กลิ่นฟอร์มาลินในห้องชันสูตรยามวิกาลไม่เคยเป็นมิตรกับใคร แต่วินาทีนี้ มันเจือจางลงด้วยกลิ่นคาวเลือดที่สดใหม่และรุนแรงจนน่าคลื่นไส้ เสียงทุบประตูปังๆ จากภายนอกพร้อมเสียงตะโกนแหบพร่าของเจ้าหน้าที่เวรเปลยังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท แต่สิ่งที่ตรึงร่างของแพทย์หญิงณัฐชาให้แข็งค้างอยู่กับที่ ไม่ใช่เสียงนั้น... หากแต่เป็นภาพเบื้องหน้า
ร่างบนโต๊ะสเตนเลสเย็นเฉียบ ไม่ใช่ร่างไร้วิญญาณของคนแปลกหน้า
"หมอชา... ถอยออกมาครับ"
เสียงทุบประตูด้านนอกเงียบลง แทนที่ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างน่าประหลาดของอาจารย์ภาคิน มือหนาเอื้อมมาแตะที่ข้อศอกของเธอเบาๆ เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบานั้น กลับดึงสติอันกระเจิดกระเจิงของเธอกลับคืนมาสู่ความจริงอันโหดร้าย
ณัฐชาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอาการสั่นเทา ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นบางเฉียบจ้องมองร่างบนโต๊ะชันสูตรด้วยความรู้สึกที่ยากจะหาคำ
เหยื่อรายที่สาม... ถูกจัดท่าไว้อย่างประณีตราวกับงานศิลปะชั้นต่ำ ข้อมือและข้อเท้าถูกม้ายด้วยด้ายสายสิญจน์สีแดงสดที่เปียกชุ่มไปด้วยคราบเลือด ลำคอถูกกรีดด้วยของมีคมจนหลอดลมขาดสะบั้น แต่ที่ทำให้หัวใจของแพทย์นิติเวชผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์กระตุกวูบ คือแผ่นยันต์กระดาษสาโบราณที่ถูกยัดไว้ในช่องปากของศพ ลายอักขระขอมสีชาดสะท้อนแสงไฟนีออนระยิบระยับราวกับดวงตานรกที่กำลังจ้องมองเยาะเย้ย
และที่สำคัญที่สุด... ศพนี้คือ "หมวดกร" นายตำรวจหนุ่มผู้รับผิดชอบสำนวนคดีไสยเวทของเธอเอง
"ฆาตกรไม่ได้แค่ส่งสารครับ หมอชา" ภาคินก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้เล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดสำรวจไปทั่วห้องชันสูตรราวกับเรดาร์ ตาทานของชายหนุ่มไม่ได้มองแค่ศพ แต่กำลังอ่านร่องรอยพลังงานรอบตัว "มันกำลังท้าทายคุณ... และกำลังบอกว่า ศักดิ์ศรีและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของคุณ ป้องกันใครไม่ได้เลย"
ณัฐชาเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความโกรธเกรี้ยวเข้าแทนที่ความหวาดกลัวในชั่วพริบตา เธอก้าวเท้าผ่านร่างสูงของชายหนุ่มเข้าไปประชิดโต๊ะชันสูตร ถุงมือยางถูกสวมใส่อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว มือเรียวสั่นเล็กน้อยแต่ยังคงความนิ่งเยือกเย็นตามสัญชาตญาณของมืออาชีพ
"อย่าเพิ่งใช้ไสยศาสตร์มาตัดสินทุกเรื่องค่ะ... เอ่อ..." ณัฐชาชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงแข็งกระด้าง เธอกลืนน้ำลายลงคอแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่ควบคุมได้ "อาจารย์ภาคินคะ... เอ่อ, อาจารย์ภาคินครับ ทางวิทยาศาสตร์ ร่องรอยพวกนี้บอกอะไรเราได้มากกว่าที่คุณคิด"
ภาคินปรายตามองท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธอ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความหมายอันซับซ้อน ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นกายเย็นเยียบเจือกลิ่นอายจันทน์หอมผสมควันธูปของเขาปะทะเข้ากับจมูกของเธอ
"วิทยาศาสตร์บอกเวลาตายได้ครับ หมอชา... แต่บอกไม่ได้ว่า ทำไมวิญญาณของหมวดกรถึงยังไม่ยอมไปไหน" ภาคินโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูของเธอ เสียงทุ้มต่ำนั้นพร่าเลือนและชวนให้ขนลุกชัน "ลองมองที่ดวงตาของเขาสิครับ... เขาไม่ได้ตายเพราะคมมีด แต่ตายเพราะความกลัวขีดสุดที่ถูกปลุกเร้าด้วยอาคมสายดำ"
