"คุณหมอคิดว่าวิทยาศาสตร์จะอธิบายกลิ่นซากเน่าที่ลอยมาจากความว่างเปล่าเมื่อครู่ได้ว่าอย่างไรครับ... หรือบางที สมองของคนเราก็มักสร้างภาพหลอนขึ้นมาเอง เพื่อปกป้องตัวเองจากความจริงที่น่ากลัวเกินกว่าจะยอมรับ"
เสียงทุ้มต่ำของภาคินดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในรถยนต์อเนกประสงค์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่ถูกความมืดมิดของผืนป่าดิบชื้นโอบล้อมเอาไว้ ยามวิกาลเช่นนี้ ป่าไม้อันหนาทึบในเขตชายแดนภาคเหนือไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเงียบ หากแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่ชวนให้หายใจไม่ทั่วท้อง
แพทย์หญิงณัฐชานั่งตัวตรงอยู่บนเบาะข้างคนขับ ปลายเล็บเรียวยาวจิกเข้าหากันแน่นจนขึ้นรอยขาวภายใต้ความมืดสลัว เธอไม่ได้หันไปมองหน้าเขา แต่สายตาคมกริบกวาดมองผ่านกระจกหน้ารังสีออกไปเผชิญหน้ากับความเวิ้งว้างเบื้องหน้า สถานที่แห่งนี้คือซากปรักหักพังของ "ศาลานางนอน" โบราณสถานที่ถูกบันทึกไว้ในสำนวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสิบปีก่อน และเป็นจุดเริ่มต้นของรอยแผลเป็นในใจที่เธอไม่เคยลบเลือน
"ฉันเชื่อในหลักฐานที่พิสูจน์ได้ด้วยตรรกะและกระบวนการทางนิติเวชศาสตร์ค่ะ... อาจารย์ภาคิน" เธอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มั่นคง ทว่าแฝงความสั่นไหวเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นเชิงของคำพูด "กลิ่นเมื่อครู่ อาจมาจากซากสัตว์เน่าเปื่อยในป่า หรือสารเคมีบางชนิดที่ปะปนในดิน มันไม่ใช่เรื่องลี้ลับ... มันเป็นแค่ความบกพร่องของการรับรู้ชั่วขณะ"
ภาคินส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชิงเย้าแหย่ ดวงตาคมกราบภายใต้กรอบแว่นสายตาหันมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความท้าทาย ความเย้ายวน และความห่วงใยเจือจางที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"ความดื้อรั้นนี่แหละครับ... ที่ทำให้คุณหมอน่าสนใจ แต่ก็น่าเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน" เขาปลดเข็มขัดนิรภัยออก พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบไฟฉายแรงสูงและกระเป๋าอุปกรณ์สนาม "ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบชิ้นที่สองครับ คุณหมอ... หวังว่าคราวนี้ หัวใจทางวิทยาศาสตร์ของคุณจะยังคงเต้นเป็นจังหวะปกติ เมื่อเราก้าวเข้าไปข้างในนั้น"
ประตูรถเปิดออกพร้อมกับสายลมเย็นยะเยือกที่พัดพาเอาความชื้นและกลิ่นดินชื้นแฉะเข้าปะทะผิวกาย ทั้งคู่ก้าวเท้าลงสู่พื้นดินโคลน ภาคินเดินนำหน้าด้วยความคุ้นเคยในเส้นทาง ขณะที่ณัฐชาเดินตามหลังในระยะประชิด มือเรียวบางกำด้ามปืนพกขนาดเล็กในซองพกซ่อนใต้เสื้อแจ็คเก็ตไว้แน่น เธอไม่เคยไว้วางใจสภาพแวดล้อมรอบตัว และยิ่งไม่ไว้วางใจผู้ชายที่เดินนำหน้าเธออยู่คนนี้—ผู้ชายที่มีอดีตพัวพันกับศาสตร์มืดและมีความลับซ่อนอยู่ทุกอณูรูขุมขน
เบื้องหน้าพวกเขาคือซากปรักหักพังของศาลานาคาโบราณ เสาหินศิลาแลงขนาดใหญ่ถูกปกคลุมด้วยรากไม้ไทรย้อยระโยงระยางราวกับหนวดปลาหมึกยักษ์ แสงไฟฉายสาดส่องกระทบกับร่องรอยการทำพิธีกรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่: กองขี้เถ้าสีดำสนิท กะโหลกสัตว์ที่ถูกตอกด้วยตะปูอาคม และรอยเลือดแห้งกรังเป็นวงกว้างบนแท่นหินตรงกลาง
ณัฐชากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัญชาตญาณแพทย์นิติเวชของเธอกำลังทำงานอย่างเต็มรูปแบบ สายตากวาดมองรอบบริเวณเพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
