"ถ้าคุณธันวาตายไปอีกคน... กะทิคงอยู่คนเดียวไม่ไหวหรอกนะคะ"
เสียงสะอื้นฮักที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอของอินฟลูเอนเซอร์สาวสายมูผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครดังแข่งกับเสียงห่าฝนที่กระหน่ำซัดสาดหลังคาสังกะสีของศาลาวัดเก่าๆ ร่างบางที่ปกติมักจะยืนถือโทรศัพท์ไลฟ์สดสตรีมเรื่องผีด้วยความมั่นอกมั่นใจ ตอนนี้กลับห่อไหล่ลู่ ขดตัวซุกอยู่ใต้เสื้อฮู้ดกันหนาวตัวโคร่งของสัปเหร่อหนุ่มจนแทบจะจมหายไปกับแผงอกกว้าง
ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดลาดไหล่ของเขาทำเอาหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอมาตลอดชีวิตการทำศพเริ่มรวนเร แววตาคมกริบที่เคยฉายแววกวนประสาทและใจเย็นอยู่เสมอยามนี้กลับไหววูบ มือหนาที่ถือผ้าขนหนูผืนเล็กค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ก่อนจะตัดสินใจวางมันลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ แล้วค่อยๆ ยกมือขึ้นโอบไหล่บางที่สั่นเทิ้มด้วยแรงสะอื้นไว้อย่างเบามือที่สุด
"พูดบ้าอะไรของเธอเนี่ย กะทิ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเอื้อนด้วยความระaอแกมเอ็นดู แม้จะพยายามปรับน้ำเสียงให้เรียบเฉยและติดตลกเพื่อกลบเกลื่อนความรุ่มร้อนในอก แต่ใบหน้าคมคายที่มักจะนิ่งสงบกลับขึ้นสีแดงระเรื่อในความมืดสลัว "ฉันเป็นสัปเหร่อมือหนึ่งนะ ผีหน้าไหนก็กลัวฉันทั้งนั้นแหละ จะรีบตายไปไหนให้เธอด่าเล่นเล่า"
"ฮือ... ก็มันน่ากลัวนี่นา!" กะทิเงยหน้าขึ้นจากอกเสื้อของเขา ดวงตากลมโตที่บวมช้ำจากการร้องไห้จ้องมองเขาเขม็ง แพขนตางอนเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำตา แก้มเนียนแดงก่ำเพราะความหนาวและฤทธิ์ของความกลัวที่สะสมมาตลอดทั้งคืน "ไอจีบ้าบอนั่นก็ส่งข้อความมาอยู่ได้ ว่าใครจะเป็นรายต่อไป... แล้วเมื่อกี้ ถ้าคุณธันวาคว้ามือฉันไว้ไม่ทัน ฉัน... ฉันก็คงร่วงลงไปในหลุมศพนั้นแล้วจริงๆ นะคะ!"
ภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว หลุมฝังศพกลางดึกที่จู่ๆ ดินก็ทรุดตัวลงอย่างไร้สาเหตุ แรงดึงดูดประหลาดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นพยายามฉุดกระชากลากตัวเธอลงไปในความมืดมิด หากไม่มีมือหนาของธันวาที่พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้และออกแรงดึงสุดชีวิต ป่านนี้เธอก็คงกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนตนใหม่ไปแล้ว
ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นแนบแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ ความนุ่มนวลที่แสดงออกโดยไม่รู้ตัวทำเอากะทิถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงฝนข้างนอก
"รู้ว่ากลัวแล้วทำไมยังรั้น ชอบนักนะไอ้เรื่องลองของเนี่ย" ธันวาเอ็ดเบาๆ แต่สายตาที่มองลงมากลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด "บอกให้รออยู่ที่รถก็ไม่ยอมฟัง ดื้อด้านเป็นยายตัวแสบจริง ๆ"
"ก็กะทิเป็นห่วงนี่นา!" คนปากแจ๋วเผลอโพล่งออกไปเสียงดังลั่นก่อนจะชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้าจนร้อนผ่าว กะทิรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเขินอายจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี "เอ C... หมายถึงว่า... กะทิกลัวว่าถ้าคุณธันวาเป็นอะไรไป แล้วใครจะขับรถพาสำรวจวัด สัญญาที่ตกลงกันไว้ก็ล่มหมดพอดีน่ะสิคะ!"
