"บอกผมมาตามตรงเถอะครับคุณมินตรา... ตกลงนี่พวกคุณมาถ่ายสารคดีท่องเที่ยว หรือมาฮันนีมูนรอบเก็บตกกันแน่?"
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าของพี่กรณ์ บรรณาธิการนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง ดังแทรกขึ้นกลางความเงียบของล็อบบี้โรงแรมสไตล์วินเทจในเมืองเก่าแห่งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลาย แต่ตอนนี้กลับอึมครึมเสียจนผมสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาวข้างกาย
มินตราสะดุ้งสุดตัว สมุดแพลนเที่ยวเล่มหนาในมือเกือบหลุดร่วงลงพื้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง เธอกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะหันขวับมามองผมที่ยืนพิงเสาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่ข้างๆ
"พี่กรณ์! มาได้ยังไงคะ... เอ๊ย! มาได้ยังไงครับ!" มินตราเผลอหลุดเสียงสูงปรี๊ด แก้คำลงท้ายแทบไม่ทันเมื่อเหลือบมาเห็นสายตาปรามๆ ของผมที่ส่งไปให้
"ผมถามก่อนนะ" พี่กรณ์ถอดแว่นกันแดดแบรนด์เนมออกแล้วเหน็บไว้ที่คอเสื้อ ยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน สายตาคมกริบกวาดมองสภาพของเราสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้า "สภาพพวกคุณตอนนี้มันชวนให้เข้าใจผิดไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้วครับคุณบล็อกเกอร์คนเก่ง เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ กินไอติมถ้วยเดียวกัน แถมเมื่อคืน... หึ ผมเห็นนะว่าใครบางคนแถวนี้เดินลงมาจากห้องเดียวกันตอนตีสองเพื่อลงมาซื้อน้ำขิงให้ยัยคุณหนูจอมเรื่องมาก"
ผมยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พลางหลบสายตากรุ้มกริ่มนั้น นึกอยากจะย้อนกลับไปตบปากตัวเองนักที่ดันใจอ่อนยอมเดินลงไปเซเว่นตอนตีสองเพื่อหายาแก้ท้องอืดกับน้ำขิงให้คนที่นอนบิดเร้าๆ เพราะกินสตรีทฟู้ดเผ็ดเกินเบอร์
"มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับพี่กรณ์..." ผมพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท กลบเกลื่อนพิรุธที่พุ่งปรี๊ดทะลุปรอท "เราแค่บังเอิญ... เออ บังเอิญห้องน้ำท่อแตกครับ! ใช่! ห้องมินตราท่อแตก ผมในฐานะเพื่อนร่วมทริปที่มีความเป็นสุภาพบุรุษก็เลยต้องเสียสละให้เธอมาใช้ห้องผมชั่วคราว..."
"ท่อแตกเหรอครับกวิน?" พี่กรณ์เลิกคิ้วสูง น้ำเสียงเจือความขบขันอย่างปิดไม่มิด "ตลกแล้วคุณ ช่างภาพอินดี้อย่างคุณเนี่ยนะจะใส่ใจเรื่องท่อประปาโรงแรม แถมสภาพห้องที่คุณอ้างว่าเธอไปใช้น่ะ... ผมเดินตรวจผ่านมาเมื่อเช้า รองเท้าผ้าใบสองคู่ถอดวางคู่กันอย่างเป็นระเบียบหน้าประตู หน้าห้องมีแก้วกาแฟสองแก้ว และที่สำคัญที่สุด..."
พี่กรณ์เว้นจังหวะ โน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"...เสื้อฮู้ดตัวโคร่งที่เธอกำลังใส่อยู่ตอนนี้ มันคือเสื้อตัวโปรดที่ผมเห็นคุณใส่ขึ้นเครื่องบินมาไม่ใช่เหรอครับ?"
มินตราก้มมองเสื้อฮู้ดสีดำสนิทที่สวมทับร่างบางของเธออยู่ทันที ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู เธอดึงชายเสื้อลงปิดบังความเลิกลั่กอย่างน่ารัก ก่อนจะหันมาค้อนผมวงใหญ่ชนิดที่ถ้าตาส่งรังสีฆ่าได้ ผมคงพรุนไปทั้งร่างแล้ว
ไอ้กวินเอ้ย... พลาดท่าจนได้สินะ!
