เสียงกระซิบแหบพร่าที่แนบชิดติดบานประตูห้องนอนในคืนนั้น ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของกะทิราวกับเทปที่กดรีพลายซ้ำๆ *“เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิ... คนสวย”*
ให้ตายเถอะ! นั่นไม่ใช่เสียงของเซลส์ขายประกันหรือพี่ไปรษณีย์ส่งพัสดดียามวิกาลแน่นอน เพราะในเมื่อนาฬิกาบนหัวเตียงฟ้องเวลาตีสองสี่สิบนาที แถมตัวเธอเองยังอยู่ตัวคนเดียวในคอนโดชั้นแปด!
ร่างบางในชุดนอนลายการ์ตูนหมีพูห์สะارตกใจจนแทบสิ้นสติ หัวใจเต้นโครมครามราวกับมีวงกลองรัวอยู่ในอก มือเรียวสั่นเทาจนแทบจะถือโทรศัพท์มือถือไว้ไม่อยู่ ในวินาทีแห่งความเป็นความตายและความหลอนระดับสิบเต็มสิบ กะทิไม่ลังเลที่จะกดเบอร์โทรศัพท์ด่วนที่เธอเพิ่งเมมไว้เมื่อเย็นวันก่อน—เบอร์ของไอ้สัปเหร่อหน้ากวนที่บอกว่าตัวเองปราบผีได้นักหนา
*(ตี๊ด... ตี๊ด...)* เสียงสัญญาณรอสายที่ยาวนานราวกับเป็นปีแสง ทำเอาคนขี้กลัวน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเคว้งคว้าง
"รับสiสิเว้ยไอ้ธันวา! ถ้ามึงไม่รับ วิญญาณกะทิคนสวยคนนี้จะไปหลอกมึงเป็นคนแรกเลยคอยดู!" กะทิกดโทรศัพท์แนบหูแน่น ขาสองข้างก้าวถอยหลังจนสะดุดพรมปูพื้นเกือบล้มคว่ำ
*(ห้าว...)* ปลายสายกดรับด้วยเสียงงיתเงียราวกับคนเพิ่งตื่นนอน พร้อมเสียงถอนหายใจยาวเหยียด "ฮัลโหล... คุณอินฟลูเอนเซอร์สายมู รู้ไหมคะว่านี่มันกี่โมงกี่ามยามแล้ว วิญญาณเขายังนอนพักผ่อนกันเลย ทำไมคนเป็นๆ ถึงยังไม่นอนอีกคะเนี่ย"
"ไอ้... ไอ้ธันวา! ช่วยกูด้วย! ฮืออออ" กะทิปล่อยโฮออกมาทันทีโดยไม่รักษาภาพลักษณ์อินฟลูเอนเซอร์ยอดวิวหลักล้านแม้แต่น้อย เสียงสะอื้นฮักจนตัวโยน "มี... มีตัวอะไรไม่รู้มาเคาะประตูห้องฉัน! มันเรียกชื่อฉันด้วย! มันบอกว่า... *เปิดประตูให้หน่อยสิคนสวย* ฮืออออ ฉันกลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้วนะเว้ย!"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่น้ำเสียงง่วงนอนเมื่อครู่จะเปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้สะอื้นของคนปลายสาย
*(เดี๋ยว... ตั้งสติดีก่อนนะคะกะทิ ตอนนี้คุณอยู่คนเดียวในห้องใช่ไหม?)* น้ำเสียงของธันวาเปลี่ยนเป็นทุ้มนุ่มและจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด *(แล้วมั่นใจได้ยังไงว่าไม่ใช่คนโรคจิต?)*
"คนโรคจิตบ้าอะไรจะมาเคาะประตูห้องชั้นแปดวะ! รปภ.ข้างล่างก็เข้มงวดจะตาย แล้วเสียงมัน... เสียงมันแหบเหมือนคนคอแห้งมาสามชาติเศษอะแก! ฮืออออ นายอยู่ไหน มาหาฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นฉันจะแฉไอจีวัดนายให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่!"
*(ครับๆ แม่คุณ ไม่ต้องขู่ผมหรอกครับ)* ธันวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ผ่านโทรศัพท์ *(ล็อคห้องให้แน่นหนา เช็คตาแมวดูว่าเห็นอะไรไหม แล้วห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาดไม่ว่าเสียงนั้นจะเหมือนใครก็ตาม... ผมอยู่หน้าปากซอยคอนโดคุณพอดี เดี๋ยวอีกสิบนาทีถึง รอผมก่อน)*
*(ตัดสายไป)*
สิบนาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของกะทิผ่านไปพร้อมกับการนั่งขดตัวคุดคู้กอดเข่าร้องไห้อยู่ที่มุมห้องนอน ตาจ้องเขม็งไปที่ประตูลั่นๆ ปิดสนิท จวบจนกระทั่งมีเสียงเคาะเบาๆ สามครั้งที่หน้าประตูดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นหูที่ตะโกนลอดเข้ามา
"กะทิ... เปิดประตูครับ ผมธันวาเอง"
แทบจะไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ร่างบางพุ่งพรวดไปบิดกลอนประตูแล้วกระชากเปิดออกอย่างแรง ก่อนจะโผเข้ากอดเอวหนาของร่างสูงที่ยืนทำหน้ามึนอยู่หน้าห้องด้วยความตกใจและหวาดกลัวสุดขีด ใบหน้าสวยซบลงกับอกแกร่ง ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่นโดยไม่สนศักดิ์ศรีใดๆ ทั้งสิ้น
ธันวาชะงักไปชั่วขณะ มือหนายกขึ้นค้างกลางอากาศด้วยความทำตัวไม่ถูก ดวงตาคมกริบกวาดตามองซ้ายมองขวาในความมืดของทางเดินคอนโด ก่อนจะค่อยๆ วางมือลงบนกลุ่มผมนุ่มของหญิงสาวที่กำลังตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดอย่างแผ่วเบา
"เฮ้... ร้องไห้ขี้มูกโป่งเป็นเด็กๆ ไปได้นะเรา" ธันวาเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เพื่อพยายามผ่อนบรรยากาศตึงเครียด "ไหนบอกว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายแข็งไงครับ ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นลูกแมวตกน้ำไปซะแล้วล่ะ"
"ฮืออออ ไอ้คนปากเสีย!" กะทิเงยหน้าขึ้นมาโวยวายใส่ทันที ทั้งที่คราบน้ำตายังเปรอะเปื้อนแก้มเนียน "นายไม่มาเจอเองนายไม่รู้หรอกวะ! มันน่ากลัวจะตาย! เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วเนี่ย!"
