ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 4

อาหารมื้อแรกที่ไม่ใช่แค่รองท้อง

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคืนนี้เราไม่รอดออกไปจากตรงนี้ ผมแค่อยากจะบอกคุณว่า..." หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของผมสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสนิทของตรอกซอกซอยเล็กๆ ในย่านเมืองเก่า ปลายนิ้วของผมค้างอยู่เหนือปุ่มส่งข้อความแอปพลิเคชันสีเขียว หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาก่อนหน้านี้เพิ่งจะซาลง เหลือเพียงหยดน้ำที่ยังคงหยาด ะหยดลงมาจากชายคาบ้านไม้โบราณ แล้วจู่ๆ มินตราก็หันขวับมามองหน้าผม ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสวาววับด้วยความตกใจ ปนกับความหงุดหงิดที่อัดแน่นมาตลอดทั้งวัน "คุณกวิน! หยุดพูดจาเป็นลางร้ายสักทีได้ไหมคะ! แล้วนั่น... กำลังพิมพ์อะไรส่งมาให้ฉันเนี่ย มือถือฉันสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้ว!" เธอยื่นมือมาหมายจะแย่งโทรศัพท์ในมือผมไป แต่ผมไวกว่า ชักมือหลบแล้วกดปุ่มลบข้อความยิกๆ ก่อนจะยิ้มแห้งกลบเกลื่อนความโป๊ะ "เปล่าครับ ใครจะไปส่งอะไร ไม่มี๊... คุณหูฝาดไปเองหรือเปล่า บล็อกเกอร์คนเก่ง" ผมแกล้งทำเป็นตีหน้ามึน กลบเกลื่อนจังหวะหัวใจที่เกือบจะหลุดทะลักออกไปเมื่อครู่ ก็ใครจะไปคิดล่ะครับว่าแผนการเดินทางที่แม่คุณประโคมจัดมาอย่างดิบดี ยี่สิบสี่ชั่วโมงเป๊ะๆ ตามตาราง Excel สีพาสเทล จะพาเรามาติดแหง็กอยู่หลังร้านขายเครื่องเทศเก่าๆ ในตรอกที่แม้แต่กูเกิลแมปยังต้องยอมแพ้ แถมฝนเจ้ากรรมดันตกกระหน่ำจนสัญญาณเน็ตล่มสนิท ปิดฉากวันแรกของทริปด้วยการที่เราสองคนต้องวิ่งหนีฝนหัวซุกหัวซุนมาหลบใต้ร่มกันสาดเก่าๆ จนสภาพไม่ต่างอะไรกับลูกแมวตกน้ำ มินตราถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนลังไม้เก่าๆ ข้างกำแพง ยกมือขึ้นกอดอก ใบหน้าเรียวสวยบึ้งตึงจนแก้มป่อง ผมเผ้าที่เคยเซ็ตมาอย่างดีตอนนี้ลู่ลงปรกล้อมกรอบหน้า ร่องรอยของความเหนื่อยล้าและความเครียดสะสมเริ่มฉายชัดออกมาผ่านแว่นตาที่ขึ้นฝ้าจางๆ "พัง... แผนวันนี้พังไม่เป็นท่าเลย" เสียงพึมพำลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น "ฉันควรจะได้นั่งกินดินเนอร์ร้านมิชลินสตาร์ริมแม่น้ำตอนทุ่มตรง ตามด้วยการเดินชมไฟประดับที่จัตุรัสกลางเมือง แล้วก็กลับโรงแรมมาสก์หน้าก่อนนอนตอนห้าทุ่มครึ่ง... แต่นี่อะไร? ติดแหง็กอยู่ไหนก็ไม่รู้ หิวก็หิว แถมยังเกือบตายเพราะวิ่งตัดหน้ารถสามล้อเครื่องเมื่อกี้อีก!" ผมมองภาพหญิงสาวผู้รักความสมบูรณ์แบบตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ลอบยิ้มบางๆ ชีวิตคนเรามันก็แบบนี้แหละครับคุณรี้ด... ยิ่งเราพยายามวางแผนให้มันเดินไปตามเส้นตรงมากเท่าไหร่ ฟ้าฝนและโชคชะตาก็ยิ่งชอบหักมุมให้มันกลายเป็นรูปตัว Z หรือไม่ก็วงกลมวนไปวนมาอยู่เรื่อย ผมตัดสินใจหย่อนก้นลงนั่งยองๆ บนพื้นปูนเปียกชื้นข้างๆ เธอ รักษาระยะห่างพอประมาณไม่ให้เธอด่าว่าฉวยโอกาส แต่ก็ใกล้พอที่จะส่งไออุ่นจากร่างกายไปบรรเทาความหนาวเย็นได้ "คุณมินตราครับ ฟังผมนะ..." ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกว่าปกติ ปราศจากความกวนประสาทที่เคยใช้ปะทะกันมาตลอดทาง เธอหันมามองค้อนขวับ "อะไรอีกคะ จะซ้ำเติมอะไรฉันล่ะเชิญเลย" "เปล่าครับ จะชวนไปหาอะไรกินต่างหาก" ผมพยักเพยิดหน้าไปทางตรอกฝั่งตรงข้ามที่มีแสงไฟสีส้มสลัวๆ ส่องลอดออกมาจากผ้าใบกันสาดสีซีด พร้อมกับกลิ่นหอมฉุนเตะจมูกของเครื่องเทศและเนื้อย่างที่ลอยมากับสายลม "ดูโน่นสิครับ ถึงจะไม่มีมิชลินสตาร์ แต่ผมรับประกันว่ารสชาติน่าจะทำให้คุณลืมตาราง Excel บ้าบอพวกนั้นไปได้เลยล่ะ" มินตรามองตามสายตาผมไป เธอกะพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นร้านรถเข็นขาย "ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นน้ำแดง" ของคุณป้าแก่ๆ คนหนึ่งที่มีคราบเขม่าควันติดอยู่รอบเตาถ่าน บรรยากาศรอบข้างดูบ้านๆ จนเธอเบ้หน้าทันที "อี๋... จะสะอาดเหรอคะคุณกวิน ดูโต๊ะสิคะ มีคราบน้ำมันตั้งหนาแน่ะ แถมแมลงวันก็..." "ถ้ามัวแต่ห่วงเรื่องความสะอาด คุณก็จะพลาดรสชาติที่ดีที่สุดของเมืองนี้ไปนะครับ" ผมตัดบทด้วยน้ำเสียงจริงจัง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วยื่นมือหนาออกไปตรงหน้าเธอ "ถือว่าผมขอร้อง... พาตัวเองออกมาจากกรอบเดิมๆ สักมื้อเถอะครับ บล็อกเกอร์คนเก่ง ให้ผมได้พาคุณไปสัมผัสโลกจริงๆ ที่ไม่มีอยู่ในรีวิวพันทิปดูสักครั้งนะ" มินตรามองมือของผมที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศ สลับกับใบหน้าของผม เธอชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ แววตาลังเลระคนหวาดระแวงฉายชัดเจน แต่เสียงท้องที่ร้องโครกคราออกมาดังลั่นท่ามกลางความเงียบ ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ เธอถอนหายใจยาวเหยียด ยื่นมือเรียวเล็กมาวางแปะลงบนฝ่ามือของผมอย่างจำยอม แรงบีบเบาๆ ที่ส่งผ่านมาทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เราเดินฝ่าละอองฝนบางเบาข้ามถนนมายังร้านรถเข็นเจ้าปัญหา กลิ่นหอมของน้ำซุปที่เคี่ยวด้วยกระดูกวัวและเครื่องยาจีนโชยเตะจมูกจนต่อมน้ำลายทำงานอัตโนมัติ คุณป้าเจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มใจดีให้เราทั้งคู่ พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่ฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ "เอาอะไรดีพ่อหนุ่ม สาวสวยคนนี้หน้าตาบึ้งเชียว แฟนงอนเหรอ เอาเส้นหมี่เนื้อเปื่อยพิเศษสองชามไหม รับรองหายงอนชัวร์" ผมแอบเหลือบมองมินตราที่หน้าขึ้นสีแดงก่ำทันทีที่ป้าแกทักว่า "แฟน" เธอนั่งลงบนเก้าพลาสติกสีแดงอย่างเก้ๆ กังๆ พยายามดึงชายเสื้อกันหนาวให้เรียบร้อย แต่ก็ต้องยอมแพ้เมื่อความหอมของอาหารตรงหน้ามันเย้ายวนเกินกว่าจะมานั่งห่วงภาพลักษณ์ "เอาตามนั้นเลยครับป้า เอาแบบจัดเต็ม ชามของผมขอพริกเผาเน้นๆ นะครับ" ผมสั่งภาษาคล่องแคล่วก่อนจะหันไปมองมินตราที่กำลังใช้ทิชชูเช็ดโต๊ะซ้ำแล้วซ้ำเล่า "อ่ะ คุณมินตรา ลองชิมน้ำซุปดูก่อน อย่าเพิ่งรีบสวดมนต์ใส่ร้านป้าแกนะ" เธอค้อนผมวงใหญ่ แต่ก็ยอมตักน้ำซุปสีเข้มข้นขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วซดเข้าไปคำหนึ่ง จังหวะนั้นเอง... ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายที่เคยเกร็งขึงผ่อนคลายลงทันที ความหวานกลมกล่อมของน้ำซุปที่เคี่ยวมานานหลายชั่วโมงผสมผสานกับความเผ็ดร้อนปลายลิ้นและกลิ่นหอมของเครื่องเทศ มันไม่ใช่แค่รสชาติอาหารริมทางธรรมดา แต่มันคือความอบอุ่นที่พุ่งตรงเข้าปะทะหัวใจที่เหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน "เป็นไงครับ? สู้มิชลินสามดาวได้ไหม?" ผมกระเซ้า ถามพร้อมรอยยิ้ม มินตราเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างลืมตัว เธอลืมมาดบล็อกเกอร์สาวผู้เพอร์เฟกต์ไปเสียสนิท ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความอร่อย "อื้อ... อร่อยอ่ะ" เธออุทานออกมาเบาๆ ก่อนจะรีบตักเส้นเข้าปากตามด้วยเนื้อเปื่อยที่นุ่มละลายในปาก "ทำไมมัน... อร่อยขนาดนี้เนี่ย ทั้งๆที่สภาพร้านดูไม่น่าไว้ใจแท้ๆ" "เห็นไหมล่ะครับ ชีวิตเราก็เหมือนชามนี้แหละ" ผมวางช้อนลง มองหน้าเธอด้วยแววตาที่ลึกซึ้งขึ้น "บางครั้งแผนที่วางไว้มันอาจจะพังไม่เป็นท่า พาเราหลงทางมาเจอเรื่องแย่ๆ แต่มันก็อาจจะซ่อนความพิเศษบางอย่างที่เราไม่มีวันได้เจอ ถ้าเรามัวแต่เดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกขีดไว้" มินตรานิ่งอึ้งไป เธอมองผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความกำแพงที่เธอก่อไว้เพื่อป้องกันตัวเองเริ่มพังทลายลงทีละน้อยท่ามกลางไออุ่นของไอน้ำจากชามก๋วยเตี๋ยว "คุณกวิน..." เธียรเรียกชื่อผมด้วยเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "บางที... การหลงทางกับคุณ มันอาจจะไม่แย่อย่างที่ฉันคิดก็ได้มั้งคะ" บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะถูกสตัฟฟ์ไว้ชั่วขณะ เสียงฝน เสียงรถราข้างนอกราวกับจางหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของเราสองคนที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัวของร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ผมยิ้มกว้าง หัวใจพองโตจนแทบจะระเบิด มือหนาเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชูเพื่อจะยื่นให้เธอ แต่จังหวะนั้นเอง... เสียงแจ้งเตือนข้อความจากมือถือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น "ติ๊ง!" หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นมาแสดงข้อความแชตกลุ่มของเพื่อนสนิทที่ส่งรูปถ่ายหลุดๆ ของผมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมแคปชันล้อเลียนสุดฮา แต่มันไม่ใช่แค่นั้น... ด้านล่างสุดของหน้าจอ มีข้อความป๊อปอัพแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันลับที่มินตราไม่ได้ตั้งค่าไว้ เด้งขึ้นมาโชว์หราต่อหน้าต่อตาเธอพอดีเป๊ะ! *ภาพหน้าจอแจ้งเตือน: "บันทึกความทรงจำฉบับที่ 04: ผู้หญิงคนนี้คือคนที่ผมตามหามาตลอดห้าปี..."* มินตราที่ชะโงกหน้ามามองตามสัญชาตญาณ ชะงักกึกทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลายเป็นความแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผม ช้าๆ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ "คุณกวิน... นี่มัน... หมายความว่ายังไงคะ?" ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเปิดใจไปพร้อมกับมื้ออาหารมื้อนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%