"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่ากำหนดการในไอแพดของฉันอีกแค่ก้าวเดียว ฉันจะเอาขาตั้งกล้องฟาดหัวคุณจริงๆ ด้วยนะกวิน"
เสียงกระแทกฝ่าเท้าลงบนพื้นหินกรวดของมินตราดังขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ในรอบสิบนาที บล็อกเกอร์สาวหยุดยืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อม องศาของหมวกปานามาบนศีรษะเอียงกระفะเพราะความรีบเร่ง ในมือขวาของเธอถือไอแพดหน้าจอเปิดตาราง Excel สีสันละลตาที่ถูกซอยย่อยตารางเวลาออกเป็นหน่วยย่อยระดับ 'นาที' ส่วนมือซ้ายก็ยังลากกระเป๋าเดินทางล้อลากที่ส่งเสียงกุกกักไปตามทางเดินแคบๆ ของเมืองเก่าในแคว้นทัสคานี
กวิน ช่างภาพหนุ่มร่างสูงที่เดินนำหน้าอยู่สามก้าว ค่อยๆ หมุนตัวกลับมามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขายกมือขึ้นดันแว่นกันแดดขึ้นไปพักไว้บนหน้าผาก ปรายตามองสมุดนำทางดิจิทัลในมือเธอก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหลืออด
"คุณมินตราครับ นี่เรามาเที่ยวพักผ่อน หรือมาวิ่งมาราธอนเก็บแต้มสะสมไมล์การบินไทยครับเนี่ย?" กวินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง น้ำเสียงเจือความกวนประสาทตามสไตล์ "ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ คุณพาผมเดินจ้ำอ้าวผ่านร้านกาแฟคั่วบดหอมๆ ไปสามร้าน ผ่านโบสถ์เก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจไปสองแห่ง โดยให้เวลาผมยืนมองความงามแค่สามวินาทีถ้วน... สรุปคือคุณมาถ่ายรูปเพื่อเก็บบันทึกความทรงจำ หรือมาทำยอดส่ง KPI ให้บริษัททัวร์กันแน่ครับ?"
"ก็เพราะตารางมันรัดตัวน่ะสิ!" มินตราก้าวเท้าเข้าประชิดตัวเขา ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความหงุดหงิดจนแทบจะมีควันพุ่งออกมาทางหู "ถ้าเราแวะกินกาแฟชิลๆ ตามใจคุณ ร้านละสามสิบนาที ถ่ายรูปโบสถ์แบบเหม่อลอยอีกยี่สิบนาที แผนที่เราวางไว้สำหรับการเดินทางข้ามเมืองไปดูพระอาทิตย์ตกที่เนินเขาปิเ엔ซาจะพังไม่เป็นท่าทันทีนะคุณ!"
"แล้วทำไมมันต้องเป๊ะขนาดนั้นล่ะครับ ชีวิตคนเรามันไม่ใช่ไฟล์งาน Excel ที่ถ้าช่องไหนใส่สูตรผิดแล้วกราฟจะพังนี่นา" กวินก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิด จนความสูงของเขาทำใหมินตราต้องเงยหน้าขึ้นมอง "การเดินทางที่ดี มันต้องมีพื้นที่ให้ความบังเอิญได้ทำงานบ้างสิครับคุณบล็อกเกอร์เพอร์เฟกต์ชันนิสต์... การที่คุณมัวแต่ก้มหน้ามองจอไอแพดเพื่อเช็กว่าตอนนี้เราทำเวลาเลยไปกี่วินาทีแล้วเนี่ย คุณพลาดอะไรไปบ้างรู้ไหม?"
มินตราเม้มปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความโกรธผสมความอึดอัดที่สะสมมาตลอดสามวันเต็มของการเดินทาง "ฉันพลาดอะไรล่ะ? ฉันก็แค่ไม่พลาดรถไฟ ไม่พลาดตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ และไม่พลาดกำหนดการที่ฉันต้องรับผิดชอบไง!"
"คุณพลาดกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่บานอยู่ข้างทาง พลาดรอยยิ้มของคุณยายเจ้าของร้านขายของชำเมื่อกี้ที่พยายามจะบอกว่าวันนี้อากาศดี และที่สำคัญ..." กวินหยุดพูดไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกันแดดคู่นั้นก้มลงมองสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงที่เคยติดตลกเปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่าใจหาย "...คุณพลาดการมองหน้าผมเวลาที่เรากำลังยืนอยู่ด้วยกันตรงนี้"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสียงฝีเท้าของนักท่องเที่ยวคนอื่นรอบตัวกลายเป็นเสียงอื้ออึงที่อยู่ไกลออกไป มินตรานิ่งงันไปชั่ววินาที หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความโกรธเมื่อครู่ กลับสะดุดกึกแล้วเต้นผิดจังหวะอย่างแรงจนเธอต้องรีบเบนสายตาหนีไปมองก้อนเมฆบนท้องฟ้าแทน
*ให้ตายสิ ตาบ้านี่... ชอบพูดจาบีบหัวใจคนอื่นอยู่เรื่อย*
"ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะกวิน!" มินตราเชิดหน้าขึ้น พยายามรวบรวมความแข็งกร้าวทั้งหมดที่มีกลับคืนมา "ฉันเบื่อเต็มทีแล้วกับความชิลอย่างไร้จุดหมายของคุณ! ตลอดสามวันที่ผ่านมา ฉันต้องคอยตามแก้ปัญหาที่คุณอยากจะแวะโน่นแวะนี่ตามใจชอบ จนฉันต้องอดนอนมานั่งรีไวน์ตารางเที่ยวใหม่ตอนตีสองทุกวัน คุณเห็นฉันเป็นอะไร เป็นทาสรับใช้ส่วนตัวที่มีหน้าที่ถือร่มกับแบกสัมภาระให้คุณงั้นเหรอ?"
คำพูดที่อัดอั้นตันใจมานานนับสัปดาห์ถูกพรั่งพรูออกมาจนหมดไส้หมดพุง มินตราไม่ได้ต้องการจะใจร้ายใส่เขา แต่ความเหนื่อยล้าสะสมและการแบกรับความคาดหวังทั้งหมดไว้บนบ่ามันทำให้เธอแทบจะระเบิดอยู่แล้ว ปมในอดีตที่ฝังใจว่า 'ความผิดพลาดคือความล้มเหลว' คอยหลอกหลอนให้เธอต้องควบคุมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ และการมีผู้ชายคนนี้คอยทำลายแผนการของเธอด้วยรอยยิ้มกวนๆ มันเหมือนกับการเอาน้ำมันมาราดบนกองไฟ
กวินหุบยิ้มลง สีหน้าที่เคยทะเล้นทะเล้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบขรึม เขาถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่มินตราบ่อยครั้งพยายามหลบเลี่ยงที่จะทำความเข้าใจ
"คุณคิดว่าผมเป็นตัวถ่วง ที่คอยทำลายแผนของคุณตลอดเวลาเลยสินะครับ..." กวินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง "คุณคิดว่าที่ผมอยากแวะโน่นแวะนี่ เพราะผมแค่อยากเอาแต่ใจตัวเองอย่างเดียวเหรอ มินตรา"
สรรพนามที่เปลี่ยนไปจากการเรียก "คุณ" เป็นชื่อจริงอย่างไร้รصะเช On-the-spot ทำให้มินตราสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
"คุณรู้อะไรไหม..." กวินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปล่อยมือออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต เขาหันมองไปรอบๆ ตัว เมืองเก่าทัสคานีที่อาบไล้ด้วยแสงสีทองยามบ่ายช่างสวยงามเหลือเกิน แต่วินาทีนี้ไม่มีใครสนใจมันอีกแล้ว "เหตุผลเดียวที่ผมยอมตกลงมาทริปนี้กับคุณ ที่จริงไม่ใช่เพราะผมอยากมาเขียนไกด์บุ๊กอะไรนั่นหรอก..."
มินตราขมวดคิ้วแน่น หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ "แล้ว... เพราะอะไรล่ะ?"
กวินสูดหายใจเข้าลึกราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิต เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบล็อกเกอร์สาวคนเก่ง ชายหนุ่มผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำใดๆ ไว้ในเลนส์กล้องนอกจากภาพวิวทิวทัศน์ไร้ชีวิตชีวา กำลังจะเปิดเผยความจริงบางอย่างที่เขาซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มกวนประสาทมาตลอดสัปดาห์
"เพราะผมอยากเรียนรู้ที่จะ 'จดจำ' อะไรสักอย่าง... ผ่านสายตาของคุณ ที่มองโลกใบนี้ด้วยความใส่ใจต่างหากล่ะครับ" กวินเว้นจังหวะหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย "...แต่ดูเหมือนว่า สิ่งเดียวที่คุณสนใจในตัวผมตอนนี้ มีแค่การที่ผมเดินเร็วเกินกว่าจะอยู่ในตารางบ้าบอของคุณสินะครับ"
เพล้ง!
