กลิ่นไอน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องดับจิตยามตีสอง ไม่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัย มันเป็นกลิ่นอายของความตายที่ถูกฟอกขาวด้วยวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับแพทย์หญิงณัฐชาแล้ว ความตายในห้องนี้ยังสะอาดสะอ้านกว่าความตายที่ซุกซ่อนอยู่ในซอกหลืบของความทรงจำ
นิ้วเรียวยาวที่สวมถุงมือยางกำลังคีบชิ้นเนื้อเยื่อใต้กล้องจุลทรรศน์ ภาพบนจอคอมพิวเตอร์ปรากฏโครงสร้างเซลล์ที่ถูกทำลายด้วยสารพิษโบราณ—บางสิ่งที่ตำราแพทย์แผนปัจจุบันไม่เคยบันทึกไว้ แต่มันกลับคุ้นตาเธออย่างน่าประหลาด คุ้นจนน่ากลัว
*“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว หมอชา... แต่ความลับมีมากกว่านั้น”*
เสียงกระซิบแหบพร่าในความฝันเมื่อสิบหี่ปีก่อนดังขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ภาพเปลวเพลิงสีชาดที่โหมกระหน่ำเผาผลาญบ้านหลังใหญ่ เสียงกรีดร้องของมารดา และเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนถือมีดอาคมอยู่ท่ามกลางกองเลือด ณัฐชาสะดุ้งเฮือก มือที่ถือคีมสเตนเลสสั่นเทาจนกระทั่งมันหลุดมือตกลงกระทบพื้นสแตนเลสเสียงดังสนั่นก้องห้องผ่าตัดที่ว่างเปล่า
เธอดึงถุงมือชื้นเหงื่อออกอย่างไร้ความปรานี ปาดหยาดเหงื่อที่ผุดพรายตามขมับ ลมหายใจหอบกระชั้นถี่รัว หัวใจเต้นโครมครามรากับจะทะลุกระดูกซี่โครงออกมา แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด แผลเป็นในวัยเด็กก็ยังคงสดใหม่เสมอ ราวกับมันรอเวลาที่จะฉีกกระชากสติสัมปชัญญะของเธอให้ขาดวิ่นในยามที่เธออ่อนแอที่สุด
ในเวลาเดียวกัน ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร ณ ห้องทำงานส่วนตัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของกระดาษเก่าและควันบุหรี่จางๆ ภาคินกำลังจ้องมองเอกสารลับปึกหนาบนโต๊ะไม้สัก แสงไฟจากโคม
โต๊ะส่องกระทบใบหน้าคมสันที่เรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออก นิ้วเรียวกร้านของนักมานุษยวิทยาหนุ่มพลิกแฟ้มประวัติส่วนตัวของแพทย์หญิงณัฐชาทีละหน้าอย่างใจเย็น
“น่าสนใจจริงๆ...” ภาคินพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำกังวานในความเงียบ
เอกสารระบุชัดเจนว่าณัฐชาคือเด็กหญิงผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจาก ‘คดีเพลิงไหม้ปริศนาบ้านอัคร Thepparat’ เมื่อปี พ.ศ. 2552 ซึ่งสำนวนคดีถูกปิดตายในฐานะอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่สิ่งที่แนบอยู่ด้านหลังสุดของแฟ้ม—ซึ่งเขาแอบเจาะระบบดึงมาจากฐานข้อมูลลับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ—คือภาพถ่ายฟิล์มกระจกโบราณที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก็บกู้ได้จากที่เกิดเหตุ
ภาพรอยสักยันต์โบราณที่ถูกกรีดลงบนแผ่นหลังของเหยื่อ... รอยสักรูป ‘อีกาคาบศพ’ ที่มีลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งภาคินเคยเห็นมันมาแล้วในคัมภีร์ไสยเวทสายมืดที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อหลายสิบปีก่อน
ดวงตาคมกริบของภาคินหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างมีความหมาย เขาไม่ได้เพียงแค่สืบหาประวัติเพื่อความสนุก แต่มันมีความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในปัจจุบันกับโศกนาฏกรรมในอดีตของแพทย์หญิงสาว และดูเหมือนว่า... หมอชาจะกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้เมื่อสิบหี่ปีก่อนอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของภาคินสั่นครืดขึ้นมา หน้าจอแสดงเบอร์สายตรงจากโรงพยาบาลนิติเวช
ภาคินกดรับสายโดยไม่ลังเล ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหวานปนความเหนื่อยล้าและเยตรึงใจจะเอ่ยขึ้น
