กลิ่นฝุ่นปูนซีเมนต์ผสมกับกลิ่นไอฝนยามค่ำคืนลอยอบอวลอยู่ในห้องพักชั่วคราวของไซต์งานก่อสร้าง เสียงห่าฝนที่เทกระหน่ำลงมากระทบหลังคาสังกะสีดังสนั่นราวกับจะกลบเสียงทุกลมหายใจ แต่กลับไม่ได้ยินดีไปกว่าเสียงหัวใจของพริมาที่กำลังเต้นระรัวราวกับกลองศึก สถาปัตยกรรมกระดาษไขและแปลนก่อสร้างนับสิบแผ่นถูกกางเกงเกะกะอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอในเวลานี้ไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณหรือโครงสร้างเหล็กกล้า หากแต่เป็นร่างสูงใหญ่ของคีรินที่ยืนขวางทางออกเดียวของห้องเอาไว้
"คุณกำลังล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ คุณคีริน"
พริมาพยายามบังคับน้ำเสียงของตัวเองให้ราบเรียบและเยือกเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าแผ่นหลังของเธอจะแนบชิดติดกับผนังปูนเปลือยเย็นเฉียบจนเนื้อตัวสั่นเทา สถาปสาวเปี่ยมศักดิ์ศรีเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความดุดัน คีรินในยามนี้ไม่มีคราบของหัวหน้าวิศวกรผู้เคร่งขรึมหลงเหลืออยู่เลย เขากลับกลายเป็นนักล่าผู้กระหายชัยชนะที่จ้องจะขย้ำเหยื่อให้จมเขี้ยว
คีรินไม่ตอบคำถามนั้นทันที ร่างหนาในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นตึงและรอยสักรางเลือนตรงท่อนแขนก้าวเข้ามาประชิดทีละก้าว รองเท้าคอมแบตย่ำพื้นเสียงดังหนักแน่น ทุกย่างก้าวของเขาบีบอัดพื้นที่หายใจของเธอให้แคบลงจนแทบไม่เหลืออากาศ
กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายสะอาดแบบผู้ชายดิบเถื่อนโชยเข้าจมูก พริมากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอพยายามรักษาระยะห่างด้วยการยกแฟ้มเอกสารขึ้นกั้นกลางระหว่างอกของเขากับตัวเธอเอง แต่คีรินกลับใช้ปลายนิ้วหนาเพียงนิ้วเดียวเกี่ยวสันแฟ้มนั้นออกแล้วโยนทิ้งไปบนโต๊ะอย่างไร้เยื่อใย
"ระยะห่างที่คุณพยายามสร้าง มันไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด... พริมา" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดริมหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำให้ขนอ่อนลุกชันไปทั่วร่าง "คุณคิดว่าการเอาเรื่องงานมาอ้าง แล้วตีสีหน้าเย็นชาใส่ผม จะทำให้ผมถอยหลังไปได้งั้นเหรอ?"
"ฉันมาที่นี่ในฐานะสถาปนิก ไม่ใช่..."
"แต่คุณกำลังยืนอยู่ใต้ชายคาเดียวกับผม ในยามวิกาล และสองต่อสอง" คีรินพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ มือหนาเอื้อมไปทาบลงบนผนังปูนข้างศีรษะของเธอ กักขังร่างเพรียวบางไว้ในอ้อมแขนอย่างเบ็ดเสร็จ "อย่ามาทำเป็นพูดเรื่องงานกับผมเลยพริมา ในเมื่อแววตาของคุณมันกำลังบอกอีกอย่าง... บอกว่าคุณกำลังกระหายที่จะให้ผมเข้าใกล้มากกว่านี้"
"คุณมัน... หลงตัวเองสิ้นดี!" พริมาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนความอับ and ชิด เธอพยายามดันอกแกร่งออกด้วยเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมด แต่เขากลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหินผา กล้ามเนื้อใต้ร่มผ้าของเขาร้อนผ่าวและแข็งแกร่งจนเธอนึกหวั่นเกรง
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงกระหน่ำซัดสาด คีรินก้มลงมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความดื้อรั้น สายตาของเขาร้อนแรงเสียจนพริมารู้สึกราวกับถูกแผดเผา ร่างกายของเธอต่อต้านแต่จิตใต้สำนึกกลับปั่นป่วนอย่างรุนแรง ความโหยหาที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ระเบียบวินัยอันเคร่งครัดกำลังถูกปลุกเร้าให้ตื่นขึ้นทีละน้อยจากการรุกไล่นี้
"ดื้อรั้นนักนะ..." คีรินพึมพำด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความอันตราย ก่อนที่เขาจะใช้มืออีกข้างเชยคางมนขึ้นอย่างถือวิสาสะ บังคับให้เธอนิ่งรับสัมผัสจากเขา ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมใคร ทว่าแรงดึงดูดประหลาดกลับดึงให้ทั้งคู่เข้าหากันราวกับแม่เหล็กต่างขั้ว