"คือว่า... พี่กรณ์เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วล่ะครับ" มินตราสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นทางการและน่าเชื่อถือที่สุดในฐานะบล็อกเกอร์มืออาชีพ "พวกเราเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน... เอ๊ย เพื่อนร่วมทริปที่ต้องทำโปรเจกต์พิเศษร่วมกันต่างหากล่ะคะ! ฉันกับนายช่างภาพนี่... ไม่มีทางเข้ากันได้หรอกค่ะ แนวคิดเราต่างกันราวฟ้ากับเหว!"
"จริงเหรอครับ?" เสียงทุ้มอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง ทำเอาพวกเราทั้งสามคนสะดุ้งโหยงพร้อมกัน
คราวนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'น้องพาย' ผู้ช่วยตากล้องสาวฝึกงานหน้าตาจิ้มลิ้ม ที่จู่ๆ ก็โผล่มาจากมุมเสาพร้อมกับสมาร์ตโฟนในมือ หน้าตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัย ดวงตาเป็นประกายวิบวับแบบสายเผือกตัวจริงเสียงจริง
"หนูเพิ่งเห็นสตอรี่ไอจีของพี่มินตราเมื่อกี้เองนะคะ" พายชูหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้ดู รูปภาพโคลสอัพแก้วกาแฟสองแก้วที่มีเงาของชายหนุ่มร่างสูงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พร้อมแคปชั่นชวนคิดลึกว่า *'บางทีการเดินทางที่มีคนบ่นข้างๆ มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่'* "เนี่ยค่ะ! พี่มินตราลงสตอรี่นี้เมื่อสิบนาทีที่แล้ว แล้วทำไมแคปชั่นมันถึงดูหวานเลี่ยนผิดวิสัยสาวเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ผู้รักความสันโดษล่ะคะเนี่ย?"
ห้องโถงล็อบบี้โรงแรมเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ จากลำโพงเพดาน
มินตราหน้าเสียไปถนัดตา เธอยกมือขึ้นปิดหน้าผากเบาๆ ราวกับอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ภาพลักษณ์สาวมั่นผู้คุมกฎแห่งการเดินทางพังทลายไม่เป็นท่าในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ผมลอบถอนหายใจยาว ยืนมองปฏิกิริยาของคนรอบข้างที่เริ่มส่งเสียงซุบซิบเบาๆ จากพนักงานต้อนรับที่แอบอมยิ้ม ไปจนถึงพี่กรณ์ที่ยืนกอดอกพยักหน้าหงึกหงักอย่างใช้ความคิด
สารภาพตามตรง... ในฐานะช่างภาพที่ไม่เคยบันทึกความทรงจำอะไรไว้ในหัวใจ ผมมักจะเลือกที่จะลบภาพเก่าๆ ทิ้งแล้วเดินหน้าต่อเสมอ แต่พอมาเจอสถานการณ์เฉพาะหน้าแบบนี้ ภาพเหตุการณ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาตั้งแต่เหนือจรดใต้ ภาพที่เธอบ่นเรื่องตารางเวลา ภาพที่เธอยอมกินสตรีทฟู้ดข้างทางจนท้องเสีย ภาพรอยยิ้มกว้างตอนที่เราเห็นพระอาทิตย์ตกด้วยกันที่ชายหาด... ทุกอย่างมันดันบันทึกชัดเจนอยู่ในความทรงจำของผมเสียแล้วสิ
และที่สำคัญที่สุด... ผมเองก็เริ่มรำคาญตัวเองที่ต้องคอยมานั่งปฏิเสธคนอื่นว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ทั้งที่ลึกๆ แล้ว...
"โอเคๆ ยอมแพ้ครับ" ผมยกมือขึ้นทั้งสองข้าง ยอมจำนนต่อหลักฐานรอบด้าน
มินตราหันขวับมามองผมทันที ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนก "นายกวิน! จะบ้าเหรอ จะไปยอมรับอะไรเล่า!"
