"ถ้าคุณยังเดินเลี้ยวซ้ายตรงหัวมุมโบสถ์สีอิฐนั่นอีกรอบเดียว ผมจะถือว่าคุณแอบปิ๊งสถาปัตยกรรมยุคโกธิกจนไม่อยากกลับโรงแรมแล้วนะครับคุณมินตรา"
เสียงทุ้มต่ำที่ติดความกวนประสาทเล็กๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ลากยาวมาพร้อมกับเสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นหินกรวดเป็นจังหวะเอื่อยเฉื่อย มินตราหยุดเดินกึก เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขีดสุด หน้าจอสมาร์ทโฟนในมือปรากฏเส้นสีแดงทึบของกูเกิลแมปที่กำลังหมุนติ้วๆ แสดงสถานะ ‘กำลังค้นหา GPS’ มาเป็นเวลาเกือบสิบนาทีเต็มในซอกตึกแคบๆ ของเมืองยุโรปยุคกลางแห่งนี้
บล็อกเกอร์สาวหันขวับกลับไปมองหน้าชายหนุ่มผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด กวินยืนพิงไหล่เข้ากับกำแพงอิฐมอญโบราณอย่างไม่ทุกไม่ร้อน มือข้างหนึ่งถือกล้องฟิล์มตัวโปรดห้อยคอไว้ ส่วนอีกข้างกำลังหมุนหมวกแก๊ปสีดำเล่นอย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่าพวกเขากำลังมาเดินเล่นชิลๆ ในสวนสาธารณะหลังบ้าน ไม่ใช่การติดแหง็กอยู่กลางเขาวงกตของเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีป้ายบอกทางภาษาอังกฤษสักป้ายเดียวแบบนี้
"กวิน! นี่มันรอบที่สามแล้วนะที่เราเดินวนกลับมาเจอร้านขายชีสร้านเดิม!" มินตราโวยวาย เสียงสั่นด้วยความหงุดหงิด นิ้วเรียวชี้ไปที่หน้าร้านขายผลิตภัณฑ์จากนมที่มีป้ายไม้เก่าๆ แขวนอยู่ "แล้วดูนี่! แบตเตอรี่มือถือฉันเหลือแค่สี่เปอร์เซ็นต์ เพราะโปรแกรมนำทางงี่เง่าของคุณนี่แหละ!"
"โปรแกรมนำทางของผมเหรอครับ?" กวินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ยิ้มมุมปากอย่างกวนประสาทจนน่าหมั่นไส้ "ถ้าผมจำไม่ผิด คนที่ยืนกรานว่าจะเดินตามเส้นทางสีฟ้าในจอไอแพดตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ คือคนที่ชื่อมินตราไม่ใช่เหรอครับ ส่วนผม... ผมแค่มองหน้าคุณแล้วเดินตามตูดมาเงียบๆ เพราะไม่อยากเถียงกับคนวางแผนเที่ยวระดับปริญญาโทต่างหาก"
"นี่คุณ!" มินตราก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวเขาด้วยความโมโห ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความคับแค้นใจ "ถ้าคุณฉลาดนัก ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกว่าทางนั้นมันตันฮึ? ปล่อยให้ฉันเดินนำอยู่ได้ตั้งนาน สุภาพบุรุษที่ไหนเขาปล่อยให้ผู้หญิงเดินหลงทางกลางดึกในต่างแดนโดยไม่ยอมเตือนบ้าง!"
"อ้าว กลายเป็นความผิดผมเฉยเลย" กวินหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเหนื่อยและโมโห เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนมินตราต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ "ผมเตือนคุณแล้วต่างหากครับคุณมินตรา แต่คุณบอกว่า *'เงียบไปน่ากวิน ฉันเป็นคนแพลนทริปนี้ ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่'*... ประโยคุ้นๆ ไหมครับ?"