ธันวาอมยิ้มบางๆ กับท่าทางขี้โวยวายที่กลับมาเป็นปกติของเธอ สายตาทอดมองสำรวจใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตาอย่างนึกเอ็นดูระคนเป็นห่วง "ครับๆ ผมผิดเองที่มาช้า... ว่าแต่ ร้องไห้ซะขนาดนี้ หิวไหมครับ หรืออยากจะย้ายไปนอนที่วัดกับผมแทนดีล่ะ ที่นั่นผีดุนะ แต่รับรองว่าสัปเหร่อดูแลดีมากแน่นอน"
"ยบ้าเหรอ! ใครจะไปนอนวัดกับนายเล่า!" กะทิผลักอกแกร่งออกเบาๆ แม้ใบหน้าจะขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายที่เผลอไปกอดเขาซะแน่นเมื่อครู่ "แล้วนี่นายมาได้ยังไงเนี่ย เร็วกว่าสั่งฟาสต์ฟู้ดอีก"
"ก็ความเป็นห่วงมันติดสปีดนี่ครับ" ธันวาตอบหน้าตาเฉย พร้อมกับส่งยิ้มกวนประสาทที่ทำให้กะทิอยากจะหยิกแขนเขาสักทีสองที "อีกอย่าง... ผมบอกแล้วไงว่าผีแถวนี้มันเกรงใจผม เพราะผมหล่อและหน้าตาดีกว่าพวกมันเยอะ"
"หลงตัวเองที่สุด!" กะทิย่นจมูกใส่ แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด ความหวาดกลัวเมื่อครู่ราวกับถูกปัดเป่าหายไปครึ่งหนึ่งเมื่อมีผู้ชายกวนๆ คนนี้มายืนอยู่ข้างๆ
ทั้งคู่เดินเข้าไปสำรวจภายในห้องพักของกะทิอย่างละเอียด ทุกซอกทุกมุมไม่มีร่องรอยของการงัดแงะหรือสิ่งผิดปกติใดๆ หน้าต่างปิดสนิท แอร์ยังคงทำงานตามปกติ มีเพียงความเงียบสงบในยามวิกาลเท่านั้น
"เห็นไหมครับ ไม่มีอะไรสักหน่อย สงสัยคุณจะดูคลิปผีก่อนนอนมากเกินไปจนเก็บเอาไปฝันร้ายใส่ล่ะมั้ง" ธันวาหันมาสรุปหน้าตาเฉย ขณะยืนพิงขอบประตูห้องครัว
"ฝันบ้าอะไรเล่า! เสียงมันชัดเจนขนาดนั้น!" กะทิเถียงคอเป็นเอ็น "แล้วนี่นายจะกลับยังไง ดึกดื่นป่านนี้แล้วนะ หรือจะ... จะนอนโซฟาข้างนอกนี่ก็ได้นะ ฉันไม่ถือ" ประโยคหลังเสียงเบาลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลืนหายไปในลำคอ พร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นสีแดงแจ๋ด้วยความเขิน
ธันวาหันขวับมามองเจ้าของห้องทันที ดวงตาคมคายพราวระยับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "หื้ม? ชวนผู้ชายแปลกหน้า (ที่หน้าตาดีมาก) นอนในห้องสองต่อสองแบบนี้... คุณกำลังคิดอะไรอยู่หรือเปล่าครับคุณกะทิ"
"ไอ้... ไอ้ธันวา! ใครชวนนายยะ! ฉันแค่มีน้ำใจต่างหากเล่า!" กะทิหน้าแดงแจ๋ด้วยความอับอาย ยกมือขึ้นเตรียมจะทุบไหล่หนาแก้เขิน
ทว่า... ในวินาทีที่เสียงโวยวายกำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนานนั้นเอง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาจาก "ระเบียงด้านนอกห้องนอน" ทั้งที่ห้องของเธออยู่ชั้นแปด และระเบียงไม่มีทางที่ใครจะปีนขึ้นมาได้!
ธันวาหุบยิ้มทันที สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมในพริบตา เขาดึงกะทิให้ถอยไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตนเองอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังประตูกระจกบานเลื่อนออกสู่ระเบียงมืดมิด
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างเงาสำดำสนิทรูปร่างสูงใหญ่ผิดมนุษย์ ก็ค่อยๆ ลอยแนบชิดติดกระจกใสจากด้านนอก พร้อมกับรอยยิ้มกว้างฉีกถึงใบหูที่สะท้อนภายใต้แสงไฟสลัวในห้อง!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเผชิญความหลอนปนฟินไปด้วยกันนะคะ 💕
สัปเหร่อหน้าใสกับไอจีผีสิง•ตอนที่ 2
สัปเหร่อหน้ากวน
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สัปเหร่อหน้าใสกับไอจีผีสิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!