“ดึกป่านนี้แล้ว อาจารย์ยังไม่นอนอีกหรือครับ... หรือว่ากำลังยุ่งอยู่กับการก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของคนอื่นอยู่กันแน่” เสียงของณัฐชาลอดผ่านเครื่องมือสื่อสารมา แม้จะพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบเพียงใด แต่ความสั่นเครือเล็กน้อยก็ยังคงเล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทของเขา
ภาคินกระตุกยิ้มมุมปาก ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาคู่คมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่สะท้อนเงาของตัวเอง
“หมอชา... คนที่นอนไม่หลับจนต้องวิ่งเข้าห้องผ่าตัดกลางดึกเพื่อหนีความฝัน ไม่น่าจะใช่ผมหรอกนะครับ” ภาคินเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่แต่เฉียบคมบาดลึก “อีกอย่าง... สิ่งที่ผมกำลังค้นหา ไม่ใช่แค่ประวัติส่วนตัวของคุณหรอกครับ แต่เป็น ‘ความจริง’ ที่คุณพยายามฝังมันไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใต้สำนึกต่างหาก”
ปลายสายเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่สะท้อนกลับมา
ณัฐชายืนถือโทรศัพท์มือถือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอกัดริมฝีปากล่างจนห่อเลือด ความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวงตีรวนขึ้นมาในอก เธอเกลียดที่ผู้ชายคนนี้สามารถอ่านทะลุปรุโปร่งถึงตัวตนที่เธอพยายามปกปิดไว้ได้อย่างง่ายดาย ราวกับเขานั่งอยู่ภายในก้นบึ้งจิตใจของเธอ
“อาจารย์กำลังเล่นกับไฟ...” เสียงของณัฐชาลอดไรฟันด้วยความกรุ่นโกรธ
“ระวังตัวด้วยนะครับหมอชา...” ภาคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังและทรงพลังจนคนฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ “เพราะไฟในอดีตของคุณ... กำลังลุกลามกลับมาเผาปัจจุบันนี้อีกครั้งแล้ว และคราวนี้... มันอาจจะไม่ได้เผาแค่บ้านทั้งหลัง แต่มันจะเผาผลาญวิญญาณของคุณให้มอดไหม้ไปด้วย”
ติ๊ด!
ภาคินตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยคำใดต่อ เขาโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยิบเสื้อโค้ทสีเข้มขึ้นมาสวมทับ แล้วเดินตรงไปที่ประตูห้องทำงาน
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะหมุนลูกบิดประตู เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก—มันเป็นเสียงฝีเท้าที่เดินย่ำบนพื้นไม้เก่าจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอาร์ด ทั้งที่นี่คือชั้นบนสุดของอาคารวิจัยที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาในยามวิกาล
ภาคินชะงักฝีเท้า ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองบานประตูไม้สักที่ปิดสนิท
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะสามครั้งดังขึ้นอย่างเชื่องช้าและจงใจ ทุ้มต่ำราวกับมาจากห้วงลึกของความตาย พร้อมกับกลิ่นอายของธูปโบราณและเลือดสดๆ ที่โชยลอดรอยแยกของขอบประตูเข้ามาอย่างรุนแรง
ภาคินไม่รอช้า มือขวาควักกริชโบราณที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ประตูห้องค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงลมประหลาด ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ด้านนอก... มีเพียงรอยเท้าเปื้อนเลือดลากยาวเป็นทางตรงเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา พร้อมกับเศษกระดาษชิ้นหนึ่งที่ปลิวตกลงแทบเท้า
เขาก้มลงหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นข้อความที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา—ลายมือของณัฐชาที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน... ทว่ากระดาษแผ่นนี้กลับเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิท!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดด้วยกันนะครับ
--- อรุณมนตราขาว
สืบคาถา ล่ารอยใจ•ตอนที่ 5
ร่องรอยแห่งอดีต
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคาถา ล่ารอยใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!