"ถ้าคุณยังเดินจ้วง ๆ แบบไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้ ผมว่าเราคงได้ไปนั่งคุยกันที่โรงพักข้อหาบุกรุกเขตหวงห้ามก่อนจะถึงร้านกาแฟที่คุณตั้งเป้าไว้ซะอีกนะครับคุณมินตรา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเย้าแหย่นิด ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ดึงสติผม... ไม่สิ ดึงสติมินตราให้หลุดออกจากภวังค์มืดมน หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงภาพถ่ายความละเอียดสูงเมื่อครู่ยังคงสว่างวาบสะท้อนกับนัยน์ตากลมโตที่ตอนนี้เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ปลายทางหน้าจอคือรูปถ่ายมุมเสยของย่านเมืองเก่าแห่งนี้ในยามที่แสงไฟนีออนสาดส่องกระทบละอองฝน เป็นภาพที่ไม่มีความเพอร์เฟกต์ตามตำราการท่องเที่ยวสักนิด แต่มันกลับกักเก็บอารมณ์ความเหงา ความดิบ และความมีชีวิตชีวาของเมืองไว้ได้อย่างน่าประหลาดใจ และที่สำคัญที่สุด... มันคือภาพที่ถูกกดชัตเตอร์เมื่อสามนาทีที่แล้ว ตอนที่เธอยังเดินหัวเสียอยู่ข้างหน้าเขา
มินตราเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือบางที่ถือสมาร์ทโฟนสั่นน้อย ๆ ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของอากาศยามค่ำคืน แต่เป็นเพราะความรู้สึก 'เสียฟอร์ม' ผสมปนเปกับความพ่ายแพ้ต่อทักษะการกดชัตเตอร์แบบไม่ต้องพยายามของตาช่างภาพปากเสียคนนี้ต่างหาก
"คุณ... คุณแอบถ่ายฉันเหรอคุณกวิน!" บล็อกเกอร์สาวหันขวับกลับมาเอาเรื่อง ดวงตากลมโตฉายแววขุ่นเคืองอย่างปิดไม่มิด "ไหนเราตกลงกันแล้วไงครับว่าจะไม่มีการบันทึกภาพส่วนตัวระหว่างเดินทางโดยไม่ได้รับอนุญาต นี่มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลชัด ๆ นะ!"
กวินยักไหล่ช้า ๆ ร่างสูงโปร่งในชุดแจ็คเก็ตกันลมสีเขียวเข้มทิ้งน้ำหนักพิงสะพานไม้เก่า ๆ อย่างสบายอารมณ์ เขาสอดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาพราวระยับด้วยรอยยิ้มกวนประสาทที่ทำเอาคนมองอยากจะยกฝ่าเท้าขึ้นมาทาบหน้าผากเขาสักทีสองที
"ผมไม่ได้ถ่ายคุณสักหน่อยครับคุณมินตรา ผมแค่บันทึก 'องค์ประกอบของภาพ' ที่บังเอิญมีวัตถุเคลื่อนไหวรูปร่างคล้ายมนุษย์สวมเสื้อฮู้ดสีครีมเดินจ้ำอ้าว ๆ หลงทางอยู่กลางเฟรมต่างหาก... อ้อ แล้วก็อย่าเพิ่งกล่าวหาผมเรื่องละเมิดสิทธิเลยนะครับ เพราะในข้อตกลงย่อยข้อที่แปดของ 'ไกด์บุ๊กฉบับมินตรา' ที่คุณส่งมาให้ผมอ่านทางไลน์ก่อนบินสามวัน คุณไม่ได้ระบุเรื่องห้ามถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนไหวไว้นะครับ" ช่างภาพหนุ่มลอยหน้าลอยตาตอบ พร้อมกับทำท่าทางนึกคิดประกอบอย่างน่าหมั่นไส้
ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้เกิดมาเพื่อกวนประสาทเธอโดยเฉพาะเลยใช่ไหม!
มินตราสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกสติและสัญชาตญาณความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิสต์กลับคืนมา เธอเป็นถึงบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวระดับแถวหน้าที่มีผู้ติดตามหลักแสน จะมาเสียอาการให้ตากลุ่มอินดี้ปากเสียคนนี้ไม่ได้เป็นอันขาด สมุดโน้ตปกหนังสีน้ำตาลอ่อนในกระเป๋าเป้กำลังสั่นระริกเหมือนอยากจะบอกให้เธอหยิบมันขึ้นมาจัดการให้เด็ดขาด
"โอเค งั้นถือว่าเรามาเคลียร์กันให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกเลยก็แล้วกันนะครับคุณกวิน" มินตราก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวช่างภาพหนุ่มด้วยท่าทางเอาเรื่อง นิ้วเรียวชี้หน้าเขาเบา ๆ เป็นเชิงคาดโทษ "เพื่อไม่ให้ทริปเจ็ดตอนนี้พังไม่เป็นท่าเพราะความตามใจตัวเองของคุณ ผมได้ร่าง 'กฎ 5 ข้อของคนชอบคุม' ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว กรุณาฟังและจำให้ขึ้นใจ ไม่งั้นผมจะยกเลิกสัญญาจ้างคุณแล้วบินกลับไฟล์ทแรกพรุ่งนี้เช้าแน่!"
กวินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากยิ่งกว้างขึ้นไปอีกจนน่าหมั่นไส้กว่าเดิม เขาลดสายตาลงมองร่างเล็กที่ยืนเท้าสะเอวด้วยความเอ็นดูระคนขบขัน "โห... ถึงกับขู่จะเทกันเลยเหรอครับเนี่ย ไหนลองว่ามาสิครับท่านบล็อกเกอร์ผู้ยิ่งใหญ่ กฎเหล็กห้าข้อที่ว่านี่จะศักดิ์สิทธิ์สักแค่ไหนเชียว"
มินตรากระแอมเล็กน้อยเพื่อปรับโหมดเสียงให้กลับมาเป็นทางการ เธอล้วงมือหยิบกระดาษจดบันทึกแผ่นเล็กที่ฉีกออกมาจากสมุดโน้ตออกAมา กางมันออกต่อหน้าเขาด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
"ข้อที่หนึ่ง! ตารางเวลาคือพระเจ้า ทุกการเคลื่อนไหวของเราต้องตรงเวลาเป๊ะ บวกบลบไม่เกินห้ามนาที ห้ามมีคำว่า 'แวะถ่ายรูปข้างทางตามใจฉัน' เด็ดขาด!"
กวินพยักหน้ารับช้า ๆ แต่แววตากลับกลอกกลิ้ง "อ่าฮะ... ข้อแรกก็เริ่มตึงมือแล้วนะครับ แล้วถ้าเกิดระหว่างทางมีแมวหน้าตาน่ารักนอนขวางทางอยู่ล่ะครับ เราต้องเดินข้ามมันไปโดยไม่หันไปมองเพื่อรักษาเวลาตามตารางใช่ไหมครับ?"
"คุณกวิน! อย่าเพิ่งขัดสิครับ!" มินตราถลึงตาใส่ "ข้อที่สอง! เส้นทางและจุดหมายปลายทางต้องเป็นไปตามไกด์บุ๊กที่ผมวางแผนไว้เท่านั้น ห้ามออกนอกเส้นทาง ห้ามสุ่มเลือกซอยมืด ๆ และห้ามเชื่อสัญชาตญาณดิบเถื่อนของคุณเด็ดขาด!"
ช่างภาพหนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะนั่นช่างนุ่มนวลแต่มันกลับสร้างคลื่นความหงุดหงิดในอกของเธอได้อย่างน่าประหลาด "อ้อ... แสดงว่าซอยแคบ ๆ ที่มีกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่เมื่อกี้ ที่ผมพยายามจะพาคุณแวะ แต่คุณดึงดันจะเดินตรงไปตามแผนจนเกือบชนเสาไฟเนี่ย คือตัวอย่างที่ดีของความปลอดภัยสินะครับ"
"นั่นมันอุบัติเหตุต่างหากเล่า! ฟังข้อสามต่อเลยครับ!" บล็อกเกอร์สาวเริ่มเสียงดังขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าเธอเกือบจะเดินชนเสาไฟจริง ๆ "ข้อที่สาม! ห้ามแตะต้องหรือถ่ายรูปผมในเผลอไผล ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ารูปไหนหลุดออกไปแล้วทำให้ผมดูตลกหรือหน้าตาไม่พร้อม คุณจะต้องโดนปรับภาพละพันบาท!"
"โอ้โห มีระบบปรับเงินด้วยแฮะ" กวินกอดอก พลางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เธออีกนิดจนมินตราต้องเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ "แบบนี้ถ้าผมถ่ายรูปตอนที่คุณกำลังทำหน้าหงุดหงิดใส่ผมเมื่อกี้ แล้วยอมจ่ายค่าปรับเองเนี่ย ผมจะได้สิทธิ์ครอบครองภาพนั้นแบบถาวรเลยรึเปล่าครับ?"
