“คุณกำลังเล่นเกมที่คนตายเป็นหมาก หรือคุณกำลังเล่นกับความรู้สึกของตัวเองกันแน่ ภาคิน?”
เสียงของแพทย์หญิงณัฐชาดังก้องอยู่ในห้องสอบปากคำที่เย็นเยียบ กลิ่นอายของน้ำยาฆ่าเชื้อผสมผสานกับกลิ่นธูปจางๆ ที่ติดตัวอาจารย์มานุษยวิทยาหนุ่มราวกับเป็นรอยสักที่มองไม่เห็น เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะโลหะเสียงดังฉาด จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวของเขาที่กำลังนั่งไขว่ห้างอย่างใจเย็น
ภาคินคลี่ยิ้มจางๆ เป็นยิ้มที่ไม่ได้แตะไปถึงดวงตา แต่กลับแฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้คนมองรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าแปลบปลาบแล่นผ่านสันหลัง “หมอชาครับ... วิทยาศาสตร์สอนให้คุณมองเห็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ แต่ไสยเวทสอนให้ผมมองเห็นสิ่งที่ 'ถูกซ่อน' ไว้ใต้ความจริงนั้น คุณเชื่อในหลักฐาน แต่มองข้ามเจตจำนงของฆาตกรไปหรือเปล่า?”
“อย่าเอาเรื่องปรัชญามากลบเกลื่อนความผิดปกติของคดีนี้” ณัฐชาโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนได้กลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาและกลิ่นอายอันตรายจากตัวเขา “รอยแผลที่หน้าอกเหยื่อไม่ได้เกิดจากมีดผ่าตัดทั่วไป มันคืออักขระ... คุณรู้ดีที่สุดว่ามันหมายถึงอะไร และทำไมเครื่องหมายนี้ถึงไปปรากฏอยู่บนร่างคนที่คุณเคยให้คำปรึกษา”
ภาคินไม่หลบสายตา เขากลับขยับตัวเข้าหาเธอจนระยะห่างลดเหลือเพียงลมหายใจกั้น “ถ้าผมบอกว่านั่นไม่ใช่รอยฆาตกรรม แต่เป็นรอย ‘การขอขมา’ ล่ะครับ? เหยื่อไม่ได้ถูกสังหารเพราะความโกรธแค้น แต่มันคือการแลกเปลี่ยน... เหมือนที่หัวใจคนเรามักจะแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งที่ไม่อาจครอบครอง”
“คุณพูดเหมือนกำลังสารภาพ แต่คุณไม่ได้พูดชื่อใครเลย” เธอเค้นเสียงต่ำ มือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะกำแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เพื่อข่มความรู้สึกหวั่นไหวที่เขามักจะจงใจปั่นป่วนมันเสมอ
“ผมสารภาพครึ่งทางแล้วนะ” ภาคินพูดพลางใช้นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า “ส่วนอีกครึ่ง... ต้องถามตัวคุณเองว่าคุณพร้อมจะเห็น ‘เงา’ ของตัวเองในรอยเลือดพวกนั้นไหม หมอชา... ความตายของครอบครัวคุณเมื่อสิบปีก่อน กับคดีที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันไม่ได้บังเอิญมาบรรจบกันเพราะชะตาฟ้าลิขิต แต่มันมาเพราะมีคน 'เปิดประตู' ไว้”
ณัฐชาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความเย็นวาบแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจเมื่อเขาเอ่ยถึงปมที่เธอฝังกลบไว้ลึกที่สุด “อย่าดึงเรื่องส่วนตัวมาเป็นเครื่องมือต่อรอง”
“ผมไม่เคยใช้ความรู้สึกเป็นเครื่องมือ” ภาคินลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มดูดุดันและทรงอำนาจจนห้องสอบปากคำดูแคบลงทันตา เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างใบหูเธอ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่น่าสะพรึงกลัว “ผมแค่กำลังจะบอกว่า... คนที่ฆ่าครอบครัวคุณ ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นคนเดียวกับที่กำลังจะฆ่าคนที่คุณรักที่สุดในตอนนี้”
ณัฐชารีบลุกขึ้นถอยห่าง แต่ทว่าเท้าของเธอกลับสะดุดเข้ากับมุมโต๊ะจนเสียหลัก ภาคินคว้าเอวเธอไว้ได้ทัน มือของเขาอุ่นจัดและมั่นคงจนเธอแทบจะหลอมละลายภายใต้ความกดดันนั้น ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับกำลังจะสูบเอาความลับทั้งหมดออกมา
“ใคร...” เธอเค้นเสียงถาม เสียงสั่นพร่าอย่างไม่อาจควบคุม
ภาคินไม่ตอบ เขาหยิบซองจดหมายเก่าคร่ำคร่าสีเหลืองกรอบออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้ววางลงบนโต๊ะเบาๆ
“เปิดดูสิครับ... ถ้าคุณกล้าพอจะเผชิญหน้ากับความจริงที่ผมซ่อนไว้ในฐานะของ 'ผู้ร่วมรู้เห็น'”
ณัฐชายื่นมือที่สั่นเทาออกไปหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา ทันทีที่เธอเปิดออก กลิ่นไอของความตายและมวลพลังงานลี้ลับก็พุ่งปะทะเข้ากับใบหน้า ภาพถ่ายใบเก่าที่ร่วงลงมาบนโต๊ะคือภาพของบุคคลที่เธอรู้จักดีที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบคือข้อความที่เขียนด้วยหมึกสีเลือดข้างใต้รูปถ่ายนั้น
'ถึงเวลาที่ศิษย์จะฆ่าอาจารย์... เพื่อปิดบัญชีที่ยังค้างคา'
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าประตูห้องสอบปากคำอย่างรวดเร็ว ก่อนที่บานประตูจะถูกกระแทกเปิดออกโดยชายในเครื่องแบบที่เธอยิ่งกว่าคุ้นเคย... เขาคนนั้นยืนถือปืนเล็งมาที่ภาคินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
“จบเกมแล้วภาคิน... มึงไม่มีทางรอดไปได้มากกว่านี้”
ภาคินไม่หันไปมอง เขาเพียงแค่ยิ้มที่มุมปาก แล้วหันมาสบตาณัฐชาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา “ดูเหมือนว่าครึ่งทางที่เหลือ... คุณต้องเป็นคนตัดสินใจเองแล้วนะครับ หมอชา”
อรุณมนตราขาวขอขอบพระคุณท่านผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดในคำสารภาพครึ่งทางนี้ด้วยกันนะครับ
สืบคาถา ล่ารอยใจ•ตอนที่ 24
คำสารภาพครึ่งทาง
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคาถา ล่ารอยใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!