคับให้ผมต้องเดินตามเส้นทางที่พ่อขีดไว้ให้ในกระดาษ A4 ทุกกระเบียดนิ้ว ชีวิตผมถูกออกแบบไว้หมดแล้วว่าอายุเท่าไหร่ต้องเรียนคณะอะไร ต้องทำงานบริษัทไหน... จนกระทั่งผมแบกเป้หนีออกจากบ้านนั่นแหละครับ ผมถึงได้รู้ว่าโลกใบนี้มันกว้างกว่าตาราง Excel ของพ่อตั้งเยอะ"
ผมดึงกล้องออกจากกระเป๋า เปิดหน้าจอ LCD ที่บันทึกภาพวิวข้างทาง ท้องฟ้าสีคราม และรอยยิ้มเผลอเรอของใครบางคนระหว่างทางให้พ่อดู
"นี่ต่างหากคือความฝันของผม... การได้กดชัตเตอร์โดยไม่ต้องสนว่าภาพนี้จะสวยพอกับมาตรฐานของใคร และการได้ใช้ชีวิตแบบที่พรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็ช่างมัน"
พ่อมองหน้าจอในมือผมนิ่งนาน แววตาของชายวัยชราสะท้อนภาพแสงไฟสีส้มจากสถานีรถไฟ "แกกลัวสินะ... กวิน"
ผมชะงัก "กลัวอะไร?"
"แกกลัวการผูกพัน กลัวการวางแผน เพราะแกกลัวว่าถ้าแกตั้งความหวังไว้สูงเหมือนที่พ่อเคยทำ สุดท้ายมันจะพังลงมาไม่เป็นท่า... แกเลยเลือกที่จะเป็น 'ช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ' ของตัวเอง เพราะแกกลัวว่าถ้าจำมันไว้ วันหนึ่งถ้าสูญเสียมันไป แกจะทนรับไม่ไหว"
คำพูดนั้นแทงใจดำผมเข้าอย่างจัง ราวกับมีใครเอาเข็มมาเล่มใหญ่มาสะกิดแผลเก่าที่ผมคิดว่ามันตกสะเก็ดไปนานแล้ว ผมอ้าปากจะเถียง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา สมองตื้อตัน หัวใจเต้นรัวด้วยความโกรธปนความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ
ในจังหวៈนั้นเอง มินตราเดินถือแก้วกาแฟกระดาษอุ่นๆ กลับมาพอดี เธอน่าจะได้ยินบทสนทนาทั้งหมด ดวงตากลมโตคู่นั้นมองผมด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่ความเวทนา แต่มันคือความเข้าใจลึกซึ้งที่ส่งผ่านความนิ่งสงบของเธอ
มินตราวางแก้วกาแฟลงตรงหน้าพ่อ ก่อนจะหันมามองผมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมตามสไตล์เธอ
"ถ้าการมีความฝันแล้วต้องกลัวความผิดพลาดขนาดนั้น... ฉันก็เข้าใจนะว่าทำไมคุณกวินถึงเลือกที่จะเป็นคนหลงทาง" เธอหันไปสบตากับดร.กรภัทร์ "แต่บางทีนะคะคุณอา... คนเราอาจจะไม่ได้ต้องการแผนที่ที่ดีที่สุดในการเดินทางหรอกค่ะ แค่มีใครสักคนยอมเดินฝ่าฝนแล้วหลงทางไปด้วยกัน... มันอาจจะสนุกกว่าการเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องแต่เหงาจับใจก็ได้"
ผมหันไปมองหน้ามินตราเต็มตา หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายค่อยๆ อบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ผู้หญิงคนนี้มักจะมีวิธีตบหน้าผมเบาๆ ด้วยเหตุผลที่คมคายเสมอ แต่คำพูดของเธอกลับทำให้กำแพงในใจผมพังทลายลงทีละน้อย
ดร.กรภัทร์ถอนหายใจยาวเหยียด ยอมรับความพ่ายแพ้ในเชิงสนทนา เขาตบไหล่ผมเบาๆ เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี "รถไฟมาแล้ว... ไปเถอะลูก อย่าปล่อยให้คนข้างๆ รอนานเกินไปเลย"
เสียงหวูดรถไฟดังสนั่นฝ่าสายฝน ประตูเหล็กสีแดงของขบวนรถค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบชานชาลา แสงไฟสีเหลืองนวลสาดส่องตัดกับความมืดมิดของค่ำคืนนี้
ผมมองตามแผ่นหลังของพ่อที่ค่อยๆ เดินหายลับไปกับผู้โดยสารคนอื่นในตู้โดยสารชั้นประหยัด ความรู้สึกในอกมันซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด แต่มันไม่ใช่ความเกลียดชังอีกต่อไปแล้ว
มินตราดึงแขนเสื้อผมเบาๆ "ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะนายตากลรมควัน รถไฟจะออกแล้วนะ อยากติดอยู่ที่นี่ไปจนแก่หรือไง"
ผมหันไปมองเธอ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากเป็นครั้งแรกของวัน
"ครับ... ไปกันเถอะ"
เราก้าวขึ้นรถไฟขบวนที่กำลังจะพาเราไปยังจุดหมายปลายทางถัดไป ขณะที่รถไฟเคลื่อนตัวออกห่างจากสถานีช้าๆ ผมหยิบกล้องขึ้นมา เล็งไปที่กระจกหน้าต่างสะท้อนภาพเงาของผมและมินตราที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน ท่ามกลางหยดน้ำฝนที่ไหลเกาะกระจก
นิ้วชี้ของผมสั่นเล็กน้อยตอนที่วางอยู่บนปุ่มชัตเตอร์—เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่อยากแค่ "มองผ่านเลนส์" เพื่อลืมมันไป แต่ผมอยากจะกดบันทึกช่วงเวลานี้เก็บไว้ในความทรงจำจริงๆ
ตึ้ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความจากมือถือในกระเป๋าเสื้อของมินตราดังขึ้นท่ามกลางเสียงล้อรถไฟกระทบราง เธอก้มลงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แล้วดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อเห็นข้อความล่าสุดที่เผลอกดส่งเข้ากรุ๊ปแชตลับของทริปนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ
*มินตรา: "จริงๆ แล้ว... ฉันไม่ได้แค่อยากร่วมทริปนะ ฉันแค่อยากให้อยู่ด้วยกัน... นานกว่านี้ต่างหากไอ้บ้ากวิน"*
เธอหน้าแดงแจ๋ รีบกดปุ่มยกเลิกข้อความอย่างลนลาน แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะหน้าจอโชว์สถานะว่า "อ่านแล้ว" จากผมเองเต็มสองตา!
ผมหันไปมองหน้าบล็อกเกอร์สาวจอมเนิร์ดที่ตอนนี้กำลังนั่งกอดอก เม้มปากแน่นด้วยความเขินอายจนหูแดงแจ๋ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเธอเบาๆ
"ถ้าไม่อยากให้ผมลงสถานีหน้า... ช่วยพิมพ์สารภาพมาให้หมดเปลือกเลยนะครับ ว่าคิดยังไงกับผมกันแน่"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่าสายฝนมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 7
ฝนตกกับรถไฟที่ล่าช้า
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!