"ไม่ได้! ห้ามเด็ดขาด!" มินตราโวยวายหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหนาวหรือเพราะระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอมันใกล้กันเกินไปจนน่าอันตรายต่อจังหวะการเต้นของหัวใจกันแน่ "ฟังข้อสี่! ทุกมื้ออาหารต้องผ่านการรีวิวและเลือกสรรแล้วว่าได้มาตรฐาน ห้ามกินสตรีทฟู้ดข้างทางแบบสุ่มสี่สุมห้าเด็ดขาดเพราะท้องคุณอาจจะพังและทำให้ทริปชะงัก!"
"อืม ข้อนี้ใจร้ายที่สุดเลยนะครับคุณมินตรา รู้ไหมว่าเสน่ห์ของการเดินทางแบบแบกเป้มันอยู่ที่การได้ลองอะไรที่ไม่รู้ว่าคืออะไรเนี่ยแหละ..." กวินทอดเสียงยาวอย่างเสียดาย ก่อนจะเลิกคิ้วมองเธอด้วยแววตาท้าทาย "แล้วข้อสุดท้ายล่ะครับ กฎข้อที่ห้า... ข้อนี้คงพีคพน่าดูสินะครับ?"
มินตราสูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อดึงความน่าเชื่อถือกลับมา พร้อมกับประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุดในชีวิต
"ข้อที่ห้า... ห้ามตั้งคำถาม ห้ามเถียง และห้ามทำตัวนอกลู่นอกทางเด็ดขาด! ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผมตั้งแต่ต้นจนจบทริป!"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ริมคลองชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายน้ำไหลเอื่อย ๆ และเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดไม้ กวินเงียบไปนานจนมินตราเริ่มใจคอไม่ดี เธอคิดว่าเขาคงจะโกรธหรือคิดจะหาคำพูดแสบสันอะไรมาโต้กลับอีกตามเคย แต่ช่างภาพหนุ่มกลับเพียงแค่แย้มยิ้มออกมา... รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ลึกซึ้งจนคนมองเผลอใจหายวาบ
กวินก้าวเข้าไปใกล้เธออีกครั้ง คราวนี้ใกล้จนมินตราต้องหยุดหายใจ ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว ดวงตากลมโตของบล็อกเกอร์สาวสะท้อนภาพใบหน้าคมคายของช่างภาพหนุ่มที่โน้มลงมาใกล้กระซิบข้างใบหู
"กฎห้าข้อของคุณนี่ฟังดูเหนื่อยจังเลยนะครับคุณมินตรา..." น้ำเสียงนุ่มทุมกระซิบแผ่วเบาจนจั๊กจี้หัวใจ "แต่เสียดายจัง... ผมกลัวว่าคุณคงต้องฉีกทิ้งมันตั้งแต่กฎข้อแรกซะแล้วล่ะครับ"
"คะ... คุณหมายความว่ายังไง?" มินตราเสียงสั่นโดยไม่ตั้งใจ สมองตื้อตันไปหมดเมื่อปลายนิ้วอุ่น ๆ ของกวินเอื้อมมาแตะเบา ๆ ที่ปลายคางของเธอ แล้วดันให้หันไปมองทางเบื้องหน้า
เบื้องหลังซอยแคบ ๆ ที่กฎข้อที่สองบอกว่าห้ามเข้าเมื่อครู่ บัดนี้กำลังจัดงานเทศกาลโคมไฟริมน้ำขนาดเล็กอย่างเงียบเชียบ แสงไฟสีส้มอมเหลืองนับร้อยดวงส่องประกายระยิบระยับสะท้อนผืนน้ำ ท่ามกลางเสียงดนตรีพื้นเมืองแผ่วเบาและกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดที่ลอยมาตามลม ช่างเป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพวาดในนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำ... ภาพที่ไม่มีอยู่ในไกด์บุ๊กฉบับสมบูรณ์แบบของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
มินตรายืนนิ่งอึ้ง สมองประมวลผลไม่ทันกับสิ่งที่เห็น ปากอ้าพะงาบ ๆ จะเถียงแต่ก็พูดไม่ออก
"ยินดีต้อนรับสู่การหลงทางครั้งแรกของทริปนี้นะครับ... บล็อกเกอร์คนเก่ง" กวินกระซิบกระชับเสียงหัวเราะเบา ๆ อยู่ข้างหู ก่อนที่มือหนาจะถือวิสาสะคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้ แล้วออกแรงดึงเบา ๆ ให้ก้าวตามเขาเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยต้องห้ามนั้นทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทันตั้งตัวแม้แต่วินาทีเดียว!
---
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหลงทางไปพร้อมกับผมในตอนนี้นะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 2
กฎ 5 ข้อของคนชอบคุม
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!