"ยอมรับความจริงไงครับคุณมินตรา จะได้เลิกโกหกตัวเองสักที" ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจังพอที่จะทำให้คนฟังนิ่งอึ้ง ผมก้าวเข้าไปยืนใกล้เธออีกนิด ย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน "เราจะอ้างเรื่องท่อแตกหรือเรื่องเพื่อนร่วมงานไปได้อีกสักกี่น้ำล่ะครับ ในเมื่อตัวเราเองยังรู้เลยว่า... ตลอดทางที่ผ่านมา มันไม่ใช่แค่เรื่องงานแล้ว"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่ง พายอ้าปากค้าง ส่วนพี่กรณ์เลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความทึ่งในความใจกล้าของผม
มินตราหน้าแดงก่ำ เธอกัดริมฝีปากแน่นจนซีด มือเรียวเล็กกำชายเสื้อฮู้ดของผมไว้แน่นราวกับหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ "นาย... นายพูดบ้าอะไรเนี่ย คนเขามองกันหมดแล้วนะ!"
"ให้เขามองไปสิครับ" ผมยิ้มมุมปาก เผลอเอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากเธอออกให้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยลืมตัวไปชั่วขณะว่าเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน "เพราะต่อจากนี้... ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็นแค่ช่างภาพรับจ้างให้อีกแล้วเหมือนกัน"
ทว่า... ในวินาทีที่ผมกำลังจะพูดประโยคสำคัญเพื่อปลดล็อกความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในใจมาหลายตอน หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของผมก็สั่นครืดคราดขึ้นมาขัดจังหวะ
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยควักมันออกมาดู ปรากฏว่าเป็นข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชตยอดฮิต... แต่ชื่อผู้ส่งกลับไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'คุณแม่' ของผมเองที่อยู่กรุงเทพฯ!
และข้อความนั้นก็สั้น ง่าย แต่ทรงพลังพอที่จะทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึก:
*[แม่]: "กวิน... แม่เห็นสตอรี่ของหนูมินตราแล้วนะ ผู้หญิงคนนี้ใช่ไหมที่ลูกเคยบอกว่าจะพามาแนะนำให้รู้จักตอนกลับจากทริปนี้? แม่จองร้านอาหารรอไว้แล้วนะ อย่าลืมพาว่าที่ลูกสะใภ้มาเปิดตัวล่ะ!"*
ฉิบหายแล้ว... ผมลืมไปสนิทเลยว่าเคยเผลอพูดปากพล่อยไว้กับแม่ก่อนออกเดินทาง!
ผมรีบกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์เก็บใส่กระเป๋าอย่างลิบลน เงยหน้าขึ้นสบตากับมินตราที่มองผมด้วยความสงสัยระคนจับผิด
"ใครส่งมาเหรอ?" มินตราหรี่ตามอง "ทำไมหน้าตานายถึงดูเหมือนคนเพิ่งทำความผิดมหันต์แบบนั้นล่ะ?"
"เปล่าครับ... ไม่มีอะไร" ผมยิ้มแห้งๆ เหงื่อกาฬเริ่มซึมตามไรผม
แต่ทว่า... ในจังหวะนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์ในมือของมินตราก็สั่นขึ้นมาบ้าง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนสายเรียกเข้าจากหน้าจอที่โชว์หราให้เห็นชื่อผู้โทรอย่างชัดเจน...
*[สายเรียกเข้า: คุณแม่ของมินตรา (ว่าที่แม่ยาย?)]*
มินตราหน้าถอดสีทันที เธอมองหน้าผมสลับกับโทรศัพท์ในมือด้วยดวงตาที่เบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ:
"ชิบหายแล้ว... แม่ฉันโทรมาถามว่า... รูปคู่ที่เราลงเมื่อกี้มันหมายความว่ายังไง?!"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและลุ้นไปกับความโป๊ะแตกของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะครับ!
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ•ตอนที่ 18
ทริปคนโสดที่ดูไม่โสด
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทางกับช่างภาพผู้ไม่เคยบันทึกความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!