"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่ากำหนดการสามนาทีอีกก้าวเดียว ผมจะทิ้งคุณไว้ที่ร้านขายชีสตรงหัวมุมถนนนั้นจริงๆ ด้วยนะ มินตรา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเหนื่อยหน่ายระคนเอ็นดูดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับแรงดึงเบาๆ ที่ชายเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาว ทำให้หญิงสาวเจ้าของชื่อต้องสะดุ้งเล็กน้อย เธอหยุดฝีเท้าลงทันทีราวกับถูกโปรแกรมคอมพิวเตอร์สั่งการ หันขวับกลับไปมองช่างภาพหนุ่มที่กำลังยืนพิงเสาไฟฟ้าวินเทจด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับโลกใบนี้ไม่ได้มีกำหนดการรถไฟเที่ยวสุดท้ายหรือแผนการเดินทางที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในหّ้าโมงเย็นคอยไล่หลังเหมือนเธอ
มินตราสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอาการหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก เธอไม่ใช่คนใจร้อน แต่เธอคือบล็อกเกอร์ผู้ยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบ ทุกตารางเมตรของเมืองนี้ถูกจัดวางไว้ในแพลนเนอร์สีพาสเทลของเธออย่างรอบคอบแล้ว ทำไมกวินถึงทำตัวเหมือนคนหลงทางที่หลุดมาจากยุคหินที่ไม่มีนาฬิกาข้อมือได้ทุกวี่ทุกวันกันนะ
"นี่มันเวลาสิบห้ามนทีตามแผนสำรองที่เราต้องถึงจุดชมวิววิหารเก่าแล้วนะกวิน ถ้าเราช้ากว่านี้ แสงเย็นที่จะกระทบยอดโบสถ์จะพ้นมุมกล้องที่คุณอยากได้พอดี แล้วใครจะเป็นคนบ่นว่าพลาดช็อตทองคำนั้นล่ะ ไม่ใช่ฉันหรอกนะ!" มินตราเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามใช้น้ำเสียงจริงจังที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวแปลกๆ ในอกที่เกิดขึ้นทุกครั้งเวลาที่เขาเรียกชื่อเธอห้วนๆ แบบนี้
กวินถอนหายใจยาว ยื่นกล้อง DSLR คู่ใจที่เปิดเช็คภาพในจอให้เธอดู ภาพที่ปรากฏไม่ใช่ยอดวิหารโบราณตามตาราง แต่เป็นภาพโคลสัปของเธอเองในเสี้ยววินาทีที่เธอกำลังขมวดคิ้วยุ่งด้วยความเครียดขณะเช็คตารางรถไฟในมือ แสงสีส้มอ่อนยามเย็นตกกระทบลงบนเส้นผมที่ปลิวไสวอย่างเป็นธรรมชาติ มันเป็นภาพที่ไม่มีการจัดวาง ไม่มีสเต็ปเพอร์เฟกต์ แต่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจนน่าประหลาด
"มองกล้องผมสิ... คุณเห็นอะไรไหมมินตรา" กวินลดกล้องลง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกันแดดมองตรงมาที่เธอด้วยแววตาที่อ่านยาก "ในตารางห้าสิบหน้าที่คุณถืออยู่ มีช่องให้ใส่ความรู้สึกของลมหนาวที่พัดผ่านหน้าเราตอนนี้ไหม? มีช่องให้จดจำรสชาติกาแฟขมๆ ที่เราเพิ่งกินด้วยกันเมื่อเช้าหรือเปล่า?"
คำถามนั้นราวกับมีค้อนเล็กๆ มาทุบลงกลางใจ มินตราอ้าปากค้างเล็กน้อย คำพูดโต้เถียงที่เตรียมไว้นับร้อยประโยคพลอยมลายหายไปสิ้น เธอก้มมองสมุดแพลนเนอร์ในมือที่ตอนนี้ขอบกระดาษเริ่มยับยู่ยี่จากการเปิดดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันคือคู่มือการเดินทางที่สมบูรณ์แบบที่สุด... แต่ทำไมพอมองหน้าผู้ชายที่ยืนกวนประสาทอยู่ตรงนี้ เธอกลับรู้สึกว่าหน้ากระดาษพวกนั้นช่างว่างเปล่าเหลือเกิน
เมืองเล็กๆ แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบและผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้า แต่วันนี้ มินตรากลับรู้สึกว่าความเงียบเหล่านั้นกำลังขับเน้นเสียงบางอย่างในใจเธอให้ดังขึ้น เสียงที่เธอพยายามกลบมันมาตลอดสัปดาห์ด้วยการก้มหน้าก้มตาเดินตามแผนที่
"ฉัน... แค่ไม่อยากให้ทริปนี้มีข้อผิดพลาด" เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงที่เคยฉะฉานเริ่มแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว "ถ้าเราพลาดตารางนี้ ทุกอย่างที่ฉันวางแผนไว้มันจะรวนไปหมด..."
