เสียงตบโต๊ะไม้สนอัดดังปึงจนถ้วยชาเซรามิกสะเทือน น้ำชาสีเหลืองอำพันกระเซ็นเปื้อนผ้าปูโต๊ะลายสก๊อตสีฟ้าขาวที่รินรดาเพิ่งเย็บเองกับมือเมื่อสัปดาห์ก่อน บรรยากาศในห้องรับแขกของเรือนไร่หลังน้อยพลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น
"รินรดา! เจ้าอย่ามาทำเป็นไขสดใสกลบเกลื่อนนะ! ขนมปังชั้นเลิศที่เจ้าเอาไปวางขายในตลาดเมืองหน้าด่านจนผู้คนแห่กันไปต่อคิวซื้อตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนั่น มันใช้สูตรลับของตระกูลเราไม่ใช่หรือไง!"
เสียงแหลมสูงของป้าสะใภ้ใหญ่ 'ชุนฮวา' แผดลั่นจนนกเขาที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้หน้าต่างถึงกับบินหนีเตลิด นางถลกแขนเสื้อผ้าแพรเนื้อหยาบขึ้น พร้อมกับเท้าสะเอวพ่นลมหายใจฮึดฮัดด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด ด้านหลังของนางยังมีลุงใหญ่ 'เฉินไห่' นั่งทำหน้าถมึงทึงเอาหลังพิงพนักเก้าอี้กอดอกวางมาดผู้ใหญ่ในบ้านผู้ทรงภูมิ
รินรดายกถ้วยชาขึ้นจิบรสชาติละมุนลิ้นช้าๆ ดวงตากลมโตคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยอย่างนึกขัน นางไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับเสียงคำรามของญาติผู้พี่และป้าสะใภ้แม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มุมปากอิ่มสวยกลับยกยิ้มขึ้นเป็นเส้นตรงอย่างเยือกเย็น
"สูตรลับของตระกูลหรือคะท่านป้า... ช่างกล้าพูดออกมาเสียจริงนะกคะ" รินรดาวางถ้วยลงบนจานรองเสียงกระทบกันเบาๆ อย่างนุ่มนวล แต่แววตากลับคมกริบราวกับใบมีด "จำได้ว่าตอนที่ข้าถูกพวกท่านขับไล่ออกจากบ้านหลังใหญ่ พร้อมกับห่อผ้าผืนเล็กๆ กับเกวียนผุๆ เมื่อสามเดือนก่อน พวกท่านบอกว่าข้ามันคือ 'ตัวซวย' ที่กินข้าวเปลืองบ้าน แล้วตอนนี้สูตรขนมปังที่ข้าคิดค้นขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและแป้งสาลีในมิติของข้า กล ายเป็นของตระกูลเฉินตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ?"
"นังเด็กเนรคุณ!" เฉินไห่ทนฟังต่อไปไม่ไหว ลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ล้มครืนลงไปกองกับพื้น ใบหน้าอิ่มเอิบไปด้วยไขมันแดงก่ำด้วยความโกรธ "ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ยังใช้แซ่เฉิน! เลือดในตัวเจ้าครึ่งหนึ่งมาจากตระกูลเรา ขนมที่เจ้าทำ เงินที่เจ้าหาได้จากร้านค้าชั่วคราวนั่น สมควรต้องส่งมอบให้ตระกูลใหญ่เป็นกองกลางเพื่อบูรณะศาลบรรพบุรุษ! นี่คือความกตัญญูที่ลูกหลานพึงกระทำ!"
รินรดาระบายยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่กลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างประหลาด นางไม่ได้ตอบโต้ด้วยการตะคอกกลับ นางเพียงแต่เอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับไว้อย่างเรียบร้อยออกจากลิ้นชักไม้ยางพารา
กระดาษแผ่นนั้นส่งกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกจีนชั้นดี
"กตัญญูงั้นหรือคะ..." รินรดากวาดสายตามองกระดาษในมือ ชายตามองหน้าลุงใหญ่และป้าสะใภ้สลับกัน "น่าเสียดายจังนะคะที่ท่านลุงกับท่านป้าคงจะหลงลืมข้อตกลงสำคัญบางอย่างไปเสียสนิท... หรือว่าสมองเริ่มเสื่อมตามวัยกันหมดแล้ว ถึงได้จำไม่ได้ว่า เมื่อสามเดือนก่อน ข้าได้ทำ 'สัญญาตัดขาดตระกูล' และสละมรดกทุกชิ้นต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านและนายอำเภอไปเรียบร้อยแล้ว?"
