"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกสามก้าว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีความจริงนะครับ คุณมินตรา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยจนน่าหงุดหงิดดังขึ้นจากมุมมืดของซุ้มประตูโค้งอิฐมอญสีส้มอิฐ เก่าคร่ำคร่า กวินยืนพิงเสาหินด้วยท่าทีสบายๆ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ตัวเก่ง อีกข้างถือกล้องฟิล์มตัวโปรดที่สายสะพายขึ้นเงาจากการใช้งาน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นมองตรงมาที่เธอด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ รอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความกวนประสาทและความอบอุ่นไว้อย่างลงตัว
มินตราสะดุ้งสุดตัว เธอหยุดฝีบัตทันทีราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกด สมองที่เคยประมวลผลตารางการเดินทางล่วงหน้าอย่างแม่นยำมาร้อยเปอร์เซ็นต์กลับชัตดาวน์ลงในเสี้ยววินาที รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เปื้อนฝุ่นจากการเดินทางมาครึ่งค่อนวันขยับถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
"กวิน... คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?" เสียงของบล็อกเกอร์สาวคนเก่งหลุดลอดริมฝีปากออกมาเบาหวิว ราวกับไม่แน่ใจว่าภาพตรงหน้าคือความจริงหรือภาพหลอนที่สร้างขึ้นจากความเหนื่อยล้า
"ก็เดินมาด้วยสองขาเหมือนคุณนี่แหละครับ หรือว่าในกูเกิลแมปของคุณ ระบุไว้ว่าหอคอยโบราณแห่งนี้ห้ามผู้ชายหน้าตาดีชื่อกวินเข้ามาเหยียบ?" ช่างภาพหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะผละตัวออกจากเสาหิน ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละนิด ระยะห่างที่เคยถูกคั่นด้วยเมืองต่างแดนและตารางเวลาที่สวนทางกันนับสัปดาห์ถูกย่นย่อลงเหลือเพียงไม่กี่ก้าว
มินตราเม้มปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวผิดจังหวะจนเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน เธอเกลียดความบังเอิญแบบนี้ เกลียดความรู้สึกที่ว่าต่อให้เธอวางแผนชีวิตรัดกุมแค่ไหน โชคชะตาก็มักจะมีลูกเล่นตลกๆ มาพังทลายมันลงได้เสมอ และที่สำคัญที่สุด... เธอเกลียดหัวใจตัวเองที่ดันรู้สึกโล่งอกและดีใจอย่างปิดไม่มิดที่ได้เห็นหน้ากวนๆ นี้นับตั้งแต่แยกกันที่สถานีรถไฟเมื่อตอนนั้น
"ฉันไม่ได้เช็คแมปเรื่องคุณหรอกนะ แต่ฉันเช็คตารางทริปของตัวเองดีแล้ว และตามกำหนดการ คุณควรจะอยู่ที่เมืองเหนือสุด ไม่ใช่มาโผล่อยู่ที่หอคอยร้างกลางเกาะเก่าแก่แบบนี้!" มินตราเชิดหน้าขึ้นพยายามรักษาฟอร์มของเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ผู้ควบคุมทุกอย่าง แต่น้ำเสียงที่สั่นระริกเล็กน้อยกลับทรยศเธออย่างจัง
"แผนการเหรอครับ..." กวินหยุดยืนห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายแดดอ่อนๆ และกลิ่นกระดาษจากสมุดบันทึกเดินทางของเขาลอยมาแตะจมูก "บางทีชีวิตมันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้ติ๊กถูกในช่องสี่เหลี่ยมทุกข้อหรอกนะมินตรา ดูอย่างตอนนี้สิ คุณตั้งใจมาถ่ายรูปวิวพระอาทิตย์ตกดินคนเดียวตามแพลน แต่สุดท้ายคุณก็ดันมาติดแหง็กอยู่กับผมตรงนี้ สองต่อสอง... ในหอคอยร้างที่สัญญาณมือถือโคตรจะแย่"
คำพูดหน้าตายแฝงความหมายชวนหมั่นไส้ทำให้มินตราอยากจะยกกระเป๋าเป้ใบโตฟาดหน้าเขาซักทีให้หายหมั่นเขี้ยว "ใครอยากจะติดอยู่กับคุณกัน ทุเรศที่สุด! ถอยไปเลยนะ ฉันจะขึ้นไปข้างบน"
เธอก้าวเท้าหมายจะเดินเลี่ยงผ่านเขาไป แต่กวินกลับขยับตัวมาขวางทางไว้อย่างรู้ทัน ขายาวๆ ของเขาทำให้การบล็อกทางเป็นเรื่องง่ายดาย ดวงตาคมจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ บรรยากาศรอบตัวที่เคยมีเพียงเสียงลมพัดผ่านซากปรักหักพัง กลับเงียบงันลงทันทีเมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกัน ความเงียบที่ไม่ได้อึดอัด แต่กลับอบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทั้งสองฝ่ายพยายามหลบ1เลี่ยงมาตลอดทริป