"แล้วถ้าการรวนครั้งนี้มันทำให้เราได้เจอร้านไอศกรีมลับหลังตรอกซอกซอยที่อร่อยที่สุดในทริปนี้ล่ะ?" กวินก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดแคบลงจนได้กลิ่นจางๆ ของโคโลญจน์ผสมกับกลิ่นไอความหนาว "หรือบางที... การไม่มีแผนอะไรเลย อาจจะเป็นแผนที่ดีที่สุดที่คุณเคยทำมาก็ได้นะ คุณหนูระเบียบ"
สรรพนามที่เขาตั้งให้ใหม่อยरीเรียกเสียงฮึดฮัดในลำคอของมินตราได้เป็นอย่างดี เธอยกมือขึ้นกอดอก ทำท่าทีพยศใส่เขาเหมือนแมวขู่ แต่อานุภาพความใกล้ชิดกลับทำให้หัวใจเจ้ากรรมเต้นผิดจังหวะเสียจนเธอต้องเบือนหน้าหนีไปมองวิวริมทางแทน
ทั้งคู่เดินเคียงคู่กันไปตามถนนหินกรวดที่ทอดยาวผ่านอาคารบ้านเรือนสไตล์ยุโรปโบราณ แสงไฟสีส้มจากดวงโคมริมทางเริ่มทยอยเปิดส่องสว่างทีละดวงท่ามกลางความมืดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงกว่าช่วงบ่าย ผู้คนเริ่มบางตาลง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาสองคนที่กระทบกับพื้นถนนดัง ก๊อปแก๊ป เป็นจังหวะ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มินตรามั่นใจมาตลอดว่าเธอเป็นคนคุมเกม เป็นคนนำทางในฐานะ "ไกด์" ผู้รอบรู้ของทริปนี้ แต่พอนึกย้อนกลับไปในวินาทีที่กวินบอกว่าเขาจะแวะซื้อบุหรี่แล้วหายไปสิบนาที หรือตอนที่เขาแอบถ่ายรูปเธอเผลอๆ แล้วเอามาล้อเลียน เธอกลับพบความจริงข้อหนึ่งที่น่าตกใจ—ความจริงที่ว่า เธอเริ่มชินกับการมีเงาของช่างภาพขี้เกียจคนนี้เดินตามหลังเสียแล้ว
ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วไม่มีคนกวนประสาทคอยบ่นเรื่องรองเท้าผ้าใบของเธอ... ถ้าไม่มีเสียงชัตเตอร์ที่ดังขึ้นอย่างไร้ทิศทางเพื่อบันทึกรอยยิ้มรำคาญใจของเธอ... เมืองนี้จะยังคงเป็นเมืองที่โรแมนติกอยู่ไหม?
หรือจริงๆ แล้ว ความหมายของคำว่า "เมืองที่ทำให้หายเหงา" สำหรับเธอในตอนนี้ อาจไม่ใช่ทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดในโปสการ์ด แต่เป็นรอยยิ้มมุมปากของคนที่กำลังเดินถือแผนที่ฉีกขาดอยู่ข้างๆ คนนี้ต่างหาก
มินตราแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าของกวินที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพื่อคำนวณทิศทางแสงสำหรับภาพถ่ายช็อตสุดท้ายของวัน แววตาของเขาจริงจังและลึกล้ำราวกับเก็บเรื่องราวของคนทั้งโลกไว้ในเลนส์กล้องเหล่านั้น และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ความคิดบ้าบิ่นบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวของหญิงสาวผู้รักความสมบูรณ์แบบ
เธอไม่เคยทำอะไรนอกกรอบเลยสักครั้งในชีวิต... แต่กับผู้ชายคนนี้ ดูเหมือนกฎทุกข้อของเธอกำลังจะพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า
"นี่ กวิน" มินตราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเธอเบากว่าปกติเล็กน้อย
ช่างภาพหนุ่มหันกลับมาเลิกคิ้วสูงเชิงตั้งคำถาม "ว่าไงครับ คุณหนู? แผนสองจะเริ่มตอนนี้เลยเหรอ หรือว่าแบตเตอรี่ในหัวของคุณหมดพลังงานซะแล้ว?"
มินตราสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต พลางก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนกวินต้องชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไร้การหลบเลี่ยง
"ฉันเกลียดตารางท่องเที่ยวของคุณ... เกลียดที่คุณชอบทำตัวตามใจตัวเอง เกลียดที่คุณชอบทำให้ฉันเสียสมาธิ..." มินตราเว้นจังหวะ หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองชุด "แต่ว่านะ..."
เธอยังไม่ทันได้พูดประโยคสำคัญต่อให้จบ หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ทของกวินก็สั่นครืนขึ้นมาอย่างขัดจังหวะ ข้อความแจ้งเตือนจากหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นในความมืดทำให้ทั้งคู่ต้องก้มลงมองโดยอัตโนมัติ
[ ข้อความใหม่จาก: พริม (รุ่นน้องร่วมคณะ/นางแบบสาวที่เคยร่วมงานกัน) ]
*“พี่กวินคะ พริมถึงสนามบินแล้วนะ อีกสองชั่วโมงเจอกันตามที่นัดไว้ที่โรงแรมเดิมนะคะ พี่อย่าลืมลงมาต้อนรับพริมด้วยล่ะ คิดถึงจังเลย”*
รอยยิ้มและบรรยากาศอบอุ่นหัวใจเมื่อครู่ราวกับถูกน้ำแข็งสาดใส่จนชาดิ่งลงไปถึงขั้วหัวใจ มินตรานิ่งงัดไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยเป็นประกายระยิบระยับเมื่อครู่หรี่ลงเล็กน้อย ความรู้สึกเจแปลบแปลกปลอมพุ่งจู่โจมเข้ามาในอกอย่างรวดเร็วกว่าที่สมองจะทันประมวลผล
กวินหน้าถอดสีเล็กน้อย รีบคว้ามือถือขึ้นมาเพื่อจะกดปิดหน้าจอ แต่สายตาของเขากลับสบเข้ากับดวงตาที่ไหววับของมินตราเข้าเสียก่อน บรรยากาศรอบตัวที่เคยนุ่มฟูกลับกลายเป็นความเงียบงันที่กดดันและน่าอึดอัดขึ้นมาทันที
"มินตรา... คือว่าเรื่องมัน—" กวินพยายามจะอ้าปากอธิบาย สีหน้าของช่างภาพผู้มั่นใจในตัวเองสูงเริ่มฉายแววลุกลี้ลุกลนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่มินตรากลับยกมือขึ้นห้ามด้วยรอยยิ้มที่ฝืนที่สุดในชีวิต รอยยิ้มแบบฉบับบล็อกเกอร์ผู้ควบคุมทุกสถานการณ์ได้เสมอ แม้ว่าข้างในจะพังทลายไม่เป็นท่าแล้วก็ตาม
"ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะกวิน..." มินตราสูดหายใจเฮือกใหญ่ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ "เพราะดูเหมือนว่า... แผนการเดินทางของฉัน สำหรับวันนี้ มัน *'สิ้นสุดลง'* แต่เพียงเท่านี้แล้วล่ะค่ะ"
เธอหมุนตัวกลับหลังหันทันทีโดยไม่รอฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น สองขาเรียวก้าวเดินจ้ำอ้าวหนีไปท่ามกลางความมืดของตรอกซอกซอย ปล่อยให้ช่างภาพหนุ่มยืนเคว้งคว้างอยู่เบื้องหลังกับหน้าจอโทรศัพท์ที่ยังคงสว่างวาบ... และความจริงที่ว่า เขากำลังจะสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในทริปนี้ไปตลอดกาล
---
*ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทาง หัวใจเต้นรัว และลุ้นไปกับทุกย่างก้าวของพวกเขานะครับ - แบกเป้ท่องโลก*
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 13
เมืองที่ทำให้หายเหงา
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!