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าที่เคยลำพองใจของชุนฮวาก็เปลี่ยนสีทันที รอยยิ้มเยาะหยันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า นางหันไปมองหน้าสามีด้วยความตกใจ ขณะที่เฉินไห่เบิกตากว้าง รีบก้าวเข้าไปคว้ากระดาษแผ่นนั้นจากมือของหญิงสาวทันที
ทว่า รินรดากลับชักมือกลับอย่างรวดเร็วก่อนที่ปลายนิ้วหยาบกร้านจะทันได้แตะต้อง นางคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกให้เห็นตราประทับสีแดงฉานจากที่ว่าการอำเภอและลายมือชื่อของพยานนับสิบคนอย่างชัดเจน
"อ่านให้ชัดๆ นะคะ... ในสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่า ข้า 'รินรดา' ได้ตัดขาดจากตระกูลเฉินอย่างสมบูรณ์ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งทางสายเลือดและทรัพย์สิน ข้าไม่ขอรับมรดกใดๆ ของพวกท่าน และในทางกลับกัน... พวกท่านก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องส่วนแบ่งใดๆ จากหยาดเหงื่อแรงงานของข้าเช่นกัน หากผู้ใดฝ่าฝืน ล่วงล้ำเข้ามาหาเรื่อง หรือพยายามกรรโชกทรัพย์ จะต้องถูกเนรเทศออกจากหมู่บ้านและปรับเงินสำนักราชการยี่สิบตำลึงทอง!"
ตัวเลขยี่สิบตำลึงทองดังก้องอยู่ในหัวของสองสามีภรรยาตระกูลเฉิน ชุนฮวาหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษสา นางรู้ดีว่าตระกูลของตนเองแทบไม่มีเงินเก็บเหลืออยู่แล้วเนื่องจากลูกชายคนโปรดเอาไปผลาญกับการพนันในเมือง หากโดนปรับเงินจำนวนนั้น มีหวังต้องขายเรือนและที่นาใช้หนี้จนหมดตัวแน่ๆ
"มะ... มันอาจจะเป็นกระดาษปลอม! เจ้าใช้วิธีสกปรกอะไรปลอมแปลงตราประทับทางราชการ นังเด็กสารเลว ข้าจะฟ้องทางการ!" ชุนฮวาแผדเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความจนตรอก เงื้อมือหมายจะพุ่งเข้ามาตบตีใบหน้าเนียนใสของหญิงสาวให้สะใจ
ทว่า... มือเหี่ยวย่นของชุนฮวากลับลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไม่สามารถขยับเข้าไปใกล้ได้แม้แต่เซนติเมตรเดียว
เงาร่างสูงใหญ่ราวกับภูผาของชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามาบังร่างของภรรยาไว้ได้อย่างไร้เสียง อัศวินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีจ้องมองป้าสะใภ้ด้วยแววตานิ่งสนิทไร้คลื่นอารมณ์ แต่แผ่รังสีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวออกมาจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที
อัศวินไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นวางบนด้ามดาบเหล็กกล้าที่เหน็บไว้ข้างเอว เสียงเหล็กกระทบฝักเบาๆ ดัง 'กริ๊ก' แต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์ร้าย ป้าสะใภ้ชุนฮสสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังกรูดจนสะดุดชายผ้าถุงล้มพับลงไปนั่งกองกับพื้นห้อง
"ภรรยาของข้า... ข้าดูแลเอง" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยออกมาทีละคำอย่างชัดเจน หนุ่มใหญ่ชาวไร่ผู้มีอดีตเป็นแม่ทัพสนามรบกวาดสายตาคมกริบมองหน้าเฉินไห่และชุนฮวา "ถ้าพวกท่านยังมีธุระอื่น เชิญออกไปจากเขตไร่ของข้าเสียที แต่ถ้ายังอยากลองดีกับกฎหมายหรือคมดาบของข้า... เชิญก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียวสิ ข้าจะสงเคราะห์ให้พวกท่านคลานกลับบ้านไม่ถูกเลยทีเดียว"
เฉินไห่หน้าถอดสี ลนลานเข้าไปพยุงภรรยาที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวขึ้นมา ทั้งสองคนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอัศวินหรือรินรดาอีกต่อไป ได้แต่พยักหน้ารัวๆ ถอยหลังกรูดออกจากประตูเรือนไปอย่างไม่คิดชีวิต เสียงฝีเท้าลนลานวิ่งหนีเตลิดออกนอกรั้วไร่ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบ
รินรดาลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ นางวางกระดาษสัญญาลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปมองสามีหนุ่มที่ยืนค้ำฟ้าอยู่ข้างกาย ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นหัวใจที่เอ่อล้นขึ้นมาแทน
นางเอื้อมมือไปจับชายเสื้อผ้าฝ้ายหยาบของเขาเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้ "ท่านพี่นี่เท่จริงๆ เลยนะคะ ขู่แค่นี้ก็วิ่งหางจุกตูดกันไปหมดแล้ว"
อัศวินก้มลงมองภรรยาตัวน้อย สีหน้าที่เคยเคร่งขรึมดุดันเมื่อครู่พลันอ่อนยวบลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ ที่ข้างแก้มอย่างเห็นได้ชัด ปากหนาเม้มเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความเขินอายแต่ยังคงฟอร์มจัดตามประสาคนปากแข็ง
"ใคร... ใครบอกว่าข้าขู่ ข้าแค่เตือนพวกเขาตามมารยาทของเจ้าของบ้านต่างหาก" อัศวินเบนสายตาหนีไปทางอื่น กระแอมไอเบาๆ กลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นแรง "ว่าแต่... เจ้าจัดการเรื่องพวกน่ารำคาญเสร็จแล้วใช่ไหม? ข้าได้กลิ่นหอมแปลกๆ ลอยมาจากในครัว... หรือว่าเจ้ากำลังอบเจ้าขนมปังพับชั้นๆ ที่เรียกว่าอะไรนะ... ครัวซองต์?"
รินรดากลั้วหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ดวงตาคู่สวยเป็นประกายระยิบระยับ นางขยับเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นไออุ่นๆ จากร่างกายของสามีหนุ่ม "หูไวสมกับเป็นอดีตแม่ทัพจริงๆ เลยนะคะ... ใช่แล้วค่ะ ข้าเพิ่งอบครัวซองต์เนยสดสูตรพิเศษเสร็จร้อนๆ จากเตามิติเมื่อครู่นี้เอง เนื้อแป้งกรอบนอกนุ่มใน ชั้นเนยฉ่ำเยิ้มละลายในปาก ทานคู่กับกาแฟดริปร้อนๆ รับรองว่าความโกรธเมื่อครู่จะหายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะค่ะ"
พูดจบ รินรดาก็หมุนตัวเดินนำหน้าไปยังห้องครัวเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเนยแท้ฟุ้งกระจายไปทั่วทุกอณูอากาศ กลิ่นหอมเย้ายวนใจนี้ลอยทะลุผ่านหน้าต่างและประตูไม้ ออกไปอบอบอวลทั่วทั้งบริเวณไร่ จนกระทั่งลอยไปถึงหน้าบ้านพักของคนงานและหมู่บ้านใกล้เคียง
ทว่า... ในขณะที่รินรดากำลังจะหยิบถาดครัวซองต์สีทองอร่ามออกจากเตาอบมิติพิเศษ เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นอย่างกะทันหัน เป็นจังหวะรัวเร็วและหนักหน่วงผิดปกติ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
อัศวินขมวดคิ้วมุ่น เดินไปเปิดประตูเรือนด้วยความระแวดระวัง ทว่าเมื่อเปิดออก เบื้องหน้ากลับไม่ใช่คนงานในไร่หรือชาวบ้านทั่วไป แต่เป็นร่างระหงของหญิงสาวแปลกหน้าในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหรูหราจากเมืองหลวง นางเปิดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าสะสวยเย้ายวน ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและตื่นตระหนก
"ขออภัยที่รบกวนยามวิกาล..." หญิงสาวปริศนาหอบหายใจรัว มือเรียวบางสั่นเทากำจดหมายประทับตราลับของวังหลวงยื่นมาตรงหน้าอัศวิน "ข้าได้รับคำสั่งด่วนจากท่านองค์ชาย... ให้มารับตัว 'เซียนเบเกอรี่' ไปปรุงขนมถวายพระพักตร์เป็นการด่วนที่สุด มิฉะนั้น... หัวของพวกท่านทั้งสองคนอาจจะต้องหลุดออกจากบ่าภายในคืนนี้!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซียนเบเกอรี่มิติคู่ขนานกับท่านแม่ทัพผู้คลั่งรักเมนูครัวซองต์•ตอนที่ 5
รับมือญาติที่มาทวงส่วนแบ่ง
ผลงานโดย เบเกอรี่มิติต่างโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เบเกอรี่มิติต่างโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเบเกอรี่มิติคู่ขนานกับท่านแม่ทัพผู้คลั่งรักเมนูครัวซองต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!