มินตราเม้มปากแน่น เถียงไม่ออกเพราะมันคือเรื่องจริง เธอเป็นพวกเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ที่เกลียดความผิดพลาดที่สุดในชีวิต ทุกทริป ทุกตารางเวลา ทุกนาทีต้องเป๊ะตามแผนที่วางไว้ในสเปรดชีต แต่ใครจะไปคิดว่าเมืองเล็กๆ นอกแผนที่ท่องเที่ยวหลักแห่งนี้ จะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเสถียร และไม่มีแม้แต่ป้ายบอกทางที่มนุษย์ปกติจะอ่านออก
"แล้วตอนนี้... เราจะเอายังไงล่ะ" เสียงของเธออ่อนลงเล็กน้อยเมื่อหันไปมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับสนิทมืดสนิทไปเรียบร้อยแล้ว ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมตรอกซอกซอย แสงไฟสีส้มสลัวจากตะเกียงโบราณตามผนังบ้านเริ่มสว่างขึ้นทีละดวงบรรยากาศที่ควรจะโรแมนติก กลับกลายเป็นความเคว้งคว้างน่ากลัวสำหรับคนไม่มีแผนสำรอง
กวินมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของหญิงสาว รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ลุ่มลึกขึ้น เขาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ มือหนายื่นออกไปดึงแผนที่กระดาษแผ่นยับเยินที่มินตราถือติดมือมาด้วยขึ้นกางออก
"เลิกพึ่งพาดิจิทัลแล้วใช้สมองกับสองเท้าของเราเองบ้างเถอะครับ" กวินพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นอย่างผิดหูผิดตา "บางครั้ง ชีวิตมันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้เดินตามเส้นสีฟ้าในแมปหรอกนะมินตรา... ลองหลงทางดูบ้าง บางทีวิวข้างทางมันอาจจะสวยกว่าจุดหมายปลายทางที่คุณตั้งใจไว้เสียอีก"
มินตราเงยหน้าขึ้นมองเขา แสงไฟสีส้มสาดกระทบสันจมูกโด่งและโครงหน้าคมเข้มของช่างภาพหนุ่ม ทำให้เธอรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีมุมที่พึ่งพาได้มากกว่าที่ตาเห็น แม้ปากจะร้ายไปหน่อยก็ตาม
"แล้วคุณรู้เหรอว่าทางไหนออก?" เธอดักคอเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความหวั่นไหวแปลกๆ ในอก
"ไม่รู้ครับ" กวินตอบหน้าตายทันที ทำเอามินตราเกือบจะยกกำปั้นขึ้นทุบไหล่เขาจริงๆ "แต่ผมรู้ว่าถ้าเราเดินตามกลิ่นหอมของพายแอปเปิ้ลอบนั่น ไปเรื่อยๆ น่าจะมีร้านกาแฟหรือสถานีรถไฟสักแห่งที่มีคนใจดีช่วยชี้ทางให้เราได้... ไปครับ เดินตามผมมา"
พูดจบ กวินก็เป็นฝ่ายเดินนำไปก่อนโดยไม่รอคำอนุญาต มือข้างหนึ่งเอื้อมมาคว้าชายเสื้อแจ็กเก็ตของมินตราเบาๆ เพื่อให้แน่ใจว่าบล็อกเกอร์สาวจอมดื้อจะไม่เดินเลี้ยวซ้ายหายไปไหนอีก มินตราลังเลอยู่ชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะก้าวเดินตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปอย่างจำยอม
กลิ่นหอมหวานของอบเชยและแป้งพายอบใหม่ลอยมาแตะจมูกท่ามกลางอากาศเย็นยามค่ำคืน เสียงหัวเราะเบาๆ ของกวินที่คอยหันมาแซวเธอเป็นระยะ ทำให้ความกังวลใจในตอนแรกเริ่มเจือจางลง ชวนให้ใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด
ทว่า เดินลัดเลาะผ่านซอกตึกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว กวินก็หยุดชะงักกึกทันที จนมินตราที่เดินตามติดๆ เกือบพุ่งชนแผ่นหลังของเขา
"หยุดทำไมอีกเนี่ย... โอ๊ย" มินตราอุทานเบาๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าเบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่ถนนสายหลักที่มีร้านพายอย่างที่กวินโม้ไว้ แต่เป็นทางตันแคบๆ ที่มีประตูไม้บานใหญ่วินเทจปิดสนิท และที่สำคัญ... มีร่างของชายแปลกหน้าสองคนยืนขวางทางอยู่ภายใต้เงาไม้ มืดมิดจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน
"สวัสดียามค่ำคืนครับพ่อหนุ่ม แม่สาวน้อย..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยทักทายขึ้นเป็นภาษาท้องถิ่นที่ฟังดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก พร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้แสงไฟสลัวช้าๆ
กวินขยับตัวบังมินตราไว้ข้างหลังทันทีโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบหรี่ลงจ้องมองบุคคลปริศนาทั้งสองด้วยความระแวดระวัง มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบกล้องถ่ายรูปตัวหนักขึ้นมาเตรียมพร้อมเป็นอาคารป้องกันตัวเฉพาะหน้า
หัวใจของมินตรากระหน่ำเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว มือเล็กกำชายเสื้อของกวินแน่นจนยับยู่ยี่ ในขณะที่สมองกำลังประมวลผลด้วยความตื่นตระหนก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็เอื้อมมือหยิบวัตถุบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ท...
*โคร้ง!* เสียงโลหะกระทบพื้นดังสนั่น ตามด้วยเสียงหัวเราะร่าของชายแปลกหน้าที่เฉลยว่าเขากำลังทำอะไรอยู่... แต่ก่อนที่มินตราจะได้ทันตั้งสติ กวินก็กระซิบลอดไรฟันเบาๆ ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย
"มินตรา... ถ้าคืนนี้เราไม่รอดออกไปจากตรงนี้ ผมแค่อยากจะบอกคุณว่า..."
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเปิดอ่านบันทึกหน้าถัดไปกับผมนะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 3
เมื่อกูเกิลแมปสู้แรงดื้อไม่ได้
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!