ณัฐชาจำต้องเบือนสายตาไปยังใบหน้าของศพที่เบิกโพง ดวงตาคู่นั้นแข็งค้างและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด บริเวณผิวหนังรอบดวงตามีรอยช้ำเขียวคล้ายถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น
บรรยากาศในห้องชันสูตรลดฮวบลงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิรอบตัวเย็นเยียบจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว หลอดไฟนีออนเหนือศีรษะกะพริบถี่ๆ ส่งเสียงฮัมต่ำในลำคอราวกับเครื่องจักรที่กำลังจะพังทลาย
"เช็คกล้องวงจรปิดหรือยังครับ?" ภาคินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าคมคาย เหลือเพียงแววตาดุดันของนักล่า
"ระบบรักษาความปลอดภัยของสถาบันนิติเวชถูกตัดขาดตั้งแต่สี่ทุ่มสิบห้า..." เสียงของณัฐชาแหบพร่าลงเล็กน้อย เธอหันมาสบตากับเขา "และคีย์การ์ดที่จะเปิดประตูห้องชันสูตรนี้ได้... มีเพียงแค่ฉัน... กับผู้อำนวยการสถาบันเท่านั้น"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาหยุดชะงักลงเมื่อความจริงข้อนี้กระแทกเข้ากลางใจของคนทั้งคู่
ผู้อำนวยการสถาบัน... บุคคลที่เพิ่งอนุมัติให้เธอเก็บรักษาหลักฐานชิ้นสำคัญจากคดีแรกไว้ในตู้เซฟส่วนตัว บุคคลที่อยู่เหนือข้อครหาทั้งปวง และเป็นอาจารย์ที่ณัฐชาเคารพรักมาตลอดหลายปี
"ดูเหมือนว่าเราจะมีหนูสกปรกตัวใหญ่อยู่ในบ้านเสียแล้วนะครับ หมอชา" ภาคินเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบกระดาษสาที่เปื้อนเลือดออกจากปากศพอย่างระมัดระวัง นิ้วเรียวยาวของเขาพลิกแผ่นกระดาษกลับด้าน เผยให้เห็นรอยหมึกจางๆ ที่เขียนด้วยลายมือมนุษย์ ซ่อนอยู่ใต้คราบเลือด
ณัฐชาก้มลงมองข้อความนั้น หัวใจของเธอนิ่งสนิทราวกับถูกแช่แข็งในไนโตรเจนเหลว
*“รายต่อไป... คือแพทย์หญิงผู้ไม่เชื่อในบาปบุญ”*
ยังไม่ทันที่ณัฐชาจะได้เปล่งเสียงใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงกุญแจที่กำลังไขเข้ามาในรูกุญแจประตูห้องชันสูตรอย่างเร่งรีบ
"อาจารย์ภาคิน! หมอชา! ตำรวจมาถึงแล้ว! แต่... แต่เราเพิ่งพบว่ากล่องควบคุมวงจรปิดหลักถูกทำลาย และ..." เสียงของเจ้าหน้าที่เวรเปลคนเดิมดังขึ้นขาดห้วง พร้อมกับประตูห้องที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ในความมืดสลัว
ภาคินไม่รอช้า มือแกร่งคว้าข้อมือเรียวของณัฐชาไว้แน่น แรงบิดนั้นหนักหน่วงแต่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณปกป้อง ชายหนุ่มดึงเธอก้าวถอยหลังไปหลบยังมุมอับหลังตู้เก็บเครื่องมือแพทย์ทันที ก่อนที่แสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มแรกจะสาดส่องเข้ามา
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่แสงไฟกวาดผ่านประตูห้องชันสูตร ณัฐชาเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนร่างหนึ่งยืนปะปนอยู่กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่ เงาร่างนั้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตา แต่บริเวณชายเสื้อกลับหยดเปื้อนไปด้วยหยดของเหลวสีแดงฉาน และที่ข้อมือซ้าย... มีรอยสักรูปงูพ่นพิษสีดำสนิทที่เธอจำได้ไม่มีวันลืม
นั่นคือรอยสักประจำตัวของ "นายแพทย์ปกรณ์" ผู้อำนวยการสถาบันนิติเวชผู้ล่วงลับ... หรืออย่างน้อยที่สุด ก็คือคนที่ควรจะนั่งรอให้ปากคำอยู่ที่ห้องทำงานของเขาในยามวิกาลนี้!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
สืบคาถา ล่ารอยใจ•ตอนที่ 15
เหยื่อรายที่สาม
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคาถา ล่ารอยใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!