"ข้างบนลมแรงและบันไดมันชันมากนะ คุณใส่สนีกเกอร์ก็จริง แต่ถ้าเกิดข้อแพลงขึ้นมา ใครจะแบกคุณลงมาล่ะครับ... ผมเหรอ?" กวินเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงอ่อนลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ "อีกอย่าง... ผมไม่ได้เจอคุณตั้งนาน ห้ามคิดจะหนีผมไปไหนเด็ดขาดจนกว่าเราจะเคลียร์เรื่องที่เราค้างคาใจกันเมื่อสัปดาห์ก่อนให้รู้เรื่อง"
คำว่า 'เรื่องที่ค้างคาใจ' ทำเอาอุณหภูมิบนใบหน้าของมินตราพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาพเหตุการณ์คืนนั้นในร้านกาแฟเล็กๆ แวบเข้ามาในหัว... คืนที่เผลอหลุดปากพูดอะไรที่น่าอายออกไป ก่อนจะรีบตัดบทแล้ววิ่งหนีขึ้นรถไฟมาอย่างไร้ฟอร์ม
"ฉัน... ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรกับคุณทั้งนั้นแหละ หลบไปนะกวิน!" มินตราพยายามดันอกอีกฝ่ายออก แต่กวินกลับยืนนิ่งราวกำแพงหิน แถมยังฉวยโอกาสรวบข้อมือบางทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียวอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าเธอจะบอบช้ำ แต่ก็แน่นหนาพอที่จะทำให้เธอขยับไปไหนไม่ได้
"ปากแข็งจังนะครับ..." กวินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนมินตราต้องเผลอกลั้นหายใจ แววตาของช่างภาพหนุ่มไม่มีความขี้เล่นเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและประกายความอบอุ่นที่สะท้อนอยู่ในนั้น "รู้ไหม... ตอนที่คุณไม่อยู่ในเฟสภาพของผม โลกของผมมันขาดสีสันไปถนัดตาเลยนะ มินตรา"
หัวใจของบล็อกเกอร์สาวกระตุกวูบ คำพูดเรียบง่ายแต่จริงใจแบบนั้นมันโกงกันชัดๆ เธอกะพริบตาปริบๆ สมองตื้อตันจนคิดมุกโต้กลับไม่ออก ทำได้เพียงยืนนิ่ง ปล่อยให้ปลายนิ้วอุ่นของเขาที่ไล้เบาๆ บริเวณข้อมือส่งกระแสความวูบวาบวิ่งตรงเข้าสู่หัวใจ
กวินยกมืออีกข้างขึ้น ปลดกล้องฟิllมออกจากคอตัวเอง แล้วยื่นมันมาตรงหน้าเธอ เลนส์กล้องสะท้อนภาพใบหน้าตื่นตระหนกปนเขินอายของเธอไว้อย่างชัดเจน
"ภาพสุดท้ายในฟิล์มม้วนนี้... ผมยังไม่ได้กดชัตเตอร์เลยนะ" กวินกระซิบแผ่วเบา ชิดริมใบหูจนเธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ "คุณจะอนุญาตให้ช่างภาพคนนี้ บันทึกภาพผู้หญิงที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตเขาจนพังไม่เป็นท่า... ลงในความทรงจำถาวรได้หรือยังครับ"
มินตราอ้าปากค้าง สมองประมวลผลคำถามนั้นไม่ทัน มือที่ถูกกุมไว้เริ่มสั่นน้อยๆ ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู เธอเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเขินอายขั้นสุด ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ เพื่อจะเอ่ยปากปฏิเสธกลบเกลื่อนความเขิน
ทว่า... ในวินาทีที่เธอกำลังจะอ้าปากปฏิเสธนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของกวินที่ถูกปิดเสียงไว้ กลับสั่นครืดคราดขึ้นมาอย่างกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟวาบขึ้นจากหน้าจอที่แสดงข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชต...
มันคือข้อความภาพสกรีนช็อตตารางเวลาชีวิต 5 ปีข้างหน้าของมินตรา ที่กวินแอบถ่ายเก็บไว้เมื่อคืนก่อน พร้อมแคปชันใต้ภาพที่ส่งมาจากบัญชีไลน์ของตัวมินตราเองที่เผลอกดส่งออกไป ทั้งๆ ที่เธอยังไม่ได้แก้ข้อความด่าทอยาวเหยียดที่พิมพ์ค้างไว้ว่า...
*(ขอบคุณสำหรับการเดินทางที่ผ่านมานะครับ - แบกเป้ท่องโลก)*
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 14
การกลับมาพบกันที่หอคอยเก่า
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!