ราวกับมีกระจกใสบางๆ แตกละเอียดอยู่กลางอกของมินตรา คำพูดของกวินพุ่งตรงเข้าชนความรู้สึกของเธออย่างจัง ทุกสิ่งที่เธอเคยคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำและเหนื่อยล้าอยู่ฝ่ายเดียว พลันพังทลายลงเมื่อได้ยินความจริงอีกด้านหนึ่งที่เธอไม่เคยเอะใจมาก่อน
บล็อกเกอร์สาวอ้าปากค้าง สมองตื้อตันไปหมด คำแก้ตัวร้อยแปดพันเก้าที่เตรียมไว้หายวับไปกับตา มือที่ถือไอแพดเริ่มสั่นเทา เธออ้าปากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อแก้สถานการณ์ แต่กวินกลับชิงพูดตัดหน้าขึ้นมากเสียก่อน
"โอเคครับ ในเมื่อตารางของคุณมันสำคัญและเคร่งเครียดขนาดนั้น งั้นเราแยกกันตรงนี้เถอะครับ..." กวินยื่นกระเป๋าเดินทางล้อลากใบเล็กส่งคืนมาให้เธอ พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่ไร้ซึ่งความสดใสใดๆ "คุณเดินหน้าไปตามแผนของคุณเถอะ ส่วนผม... จะขอเดินหลงทางตามใจตัวเอง แบบที่ผมถนัด... ลาก่อนนะครับมินตรา"
พูดจบ ชายหนุ่มก็หันหลังให้ทันที เขาก้าวเท้าเดินสวนทางกับฝูงชน มุ่งหน้าไปตามตรอกซอกซอยแคบๆ ด้านซ้ายมืออย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับมามองด้านหลังอีกเลย
"เฮ้ย! เดี๋ยวสิกวิน!" มินตราร้องตะโกนสุดเสียง ขาเรียวเล็กก้าวตามไปสองสามก้าวด้วยความตกใจ แต่ทว่าฝูงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เดินสวนมากลับขวางทางเธอไว้ชั่วพริบตาเดียว เมื่อเธอเบียดตัวหลุดออกมาได้ กวินก็เลี้ยวหายลับมุมตึกไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวเธอทันที ไอแพดในมือยังคงสว่างวาบด้วยตารางเวลาสีสวยที่ตอนนี้กลายเป็นสิ่งไร้ค่าที่สุดในโลก มินตรายืนนิ่งอยู่กลางทางเดินหินกรวด สมองขาวโพลน หัวใจหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกหนับหน่วงตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอจนเธอเกือบจะกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
*นี่ฉัน... ไล่เขาไปจริงๆ งั้นเหรอ?*
มือบางสั่นเทาขณะปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างลนลาน แอปพลิเคชันสีเขียวถูกเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวกดเข้าไปที่ห้องแชตของคนใจร้ายที่เพิ่งเดินหนีไป เธอพิมพ์ข้อความยาวเหยียดด้วยความร้อนรน
*[คุณกวิน! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน! ฉันไม่ได้หมายความว่า...]*
นิ้วโป้งชะงักค้างอยู่เหนือปุ่มส่งข้อความ หัวใจเต้นโครมครามด้วยความลังเลและความรู้สึกผิดที่ประเดประดอนเข้ามาในอก
*ถ้าส่งข้อความนี้ไป... มันจะดูยอมจำนนเกินไปไหมนะ? แต่ถ้าไม่ส่ง... ฉันอาจจะเสียเขาไปจริงๆ ตลอดกาลก็ได้*
ด้วยความลนลานและสัญชาตญาณที่ตีกันวุ่นวาย ปลายนิ้วของมินตราดันเผลอกดส่งสติ๊กเกอร์รูปหมีขอโทษตัวใหญ่ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และในวินาทีที่เธอพยายามจะกดยกเลิกข้อความนั้นให้พ้นสายตา...
**ติ๊ง!**
หน้าจอโทรศัพท์มือถือของมินตราสั่นสะเทือนขึ้นมาพร้อมกับการปรากฏข้อความตอบกลับจากคู่สนทนาที่เพิ่งเดินหนีไปเมื่อครู่... ซึ่งมันคือภาพถ่ายโคลสอัปดวงตากลมโตของเธอในวินาทีที่กำลังตกใจสุดขีด พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ส่งตรงเข้ามากลางใจแบบไม่ทันตั้งตัว:
*(รูปภาพ: ดวงตาตื่นตระหนกของมินตรา)*
**"ผมยังไม่ได้ปิดเครื่อง... และผมแอบถ่ายรูปหน้าเวลาที่คุณกำลังตกใจไว้หมดแล้วด้วยครับคนเก่ง... สนใจจะเดินหลงทางไปกับผมต่ออีกสักก้าวไหมล่ะครับ?"**
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันกับเรานะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 11
เมื่อความอดทนถึงขีดจำกัด
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!