นิ้วโป้งหยาบกร้านลูบไล้ไปตามริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นสั่นสะเทือนประสาทสัมผัสของพริมาจนเธอเผลอเผยริมฝีปากออกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว คีรินไม่รอช้าที่จะฉวยโอกาสจากความเผลอไผลนั้น เขาโน้มใบหน้าลงมาประกบจูบปิดกลีบปากนุ่มทันทีอย่างเอาแต่ใจ
จูบในคราแรกเต็มไปด้วยการลงทัณฑ์และความดุดัน บ่งบอกถึงความอดทนที่ขาดผึ่งของชายหนุ่ม พริมาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอกัดฟันประท้วงและพยายามเบือนหน้าหนี แต่คีรินกลับใช้มือหนาล็อกท้ายทอยของเธอไว้มั่น บังคับให้เธอต้องรับรสจูบอันเร่าร้อนและป่าเถื่อนนี้อย่างจำยอม ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้ามาตักตวงความหวานภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ สร้างความวาบหวามจนเข่าของเธอแทบทรุด
สัมผัสจากมือข้างหนึ่งของเขาเริ่มเคลื่อนต่ำลง ลูบไล้ผ่านเรียวขาภายใต้กระโปรงทรงสอบอย่างอารักขาแต่หนักหน่วง ความร้อนจากฝ่ามือของเขาแผดเผาผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนพริมาสะท้านเฮือก ร่างกายที่เคยแข็งขืนเริ่มอ่อนระทวย ความโกรธเกรี้ยวแปลเปลี่ยนเป็นไฟสวาทที่ลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะควบคุม เธอยกมือขึ้นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวในยามที่โลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง
จังหวะลมหายใจประสานเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกหนัก เสียงครางฮัมในลำคอของคีรินแสดงถึงความพึงพอใจ ขณะที่พริมาหลับตาลงรับความหวามไหวที่เขาหยิบยื่นให้ ความสัมพันธ์อันตรายที่เต็มไปด้วยเส้นกั้นทางศักดิ์ศรีพังทลายลงในชั่วพริบตา เหลือเพียงความปรารถนาดิบเถื่อนที่ทั้งสองต่างโหยหา
ทว่า... ในวินาทีที่ความเร่าร้อนกำลังพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะอย่างรุนแรง ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนที่ยืนอยู่เบื้องนอก
"คุณคีรินครับ! คุณรวิศมาที่ไซต์งาน บอกว่ามีเรื่องด่วนเกี่ยวกับสัญญาเงินลงทุนต้องคุยตอนนี้เลยครับ!"
คีรินชะงักกึก เขละริมฝีปากออกจากพริมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดระคนเย็นชาขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อของ 'รวิศ' ศัตรูตัวฉกาจที่มักจะเข้ามาขัดจังหวะชีวิตเขาในเวลาที่ไม่เข้าท่าเสมอ
พริมาหอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำน้ำด้วยพิษสวาท เธอดันอกเขาออกสุดแรงในจังหวะที่คีรินผละตัวออกห่างพอดี ก่อนที่เธอจะรีบจัดเสื้อผ้าและผมเผ้าให้เข้าที่อย่างลนลาน ความรู้สึกผิดและตื่นตระหนกตีรวนขึ้นมาในอกเมื่อรู้ว่าใครกำลังยืนอยู่หลังประตูบานนั้น
คีรินหันกลับมามองสถาปนิกสาวที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยแววตาเจ้าเลفة เขาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่ทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบ
"เกมของเรายังไม่จบแค่นี้แน่... พริมา เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดี"
พูดจบ คีรินก็หันหลังแล้วเดินไปกระชากประตูห้องเปิดออก ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงแค่ลูกน้องที่มารายงานข่าว แต่กลับเป็นรวิศที่ยืนยิ้มเยาะอยู่เคียงข้างร่างระหงของบุคคลที่ไม่คาดฝัน—หญิงสาวปริศนาในชุดหรูหราที่ถือวิสาสะก้าวเข้ามาในห้องทำงานของคีริน พร้อมกับรอยยิ้มคมคายที่ประกาศกร้าวว่าเธอกุมความลับบางอย่างของคีรินเอาไว้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความเร่าร้อนนี้ด้วยกันนะครับ
วิศวกรสวาท: กรงขังรักฉบับนายช่างดื้อรั้น•ตอนที่ 4
ขีดจำกัดความอดทน
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรสวาท: กรงขังรักฉบับนายช่างดื้อรั้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!