ธันวาหลุดหัวเราะพรืดออกมากับข้อแก้ตัวน้ำขุ่นๆ นั้น ดวงตาพราวระยับมองอาการลนลานของคนปากแข็งด้วยความมันเขี้ยว เขารู้ดีว่าภายใต้ท่าทางเก่งกาจและปากจัดจ้านของอินฟลูเอนเซอร์สาวคนนี้ ซ่อนหัวใจที่เปราะบางและขี้กลัวเอาไว้มากแค่ไหน และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขาคอยตามเช็ดตามล้าง คอยปกป้องเธอจากสิ่งเร้นลับพวกนี้มาตลอดหลายสัปดาห์
"อ๋อเหรอครับ นึกว่าเป็นห่วงผมกลัวจะไม่มีคนกวนประสาทซะอีก" ธันวาแกล้งหยอกเย้าเสียงนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาขยับเข้าไปใกล้จนกะทิมองเห็นแพขนตาและเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคู่นั้นชัดเจน "ถ้ากลัวขนาดนี้ คราวหลังเกาะผมแน่นๆ แบบนี้เลยดีไหมล่ะ จะได้ไม่ต้องกลัวผี... หรือว่ากลัวใจตัวเองกันแน่ที่เต้นแรงขนาดนี้?"
"บ้า! ใครกลัวใจตัวเองกันคะ! คุณธันวานี่มันหลงตัวเองชะมัด!" กะทิแหวใส่เสียงดังลั่นพร้อมกับใช้กำปั้นเล็กๆ ทุบลงบนอกเขาเบาๆ เป็นการกลบเกลื่อนความเขินอายที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย แต่ทว่ามือหนากกลับคว้าข้อมือเล็กนั้นไว้ทันที แรงบีบที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้การต่อล้อต่อเถียงหยุดชะงักลงทันที
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง เสียงฝนที่เคยตกหนักกลับเบาบางลงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำกระทบพื้น ความเงียบงันเข้ามาแทนที่บทสนทนาโบล๊ะบ๊ะ ทว่ากลับอบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ธันวาจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววหวั่นไหวอย่างไม่คิดจะหลบสายตา
"ขอบคุณ... นะคะ" น้ำเสียงของกะทิอ่อนลง แววตาที่มักจะซ่อนความหวาดระแวงและความกวนประสาทไว้ใต้รอยยิ้ม กลับแปรเปลี่ยนเป็นความจริงใจที่เอ่อล้น "ขอบคุณที่คอยปกป้องกะทิ ขอบคุณที่ไม่เคยทิ้งกันเลยสักครั้ง... ทั้งๆ ที่คุณธันวาจะปล่อยให้กะทิกลับไปตั้งแต่คืนแรกก็ได้แท้ๆ"
ธันวายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นจนทำให้หัวใจคนมองกระตุกวูบ
"จะให้ทิ้งได้ยังไงล่ะ" ธันวาเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาไหวระริกด้วยความรู้สึกที่เก็บงำไว้มานาน "ก็ยายตัวแสบแถวนี้... เข้ามาปั่นป่วนในชีวิตผมซะจนออกไปไหนไม่ได้แล้วนี่นา"
กะทิลืมหายใจไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนราวกับถูกไฟช็อต ใบหน้าร้อนผ่าวจนคิดว่าถ้าทอดไข่คงสุกได้ในพริบตา เธออ้าปากพะงาบๆ จะเถียงกลับแต่ก็หาคำพูดไม่เจอ ได้แต่ก้มหน้าซุกอกเสื้อเขาอีกรอบเพื่อซ่อนรอยยิ้มกว้างที่หุบลงไม่ได้
ในจังหวะที่หัวใจกำลังพองโตและบรรยากาศกำลังจะโรแมนติกสุดขีดนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนแอปพลิเคชันอินสตาแกรมที่ดัง *'ติ๊ง!'* ท่ามกลางความเงียบ
กะทิขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูโดยมีธันวาก้มมองข้ามไหล่
ข้อความใหม่ส่งตรงมาจากบัญชีปริศนาที่ไม่มีชื่อโปรไฟล์และรูปภาพประจำตัว ข้อความสั้นๆ แต่ทำเอาอุณหภูมิรอบตัวดิ่งวูบลงจนติดลบในเสี้ยววินาที
*[ข้อความจาก: @unknown_undertaker]*
*"ขอบคุณที่ช่วยเธอนะ... ธันวา แต่อย่าลืมสิว่า 'ของ' ที่นายเอามาซ่อนไว้ในศาลาหลังนี้... ถึงเวลาต้องส่งคืนเจ้าของแล้วนะ"*
ธันวาชะงักกึก สีหน้าที่เคยผ่อนคลายและอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดจริงจังในทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ศาลาวัดที่มืดมิดและเงียบสงบราวกับป่าช้า ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับเงาดำประหลาดที่กำลังขยับตัวอยู่หลังประตูไม้บานผุพังของห้องเก็บศพเก่าท้ายวัด!
เสียงกระซิบแหบพร่าลอยมาตามสายลมเย็นเฉียบที่พัดกรรโชกเข้ามาในศาลา
*"...ช่วยส่งคืนเขามาให้ฉันที..."*
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกคนจะยังเอาใจช่วยคู่กัดคู่นี้อยู่นะคะ! — เสียงกระซิบยามดึก
สัปเหร่อหน้าใสกับไอจีผีสิง•ตอนที่ 17
คำสารภาพของคนกลัวผี
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สัปเหร่อหน้าใสกับไอจีผีสิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!