"รอยเลือดบนแท่นนั้น... มีลักษณะการกระจายตัวแบบ Low-velocity spatter" เธอเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ พยายามดึงสติกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง "ไม่ใช่การฆ่าปาดคอทั่วไป แต่เป็นการกรีดเพื่อรีดเลือดในปริมาณมาก... และรอยบากบนศิลาแลงนั่น สอดคล้องกับร่องมีดโบราณที่ปรากฏในรายงานชันสูตรพลิกศพของเหยื่อเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน"
ภาคินหยุดเดิน เขาหันกลับมามองเธอ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงไฟฉายที่สาดกระทบใบหน้าคมคาย "คุณหมอช่างสังเกตเสมอ... สมแล้วที่เป็นมือหนึ่งด้านนิติเวช แต่คุณมองเห็นแค่ 'ร่อง ศาสตร์' ทางกายภาพครับ... ลองมองลึกลงไปอีกนิด ใช้สัญชาตญาณและความรู้สึกที่คุณพยายามปฏิเสธมาตลอดสิครับ"
เขาก้าวเข้าไปใกล้เธอทีละน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนณัฐชาได้กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและบุหรี่ราคาแพงจากตัวเขา ความใกล้ชิดนี้สร้างความอึดอัดใจแปลกๆ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่ด้วยความกลัวจากภูตผีปีศาจ แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดอันตรายที่ผู้ชายคนนี้แผ่ออกมาต่างหาก
"อาจารย์กำลังจะสื่ออะไรกันแน่คะ?" เธอมองสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ลมหายใจจะเริ่มติดขัด
"ผมกำลังจะบอกว่า..." ภาคินโน้มใบหน้าลงมาใกล้กระซิบข้างใบหูของเธอ เสียงกระซิบนั้นทุ้มนุ่มและเยือกเย็นจนขนลุกชัน "คนที่ทำพิธีนี้เมื่อสิบปีก่อน... และคนที่กำลังทำมันใหม่อีกครั้งในคืนนี้ ไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตเหยื่อครับ... เขาต้องการ 'เครื่องสังเวย' ที่มีความเชื่อมโยงทางสายเลือด"
คำพูดนั้นราวกับมีค้อนหนักๆ มาทุบลงกลางอก ณัฐชานิ่งงันไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีต—วันที่เธอสูญเสียครอบครัวไปต่อหน้าต่อตาในพิธีกรรมปริศนา—ผุดวาบขึ้นมาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำรอย มือที่ถือไฟฉายสั่นเทาเล็กน้อย
"คุณ... หมายความว่ายังไง?" เสียงของเธอขาดห้วง
ก่อนที่ภาคินจะได้เอ่ยคำใดตอบกลับ เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบของป่าทึบ
*แกร๊ก...*
เสียงกิ่งไม้หักดังมาจากความมืดหลังเสาหินศิลาแลงด้านหลัง ทั้งคู่ชะงักกึก ภาคินดึงตัวณัฐชาให้เข้ามาหลบด้านหลังลำตัวของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักมีดอาคมพกพาออกเตรียมพร้อมในมือ สายตาคมกราบจ้องเขม็งไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า
เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังเสาหิน แสงไฟฉายสาดส่องกระทบกับใบหน้าของบุคคลผู้มาเยือน—มันคือรอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้าซีดเซียวของบุคคลที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะได้พบในสถานที่แห่งนี้ และในมือของมันกำลังถือวัตถุบางอย่างที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากหลุมศพสดๆ
ณัฐชาเบิกตากว้าง หัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อตระหนักว่าหลักฐานชิ้นใหม่ที่พวกเขาตามหา ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร่องรอยในอดีต... แต่มันคือคำประกาศิตแห่งความตายที่ถูกส่งตรงมาถึงเธอโดยเฉพาะ
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ
สืบคาถา ล่ารอยใจ•ตอนที่ 7
อาคมอำพราง
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคาถา ล่ารอยใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!